พระพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวเวียงแสนเกือบทุกเพศทุกวัยอย่างกลมกลืน ภายในวัดที่มีอายุร่วมร้อย อันตรามองครอบครัวเล็กๆ ที่เดินตามกันมา แม่จูงลูก พ่อถือตะกร้า ผู้สูงวัยบางคนจับกลุ่มพูดคุยสีหน้ายิ้มแย้มสดใสสมกับที่ตั้งใจมาทำบุญไหว้พระ ส่วนป้าหม่อนก็มีสามีและครอบครัวของลูกสาวตามมาสมทบ
“สวัสดีเจ้าคุณอันตรา” ครอบครัวของป้าหม่อนเรียกและปฏิบัติต่ออันตราอย่างยกย่องให้เกียรติ
“เรียกหนูอันอย่างป้าหม่อนดีกว่าเจ้า” อันตรารีบบอก ส่วนเอื้อยหลานสาวของป้าหม่อนก็ให้เรียกเธอว่าพี่
“พี่อันสวยอย่างที่ยายเล่าเลยเจ้า”
เอื้อยมองอันตราอย่างชื่นชม เธอไม่ค่อยจะมีโอกาสได้พบใครที่เหมือนอันตราสักเท่าไรนัก หญิงสาวสูงโปร่งโครงหน้าเรียวรูปไข่ที่มีดวงตากลมโตใต้แผงขนตายาวเป็นแพ ท่าทางเชื่อมั่นในตัวเอง แต่กิริยามารยาทสุภาพอ่อนโยน ทั้งอ่อนหวานและเข้มแข็งอย่างกลมกลืนจนน่ามอง ยิ่งเวลายิ้ม ใช่แค่สวย สำหรับเอื้อยแล้ว อันตราทำให้เธอเข้าใจคำว่า ‘งาม’ ได้อย่างเป็นรูปธรรมขึ้น
“แต่สำหรับพี่ ผู้หญิงเวียงแสนสวยที่สุด…แม่ของพี่เป็นผู้หญิงเวียงแสนเหมือนเอื้อย ยายเคยเล่าให้ฟังหรือเปล่า” อันตราถามน้ำเสียงใจดี
“เคยฟังแล้วก็เคยเห็นรูปด้วยเจ้า เอื้อยชอบตามยายไปที่เรือนครูวศิน เห็นรูปแม่นายมิ่งแก้ว…งาม พี่อันแต่งตัวแบบนี้เหมือนแม่นายมิ่งแก้วเลยเจ้า” เอื้อยตอบเสียงใส ตามองอันตราที่ในวันนี้อยู่ในเครื่องแต่งกายประจำชาติที่ผู้หญิงเวียงแสนทุกคนสวมใส่อย่างชื่นชม
“งั้นก็เป็นเอื้อยน่ะสิที่ช่วยป้าหม่อมดูแลเรือนให้พี่ ขอบใจนะจ๊ะ”
เอื้อยยิ้มแป้นกับคำขอบใจที่ได้รับ
“ถ้าพี่อันมีอะไรให้เอื้อยช่วย บอกได้เลยนะเจ้า รับรองว่าทุกเรื่องในเวียงแสนเอื้อยรู้หมด”
ท่าทางของเอื้อยทำให้อันตรานึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองมีธุระบางอย่างต้องติดต่อกับโลกภายนอก เธอมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องที่ได้รู้ระหว่างตัวเองกับเจ้านรันดรจนลืมไปเลยว่ากำลังรออีเมล์จากใครบางคนอยู่
“พี่อยากไปไปรษณีย์ วันนี้เอื้อยว่างไหม ไปส่งพี่ได้หรือเปล่า” อันตราถาม ตามองคอยแล้วก็ยิ้มกว้างขึ้นเมื่อได้รับคำตอบของเอื้อย
“อ๋อ…ไปโรงสาย”
โรงสาย… อันตรายิ้มให้กับวิธีเรียกที่ทำการไปรษณีย์ของเอื้อย
“ได้สิเจ้า เอื้อยว่างทั้งวัน ทำบุญเสร็จแล้วไปกันเลยก็ได้เจ้า ใกล้แค่นี้เอง” เอื้อยพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น และยิ้มกว้างรับเมื่อได้ยินเสียงอันตรากล่าวขอบใจต่อมา
“หนูอัน ไปกราบพระเถอะ” ป้าหม่อนยื่นข้าวตอกดอกไม้ให้อันตรานำไปวางเป็นพุทธบูชา
อันตรารับไปแล้วคลานเข่าเข้าไปก้มลงกราบเรียบร้อยหน้าพระพุทธรูปปางมารวิชัยซึ่งประดิษฐานเป็นพระประธานภายในวิหารไม้หลังนี้ เธอวางดอกบัวหลวงสีชมพูที่แย้มอวดกลีบไม่พับเหมือนที่ประเทศไทยลงไปในพานไม้ขนาดใหญ่ ก่อนคลานเข่าออกมา เปิดทางให้คนอื่นๆ ได้เข้าไปสักการะบ้าง
เสียงขยับตัวเปิดทางจากด้านหลังทำให้เธอเบือนหน้าไปมอง แล้วก็ชะงักเมื่อพบว่าเจ้าฟ้าและแม่จ้าวกำลังย่างพระบาทดำเนินเข้ามาในวิหารด้วยท่าทีเรียบง่ายไร้พิธีรีตอง มีผู้ติดตามเป็นหญิงและชายไม่ถึงห้าคนด้วยซ้ำไป
“เจ้าฟ้ากับแม่จ้าวเสด็จมาทำบุญที่วัดกับชาวเวียงแสนที่วัดภูสเรยเสมอน่ะหนูอัน แทบจะทุกเช้า” ป้าหม่อนที่ดูเหมือนจะสังเกตเห็นสายตาประหลาดใจของอันตรากระซิบบอก
คำพูดของป้าหม่อนทำให้อันตรานึกขึ้นได้ เวียงแสนนั้นต่างจากประเทศไทยหลายด้าน ด้วยขนาดและจำนวนประชากรที่น้อยนิดทำให้เชื้อพระวงศ์เวียงแสนกับพสกนิกรค่อนข้างจะใกล้ชิด โดยเฉพาะเจ้าฟ้าพระองค์นี้ที่แทบจะสละเวลาทั้งหมดของพระชนม์ชีพอยู่ร่วมกับพสกนิกรในทุกวารโอกาส
“เสียดาย เจ้าหอหน้าน่าจะมาด้วยเนาะยาย”
เอื้อยหลานสาวของป้าหม่อนชะโงกหน้าเข้ามากระซิบด้วยน้ำเสียงชื่นชม สรรพนามที่ได้ยินทำเอาอันตราเกือบหายใจสะดุด พระพักตร์คมสันขาวนวลดูเหมือนจะลอยอยู่ตรงหน้า
“ทรงงานแต่เช้าล่ะมั้ง” ป้าหม่อนเดาไปตามเรื่อง
“เขาว่าเวียงแสนกำลังจะมีข่าวมงคล เจ้าหอหน้าจะมีเจ้านางล่ะยาย” เอื้อยเล่า ดวงตาฉายแววช่างฝันอย่างเด็กสาว ไม่ทันได้มองปฏิกิริยาของอันตราที่นิ่งเงียบ
“พูดไปลือไป ทางคุ้มหลวงไม่เห็นมีประกาศ คำคนหนอเอื้อย อย่าไปฟังนักเลย”
“กว่าทางคุ้มหลวงจะประกาศก็ต้องรอให้กำหนดเป็นพระราชพิธี เสียงลือนี่สิยาย ข่าวไวกว่าตั้งเยอะ ตอนนี้แม่ญิงเวียงแสนก็เตรียมใจเช็ดน้ำตากันแล้ว ที่เหลือก็แค่รอดูว่าเจ้านางคนใหม่จะเป็นผู้หญิงแบบไหนเท่านั้น จะเป็นใครมาจากไหน เหมาะสมกับเจ้าหอหน้าที่สง่างามของเราหรือเปล่า”
“รู้แล้วได้อะไรขึ้นมา เรื่องส่วนตัวของเจ้าของนาย เว้นให้ท่านได้มีชีวิตเพื่อตัวเองบ้างเถอะเอื้อยเอ้ย พอๆ ไม่ต้องเอาคำลือคนมาพูดต่อ มันไม่ดี” ป้าหม่อนส่ายหน้าให้หลานสาวเบาๆ
“แหมยายก็…” เอื้อยบ่นอุบอิบ ยอมเงียบแต่โดยดี ทำให้คนที่นั่งเงียบมาตลอดอย่างอันตราโล่งใจ
สายพระเนตรที่ทอดมาของเจ้าฟ้าและแม่จ้าวทำให้อันตราค้อมศีรษะลงจรดปลายนิ้วจากสองมือที่ยกพนมถวายความเคารพ พยายามวางสีหน้าให้เป็นปรกติทั้งที่เสียงดื้อรั้นกำลังออกฤทธิ์ในใจ
เจ้านางของเจ้าหอหน้า…เธอน่ะหรือ ไม่! ไม่เหมาะสมเลยสักนิด
แม้จะอยู่ในวิหารที่เต็มไปด้วยแรงศรัทธาเลื่อมใส สองมือพนมจรดหน้าอกทำท่าตั้งใจฟังเสียงสวดมนต์ของคณะสงฆ์ แต่จิตใจของอันตรากลับไม่อาจพบความสงบได้เลย
หลังประเคนภัตราหารแก่คณะสงฆ์ สายพระเนตรของแม่จ้าวที่ได้ทรงทอดสบทำให้อันตราไม่อาจหลบเลี่ยงใดๆ ได้อีก เธอคลานเข่าเข้าไปใกล้ เห็นรอยแย้มพระสรวลบนพระพักตร์จึงยิ้มน้อยๆ อย่างสุภาพที่มุมปากถวาย
“ดีใจที่ได้พบหนูอันที่วัดด้วย มาแต่เช้าแล้วหรือจ๊ะ”
“เจ้า” อันตราทูลตอบสั้นๆ
“เห็นหนูอันวันนี้แล้วคิดถึงมิ่งแก้ว ยิ่งอยู่ในชุดนี้…ในวัด ฉันยิ่งรู้สึกเหมือนมิ่งแก้วยังอยู่” ถ้อยรับสั่งของแม่จ้าวเบาลง ดวงเนตรพิศมองอันตราที่ในเวลานี้นอกจากจะอยู่ในเครื่องแต่งกายอย่างแม่ญิงเวียงแสนแล้ว ยังเกล้าเก็บเส้นผมไว้ในมวยต่ำๆ ที่ท้ายทอย มีพวงมะลิแทนรัดเกล้า
“แม่คงดีใจเจ้า ที่แม่จ้าวทรงระลึกถึงอยู่เสมอ”
อันตราคิดถึงแม่ เมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ท่านเคยเล่าให้ฟัง คุณยายของเธอเป็นนางพี่เลี้ยงผู้ถวายเกษียรธาราแก่แม่จ้าว ผู้ที่ในเวลานั้นเป็นเพียงธิดาของรัฐมนตรีผู้ใหญ่ แต่ก็เรียกได้ว่าจัดอยู่ในกลุ่มคนชนชั้นสูงของเวียงแสน แม่และแม่จ้าวจึงเติบโตมาด้วยกัน
‘ทรงงามพร้อมมาตั้งแต่เล็กๆ พระทัยดีเป็นที่สุด แม่ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนงดงามอ่อนหวานทั้งรูปโฉมและน้ำพระทัยได้เท่าพระองค์ท่าน เหมาะสมที่สุดแล้วที่ทรงได้เป็นแม่จ้าว’
แม่ของเธอจงรักภักดีในแม่จ้าวศรีกานดาสุดหัวใจ และอันตราก็รู้ว่าแม่จ้าวเองก็ทรงรักแม่ของเธอไม่น้อยเลย แม้จะเป็นเพียงผู้ร่วมดื่มน้ำนมจากหญิงคนเดียวกัน แต่แม่จ้าวก็เอ็นดูรักใคร่แม่ของเธอราวกับเป็นน้องสาวร่วมสายพระโลหิต ไม่เคยนึกรังเกียจว่าต่างชนชั้น เมื่อทรงราชาภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้า และรับสถาปนาเป็นพระราชินีก็ทรงเลือกแม่ของเธอเป็นข้าหลวงคนสนิท
‘รับสั่งว่า …ฉันอยากให้น้องสาวของฉันไปอยู่ด้วยกัน… เป็นบุญเหนือหัวของแม่ที่สุดที่ทรงเมตตา ใช่แต่แม่…แม้แต่คนที่แม่รัก ก็ทรงเมตตาไปด้วย ครอบครัวเราถึงได้มีเรือนน้อยริมน้ำเป็นบ้านอย่างไรล่ะลูก’ ทุกความทรงจำเกี่ยวกับแม่ยังแจ่มชัด
“คิดถึงสิ ฉันคิดถึงน้องสาวของฉันอยู่เสมอนั่นล่ะ” สุรเสียงของแม่จ้าวจริงจังหนักแน่น แววเนตรคล้ายจะมีหยาดน้ำเอ่อน้อยๆ
อันตราดีใจแทนแม่ที่อยู่ในความทรงจำของผู้ที่ท่านเทิดทูนเสมอ แต่แล้วแววตาก็ไหววูบเมื่อได้ยินรับสั่งต่อมา
“ไหนๆ ก็พบกันที่วัดแล้ว เดี๋ยวไปคุ้มพร้อมกันเลยดีไหม นี่ถ้าทิพจันทรารู้ว่าหนูอันมาที่วัด คงร้องตามมาแต่เช้าแน่ๆ เลย”
คุ้มหลวง… ความลำบากใจกรายผ่านเข้ามาในความรู้สึกของอันตรา
ไปคุ้มหลวงก็ต้องได้พบเจ้าหอหน้า… ยังไม่อยากพบ
อาการนิ่งคล้ายชะงักไปของเธอไม่หลุดรอดสายพระเนตรแม่จ้าวศรีกานดา
“ไม่สะดวกหรือ ไม่เป็นไรนะ ฉันไม่บังคับหรอก แค่อยากชวนให้ไปด้วยกันเท่านั้นเอง แต่ถ้าหนูอันไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร ยังไงวันนี้น่านก็นัดจะไปรับที่เรือนอยู่แล้วนี่นา เดี๋ยวค่อยพบกันอีกทีก็ได้” สุรเสียงปรานีทำให้อันตราเกรงพระทัย
“ไม่ใช่เจ้า…”
แววตาลำบากใจปนว้าวุ่นที่ได้เห็นของอันตราทำให้แม่จ้าวศรีกานดานิ่งไปครู่หนึ่ง พระสวามีที่กำลังทรงสนทนาธรรมกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้าทำให้คิดว่าน่าจะพอมีเวลา จึงตรัสชวนต่อมา
“หนูอัน ไปเป็นเพื่อนสักการะพระธาตุหน่อยได้ไหม”
“เออ…เจ้า” อันตราได้แต่รับคำ
หัตถ์นุ่มยื่นมาแตะท่อนแขนอันตรา เธอขยับตัวตาม แม่จ้าวส่ายพระพักตร์เป็นเชิงบอกข้าหลวงให้คอยอยู่ที่นี่ไม่ต้องติดตาม แล้วดำเนินนำอันตราไปพร้อมกัน
อันตราก้มลงกราบตามแม่จ้าวศรีกานดาที่ทรุดพระวรกายประทับพับเพียบบนเสื่อซึ่งปูอยู่ตรงหน้าพระธาตุเจดีย์ของวัดภูสเรย นอกจากเธอและแม่จ้าวแล้วบริเวณแห่งนี้แทบจะร้างผู้คนเพราะส่วนใหญ่ยังคงอยู่บนวิหาร
“พระธาตุภูสเรยเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองเวียงแสน เมื่อยังเล็กฉันกับมิ่งแก้วจะชวนกันมาที่นี่ทุกเช้าเพื่ออธิษฐาน ขอให้เวียงแสนเป็นแผ่นดินที่ร่มเย็นไปตราบนานเท่านาน”
แม่จ้าวศรีกานดาทรงแหงนพระพักตร์ทอดพระเนตรพระธาตุเจดีย์ ก่อนจะหันมาหาอันตรา
“ฉันรักมิ่งแก้วเหมือนน้องสาวแท้ๆ ของฉัน ตอนที่เสียมิ่งแก้วไปใหม่ๆ ฉันเสียใจเหลือเกิน การได้พบหนูอันอีกวันนี้ทำให้รู้สึกเหมือนได้มิ่งแก้วคืนมา ใช่แค่เท่านั้น…อีกไม่กี่วันข้างหน้าเราจะได้เป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งฉันดีใจเหลือเกิน”
“แม่จ้าว…” อันตราเรียกได้แค่นั้นก็พูดไม่ออก ลำบากใจกับนัยประโยคที่หมายถึงการหมั้นหมายระหว่างเธอกับเจ้านรันดร
“ฉันอยากได้ยินหนูอันเรียกฉันว่าเจ้าแม่เหมือนน่าน…เหมือนทิพจันทรา แต่ฉันก็รู้สึกว่าหนูอันมีความในใจเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“เจ้า” อันตราตอบเสียงเบา …สมแล้วที่เป็นแม่จ้าวของชาวเวียงแสน…
“หนูอันเหมือนมิ่งแก้วมากจริงๆ นะ ฉันเคยเห็นแววตาลังเลว้าวุ่นแบบนี้จากมิ่งแก้วตอนที่เจ้าฟ้าประทานเธอให้ครูวศิน”
“แม่หรือเจ้า”
อันตราลืมตัวมองสบสายพระเนตรแม่จ้าว เธอรู้ว่าพ่อและแม่ได้มีชีวิตคู่ร่วมกันด้วยพระเมตตาของเจ้าฟ้า แต่ไม่เคยรู้เรื่องราวก่อนหน้าว่าท่านเคยพบและรู้สึกต่อกันเช่นไรก่อนสมรส
แม่หรือลังเลใจที่จะแต่งงานกับพ่อ…
“ฉันตอบแทนมิ่งแก้วไม่ได้หรอกนะว่าคิดอย่างไรกับครูวศินก่อนที่จะแต่งงานกัน แต่ฉันรู้ว่ามิ่งแก้วไม่เคยรังเกียจครูวศินเลย และฉันก็เชื่อว่าชีวิตคู่ของมิ่งแก้วกับครูวศินมีแต่ความสุข หนูอัน…กำลังลังเลเรื่องลูกชายของฉันใช่ไหม”
รับสั่งถามที่วกมาเข้าตัวทำให้อันตรานิ่งไป แต่สีหน้าของเธอก็ดูเหมือนจะตอบแทนความรู้สึกที่มีอยู่ได้เป็นอย่างดี
“จะว่าฉันเป็นแม่ที่หลงลูกชายก็ได้นะ แต่ฉันขอรับรอง น่านเป็นผู้ชายที่หนักแน่นและจะเป็นคู่ครองที่ดีของผู้เป็นภรรยา ฉันรักแม่ของหนูอันมากและเจ้าฟ้าเองก็นับถือครูวศินไม่น้อย เราจึงเต็มใจรับหนูอันมาเป็นลูกสาว…เป็นเจ้านางของน่าน”
“แต่เราเติบโตมาต่างกัน ที่สำคัญทรงเป็นถึงเจ้าหอหน้า ในขณะที่อันเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นคนต่างชาติด้วยซ้ำ” เสียงของอันตรามีแววประท้วงไม่รู้ตัว ความรู้สึกที่แม่จ้าวศรีกานดาประทานให้มารดากอปรกับความหนักใจทำให้อันตราเผลอคิดไปว่าทรงเป็นญาติผู้ใหญ่ที่เธอสามารถปรึกษาได้ กระทั่งเผลอแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นสั้นๆ
“เจ้าหอหน้า… จริงสินะ ฉันก็ลืมไปเลยว่าลูกชายเป็นอะไร ดูเหมือนคนเวียงแสนก็แทบจะไม่ค่อยได้คิดถึงนะ” สุรเสียงของแม่จ้าวละม้ายผู้ใหญ่ที่กำลังตะล่อมหลอกล่อเด็กอย่างเอ็นดู
“ฉันพอจะรู้ว่าที่อื่นให้ความหมายของเชื้อพระวงศ์แบบไหน เจ้าหอหน้า…เจ้าชาย ในประเทศที่กว้างใหญ่กว่า เจริญกว่าในด้านวิทยาการ…มีประชาชนและภาระของบ้านเมืองมากกว่านี้ มีกรอบประเพณี พิธีการและมณเทียรบาลมากมายคอยกำกับวิถีชีวิต รวมไปถึงการวางตัวตามความจำเป็นที่ซับซ้อนของประเทศ แต่ที่นี่…ในแผ่นดินเล็กๆ ของเรา เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินก็คือผู้ที่มีหน้าที่ต่อพสกนิกร…ต่อแผ่นดิน เราไม่เคยต่างไปจากประชาชนของเรา หากแต่เป็นหนึ่งเดียวกัน แม้ว่าน่านจะเป็นเจ้าหอหน้าของใครๆ แต่เขาก็เป็นแค่ชายหนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่งเหมือนกัน ไม่ต่างไปจากหนูอันเลย”
ปรัชญาการใช้ชีวิตของเชื้อพระวงศ์เวียงแสนไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอันตรา สำหรับที่นี่ สมาชิกราชวงศ์เวียงแสนใกล้ชิดกับพสกนิกรยิ่งนัก ทุกคนมีสิทธิ์ขอเฝ้าเพื่อร้องเรียน ปรึกษา หรือกระทั่งถวายฏีการ้องทุกข์ด้วยตนเอง การปกครองระบบราชาธิปไตยที่ใครๆ กล่าวถึง แท้จริงแล้วสำหรับแผ่นดินนี้น่าจะเรียกว่า ‘พ่อปกครองลูก’ มากกว่า
“ถึงอย่างนั้นอันก็ไม่คิดว่าตัวเองคู่ควร อันแทบไม่รู้จักเจ้าหอหน้าเลยนะเจ้า เจ้าหอหน้าเอง…ก็ไม่ต่างกัน อันเคยอยู่ที่เวียงแสนนานที่สุดก็แค่ตอนเด็กๆ ซึ่งนานมากแล้ว กลับมาครั้งก่อนก็แค่ไม่กี่วัน กับคนที่แทบจะไม่เคยใช้ชีวิตเป็นเรื่องเป็นราวในเวียงแสนเลยอย่างอัน…มองยังไงก็ไม่คิดว่าตัวเองเหมาะสมคู่ควร ไหนจะชาวเวียงแสน เขาอาจจะหวังในตัวเจ้านางของเจ้าหอหน้ามากกว่าที่อันเป็น”
“เรื่องการยอมรับฉันเชื่อว่าไม่มีชาวเวียงแสนคนไหนรังเกียจลูกสาวของครูวศิน…ผู้ที่ทำให้เราค้นพบเรื่องราวแห่งปฐมกษัตริย์ เวลานี้ฉันว่าอยู่ที่ตัวหนูอันเองมากกว่า ว่าจะยอมรับเจ้าหอหน้าของเราได้ไหม ลองเรียนรู้ได้ไหมจ๊ะ ไหนๆ เวลานี้หนูอันก็เรียนจบแล้ว ไม่มีภาระอะไรอีก อยู่ที่นี่เถอะนะ ลองเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวเวียงแสนในฐานะคู่หมั้นเจ้าหอหน้า และใช้หัวใจเรียนรู้น้ำใสใจคอของน่านในฐานะหญิงสาวคนหนึ่ง แล้วค่อยพิจารณาดูว่าจะยอมรับลูกชายของฉันเป็นคู่ชีวิตได้ไหม”
แม่จ้าวศรีกานดาทอดพระเนตรหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววเนตรรักใคร่เอ็นดู หัตถ์นุ่มยื่นมาสัมผัสแขนของอันตราอย่างอ่อนโยน น้ำพระทัยและทุกรับสั่งซึ่งแสดงถึงยอมรับจากผู้เป็นถึงแม่จ้าวของคนทั้งแผ่นดินทำให้อันตราซาบซึ้งปนหนักใจ เพราะเธอยังทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างที่ทรงรับสั่งไม่ได้แน่
“เจ้าหอหน้าอาจจะไม่พอพระทัยอัน”
เพราะพ่อเป็นคนที่ชาวเวียงแสนให้ความเคารพนับถือ…และเพราะแม่เป็นเหมือนน้องสาวที่แม่จ้าวรักก็เพียงพอแล้วหรือที่จะให้คนที่เป็นถึงเจ้าหอหน้ายอมรับหญิงสาวธรรมดาๆ อย่างเธอเป็นเจ้านางของเขา
ไม่หรอก เหตุผลมันเบาเกินไป อย่างน้อยก็สำหรับหัวใจของเธอเอง
“น่านน่ะเหรอ ไม่นี่ ฉันไม่เคยได้ยินลูกชายบอกหรอกนะว่ารู้สึกอย่างไรกับหนูอัน แต่แก้วก๊อที่อยู่กับหนูอัน น่านเป็นคนมอบให้เองกับมือ…ไม่มีใครบอกให้ทำไม่ใช่หรือ ในเมื่อเขามอบให้หนูอันอย่างสมัครใจย่อมหมายความว่าเขายอมรับการผูกพันที่เกิดขึ้นด้วยหัวใจตัวเอง” รับสั่งของแม่จ้าวแทนที่จะทำให้อันตราคล้อยตาม กลับไปกระตุ้นความดื้อรั้นเอาแต่ใจที่ซ่อนตัวอยู่
“เจ้าหอหน้ามอบแก้วก๊อให้เด็กหญิงคนหนึ่งเพื่อปลอบขวัญเท่านั้นเจ้า วัยและอายุทำให้เจ้าหอหน้าและข้าเจ้าเองไม่ทันได้ตระหนักถึงคุณค่าและความหมายที่สูงส่งของแก้วก๊อ ถ้าข้าเจ้าจะถวายคืน…”
อันตราขยับตัวเข้าไปใกล้แม่จ้าว ตาช้อนมอง หวังจะขอให้พระองค์เป็นที่พึ่ง แต่ดูเหมือนอันตราจะผิดหวัง
“แม้ว่าตอนที่น่านมอบแก้วก๊อให้หนูอันจะยังเล็ก แต่วันที่เขาได้แก้วก๊อจากฉันไปน่านก็ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของแก้วก๊อนี้เป็นอย่างดี น่านรู้ว่าแก้วก๊อจะต้องมอบให้กับผู้ที่มีความหมายยิ่งต่อหัวใจเท่านั้น ซึ่งน่านเลือกหนูอัน ฉันอยากให้หนูอันรู้ ตั้งแต่หนูอันจากเวียงแสนไป น่านเป็นคนหนึ่งที่รอให้หนูอันกลับมาอยู่เสมอ”
ริมฝีปากของคนฟังเม้มเข้าหากัน แววตาของอันตราเปล่งประกายดื้อดึง ต่อต้านประโยคที่ได้ยิน
คนอย่างเจ้าหอหน้าน่ะหรือรอเธอ!
แม่จ้าวศรีกานดาแย้มโอษฐ์พลางยื่นหัตถ์ไปเกี่ยวปลายนิ้วของอันตรา ทรงรวบมือบางเข้ามาลูบเบาๆ คล้ายปลอบโยน
“ฉันเข้าใจว่าหนูอันหนักใจ บางครั้งเราก็น่าจะลองก้าวออกมาข้างนอกกรอบของเหตุและผลดูบ้าง เชื่อฉันเถอะนะ ฉันอยากให้หนูอันมาเป็นลูกสาวฉันคนหนึ่งจริงๆ” ถ้อยรับสั่งของแม่จ้าวศรีกานดาหนักแน่นจริงจังเสียจนอันตราพูดไม่ออก
ทั้งที่หนักใจมากขึ้นทุกทีแต่อันตราก็จนต่อคำพูด ไม่รู้จะหาถ้อยคำไหนมาโน้มน้าวให้แม่จ้าวถอนความเชื่อมั่นของพระองค์ได้ ความอึดอัดค่อยๆ สั่งสมกลายเป็นความไม่พอใจ สุดท้ายจึงได้แต่ก้มหน้าเพื่อเลี่ยงซ่อนความรู้สึกในแววตาเอาไว้ ไม่ทันได้เห็นสายพระเนตรของแม่จ้าวที่ทอดมายังรอยปานกลางฝ่ามือของเธอ
หนูอัน…ฉันขอให้เป็นหนู…อยากให้เป็นหนูอย่างที่เราเชื่อจริงๆ
แนะนำพูดคุยได้ ที่นี่ ค่ะ