เพลิงผญา ตอนที่ 04
เรือนที่เงียบกริบไร้เงาของป้าหม่อนทำให้อันตราไม่จำเป็นต้องพบหน้าใครในช่วงเวลาที่จิตใจกำลังว้าวุ่น เธอก้าวเข้าห้อง ปิดประตูอยู่ตามลำพังแล้วตรงเข้าไปรื้อกระเป๋า หยิบถุงกำมะหยี่นุ่มมือออกมาเพื่อเลื่อนของที่อยู่ด้านในมานั่งมองชิดบนเตียง
อัญมณีสีเพลิงเนื้อเย็นน้ำงามรูปใบโพธิ์ ตรงกลางมีตำหนิเป็นรอยกรีดพาดเป็นทางกินลึกเข้าในเนื้อถูกนำไปวางเคียงกล่องไม้แกะสลักลงเส้นทองฝีมือประณีตของสล่าหลวงโบราณ รูปทรงของช่องว่างภายในกล่องที่บุด้วยผ้าช่วยยืนยันว่ามันเป็นกล่องของแก้วก๊อนี้จริงๆ อัญมณีที่ไม่อาจประเมินราคานี้เคยวางอยู่ในกล่องใบนี้
นี่น่ะหรือของหมั้นของทายาทราชวงศ์เวียงแสน! แล้วเธอเนี่ยนะคู่หมั้นของเจ้าหอหน้า ไม่อยากจะเชื่อเลย!
อันตราเลื่อนแก้วก๊อมาวางบนฝ่ามือข้างที่มีรอยปานของตัวเอง ใช่แต่ช่องว่างภายในกล่องเท่านั้นที่รับกันพอดี รอยปานที่กลางฝ่ามือนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อตอนที่เธอยังเด็กอาจเทียบได้เพียงรูปร่าง แต่เมื่อโตขึ้นแม้แต่ขนาดก็รับกันอย่างพอดิบพอดี ราวกับเธอกำมันไว้เป็นพิมพ์เพื่อวาดรอย
‘แก้วก๊อจะช่วยปกปักรักษาน้องอันจากฝันร้าย…’ แว่วเสียงปลอบโยนดังสะท้อนในหัวใจพร้อมภาพความทรงจำของอดีต ในวันเวลาที่เธอยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย มีใครคนหนึ่งกำลังค่อยๆ บรรจงสวมสายสร้อยร้อยอัญมณีน้ำงามรูปใบโพธิ์ให้
ไม่! ภาพความทรงจำถูกผลักออกไปจากความคิด เสียงผ่อนลมหายใจหนักหน่วงดังขึ้นในความเงียบ แต่ถึงแม้จะพยายามห้ามใจเพียงไหนก็ยังทำได้ยากเย็น เพราะทั้งที่ปิดเปลือกตาและน่าจะเห็นเพียงความมืด แต่อันตรากลับเห็นภาพอดีตในวันวานพร่างพรู
ตอนยังเล็กอันตราเป็นเด็กเลี้ยงยาก ขี้แย ขี้กลัว ข้างกายจะต้องมีใครสักคนอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ตอนนอนหลับเพราะเธอจะร้องไห้จ้า ผวาตื่นขึ้นมาเพราะฝันร้ายอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะตอนอาศัยอยู่ในเวียงแสน แม้จะจำความฝันไม่ได้มากไปกว่าถูกล่ามตรวนทิ้งไว้ในที่มืดแคบเพราะยังเด็กมาก แต่อันตราก็ยังจำความรู้สึกหวาดกลัวที่ติดตามมาได้ดี รวมทั้งเขา…ผู้ที่เคยเรียกเธอว่า ‘น้องอัน’ ที่มักจะคอยปลอบให้คลายสะอื้น
…แก้วก๊อ… นับตั้งแต่ได้รับจากผู้ที่เธอเคยเรียก ‘พี่’ ฝันร้ายเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะจบลง อันตราจึงเก็บงำยึดมันเอาไว้ ทั้งเพื่อเป็นหลักให้กับจิตใจและเป็นตัวแทนของผู้ให้ที่เด็กน้อยอย่างเธอผูกพัน โดยเฉพาะในยามที่เธอต้องไปจากแผ่นดินเวียงแสน แต่วันหนึ่งที่อันตราตัดสินใจเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างเข้มแข็งด้วยกำลังใจของตัวเอง อัญมณีที่ทรงคุณค่าต่อจิตใจนี้ก็กลายเป็นสิ่งฉุดรั้ง
กาลเวลาสอน…ตราบใดที่ยังครอบครองแก้วก๊อเธอจะไม่มีวันก้าวไปข้างหน้า ชีวิตจะหยุดนิ่งอยู่กับการเฝ้าคอยที่เลื่อนลอย
พอแล้ว เลิกหยุดอยู่กับที่เสียที!
เมื่อพ่อจากไป สายสัมพันธ์ใดๆ ที่มีบนแผ่นดินนี้ก็ไร้ความหมายสำหรับอันตรา การกลับมาเวียงแสนครั้งนี้นอกจากจะมาตามคำขอร้องครั้งสุดท้ายของพ่อแล้ว เธอยังตั้งใจจะปิดผนึกเรื่องราวในอดีตให้กลายเป็นความหลังอย่างแท้จริงเสียที
ส่งคืนแก้วก๊อกลับไปสู่ผู้เป็นเจ้าของ… แต่ดูเหมือนจะทำไม่ได้ง่ายๆ เสียแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าสุดท้ายแก้วก๊อนี้จะผูกพันเธอไว้กับแผ่นดินนี้ด้วยความหมายลึกซึ้ง
ของหมั้นประจำราชวงศ์เวียงแสน
คู่หมั้นเจ้าหอหน้า เธอน่ะเหรอ! ไม่มีทาง! ถ้ารู้จะไม่มีวันยอมรับแก้วก๊อ!
แม้จะต่อว่าต่อขานและกำลังนึกโมโหตัวเองในวัยเด็ก แต่ถ้าให้หมุนเวลาย้อนกลับไปได้จริงๆ อันตราก็ยังไม่รู้เลยว่าแก้ไขอะไรได้ไหม ในเมื่อตอนนั้นเธอเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยที่ไม่เคยสนใจค่าหรือราคาของแก้วก๊อมากไปกว่ากำลังใจจากผู้ที่ตัวเองเชื่อมั่นหมดใจเท่านั้น
ใบหน้าคมสันขาวนวลของชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นกระจ่างในความคิด ตั้งแต่ได้พบเรียกว่าคุยกันแทบจะนับคำได้ ยิ่งได้รู้สถานะใหม่ของตัวเองที่ผูกพันอยู่กับเขา อย่าว่าแต่พูด อันตราแทบไม่มองพระพักตร์เลยด้วยซ้ำ
เขาในวันนี้ไม่ใช่ ‘พี่น่าน’ ของเธออีกแล้ว แต่เป็นถึงเจ้าหอหน้าที่เธอไม่รู้จัก
เจ้าหอหน้าทรงรู้เรื่องหมั้นแล้วใช่ไหม รู้แล้วคิดอย่างไร กำลังกริ้วองค์เองในวัยเยาว์ที่ทำอะไรไม่รู้จักคิดใช่ไหม
แม้คำถามเหล่านี้ถูกทวนย้ำไปมาในใจของอันตรามาตั้งแต่เย็น แต่กับคนวางท่าทางเรียบเฉยที่รับสนองบัญชาเจ้าฟ้ามาส่งเธอกลับเรือน อันตราก็ยังเลือกที่จะนิ่งไม่พูดไม่ถาม ความเงียบขรึมที่ได้รับจากเขาอย่างเสมอต้นเสมอปลายทำให้อันตรายิ่งเงียบตามไปด้วย กระทั่งในเวลาต่อมาที่เขาเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นด้วยสุรเสียงทุ้มนุ่ม
‘เจ้าแม่อยากเชิญให้ไปร่วมโต๊ะเสวยพรุ่งนี้เช้า แต่ทรงเกรงว่าคุณอาจจะเหนื่อยจากการเดินทางอยากปรับตัว จึงทรงขอเลื่อนเป็นมื้อเที่ยง พรุ่งนี้สายหน่อยจะมารับ ขอบใจที่เอ็นดูน้องทิพ’
คุณ… สรรพนามแทนตัวเธอที่ทรงใช้สะดุดหู
สำหรับเจ้านรันดรแล้ว ‘น้องอัน’ ก็คงเป็นเพียงอดีตที่ทรงลืมเลือนไปแล้ว ช่องว่างระหว่างเธอกับพระองค์ที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งตอนนี้กว้างและมีแต่ความห่างเหิน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกหรอกเพราะในวันนี้ทรงเป็นถึงเจ้าหอหน้า ในขณะที่เธอเป็นเพียงสามัญชนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง
ใช่ เธอเป็นเพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่มีวันเป็นเจ้านางของเขาได้
ต้องคืนแก้วก๊อให้เขาไป!
ครืนนน… เสียงฟ้าคำรามจากด้านนอกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ตามมาด้วยสายลมที่พัดผ่านมากระทบร่าง อันตราวางสิ่งที่เฝ้าครุ่นคิดลงชั่วครู่ เบือนหน้าจากแก้วก๊อไปทอดสายตาผ่านกรอบหน้าต่าง
“ฝนจะตกเหรอเนี่ย”
ท้องฟ้ามืดมิดด้านนอกปรากฏแสงสีขาวสว่างวาบเป็นพักๆ เพียงไม่กี่อึดใจต่อมาหยดน้ำหยดแรกจากฟ้าก็ตกกระทบยอดไม้เข้าจริงๆ อากาศยามกลางคืนที่เย็นอยู่แล้วของเวียงแสนพอได้ฝนก็ดูจะยิ่งทวีความเย็นขึ้นไปอีก
อันตราถอนสายตากลับมาในห้อง เอนร่างลงอิงหมอนฟูนุ่มที่หัวเตียง ทอดสายตาเหม่อลอยมองผ่านมุ้งที่ถูกรวบพันเข้าช่อสวยราวกับดอกไม้ทิ้งชายลอยมาจากเพดานภายใต้แสงไฟสีนวล มือยังกำแก้วก๊อเอาไว้ เริ่มคิดถึงพ่อ
ทำไมพ่อยอมรับการหมั้น ที่อยากให้อันกลับมาที่นี่เพราะอยากให้อันแต่งงานกับเจ้าหอหน้าจริงๆ หรือ ทำไมคะพ่อ ทำไม…
สายลมเย็นในละอองฝนหอบกลิ่นดอกไม้หอมผ่านกรอบหน้าต่างระผิวกายราวกับสัมผัสที่อ่อนโยนจนทำให้ผู้ที่เหนื่อยอ่อนค่อยๆ ผ่อนคลายจากความเครียดเพราะครุ่นคิดไม่รู้ตัว เปิดโอกาสให้ความง่วงงุนคืบคลานเข้ามาร่ายมนตร์ อันตราปิดเปลือกตา
ในชั่วขณะที่สติกำลังจะดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา เธอรู้สึกว่ามีสัมผัสเย็นเฉียบเกาะกุมข้อเท้าจนต้องลืมตา แล้วก็ต้องนิ่งงันมองค้างเมื่อสายตากระทบเข้ากับร่างนกยูงสีขาวนวล ดวงตาเศร้าอย่างน่าประหลาดของมันมองจ้องเธอไม่เคลื่อน อันตราขยับตัว แล้วต้องตกใจเมื่อพบว่านกยูงเจ้าของนัยน์ตาโศกนั้นกลายเป็นหญิงสาวในเครื่องแต่งกายแปลกตา ไม่ใช่อย่างเวียงแสนในปัจจุบัน หรือว่าไปก็ไม่ใช่อย่างหญิงเวียงแสนโบราณในภาพวาด ร่างกายท่อนบนที่มีเพียงผ้าผืนบางพาดเฉวียงไพล่จากหัวไหล่ ผ้านุ่งจับจีบทิ้งชายด้านหน้าที่ยาวเพียงครึ่งแข้งนั่นก็เหมือนกัน ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ผ้านุ่งของชาวเวียงแสนที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์และมักจะยาวกรอมเท้า
ใคร! แต่นั่นไม่สำคัญเท่าเธอมาอยู่ในห้องนี้ได้อย่างไรกัน!
‘อันตราวรี...’
อันตราคิดว่าได้ยินเสียงเศร้าเรียกชื่อที่คล้ายกับชื่อของเธอเองทั้งที่มั่นใจว่าริมฝีปากของหญิงสาวตรงหน้าไม่ขยับ สายตาเศร้าคู่นั้นที่เลื่อนจากใบหน้าของอันตราไปยังปลายเท้าทำให้เธอมองตาม แล้วดวงตาก็เบิกกว้างเมื่อพบว่าข้อเท้าตัวเองที่คิดว่ามีสัมผัสเย็นๆ กุมรอบนั้นถูกพันธนาการไว้ด้วยปลอกเหล็กล่ามตรวน
“อะไรกัน!”
อันตรายื่นมือลงไปแตะรวดเร็ว โลหะเย็นเฉียบขรุขระแข็งแกร่งนั้นหนักอึ้งจนแทบจะยกไม่ไหว หัวใจเต้นรัวตื่นตระหนก ปลายนิ้วของเธอเลื่อนไปทั่ว ควานหารอยต่อเพื่อปลดมันออกไปแต่ก็ไร้ผล เธอถูกล่ามพันธนาการไว้อย่างแน่นหนาด้วยสายโซ่ที่ไม่รู้ว่าเริ่มต้นมาจากที่ไหน
มือของอันตราขยับพยายามกระตุกดึงสายโซ่ร้อนรน สายตากวาดมองไปรอบๆ นึกถึงหญิงสาวนัยน์ตาเศร้าที่เห็นเมื่อครู่ แต่กลับพบว่านอกจากตัวเองที่ถูกล่ามข้อเท้าไว้แล้วทั้งห้องก็มีเพียงความเงียบงัน หญิงสาวนั้นหายไปราวกับไม่เคยปรากฏตัว
ตาฝาดหรือ! อันตราถามตัวเอง
วิญญาณ?! ผี?! งั้นเหรอ ผีและวิญญาณเป็นเพียงจินตนาการที่คนปรุงแต่งสร้างมันขึ้นมาข่มขวัญตัวเอง ไม่มีจริง! เป็นไปไม่ได้
ในชั่วเวลาที่อันตรากำลังสับสนจู่ๆ แรงกระชากที่ปลายโซ่ก็กระตุกแรงจนเธอเผลอหวีดร้อง สองมือไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวแต่ก็คว้าได้เพียงความว่างเปล่า
อะไร! ใคร! ไม่! ปล่อยนะ!
อาการกระชากยื้ดยุดทำให้อันตราตื่นตระหนก แม้ไม่เห็นว่าเรี่ยวแรงที่กำลังพยายามลากเธอเข้าไปหามาจากไหน แต่อาการกระตุกที่มุ่งจะกระชากเธอไปให้ได้แฝงความมุ่งร้ายมาพร้อมกัน ความกลัวที่ไม่เคยรู้จักแล่นจับขั้วหัวใจ ลางสังหรณ์บอกว่าถ้าปล่อยให้ตัวเองถูกกระชากเข้าไปหา เธออาจต้องจุดจบที่น่าสะพรึงกลัวทำให้พยายามดิ้นรนฝืน แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านแรง ร่างของเธอถูกลากครูดเข้าไปในความมืดทะมึนจนได้
ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยหนูอันด้วย!
ในความกลัวอันตราเรียกหาบุพการี มือไขว่คว้าไปเรื่อยหวังจะหาหลักยึด พอแตะอะไรได้ก็กำแน่นโดยไม่ได้มอง
ช่วยด้วย อย่า! เสียงร้องวิงวอนดังขึ้นในใจ ชั่วลมหายใจนั้นอันตราก็รู้สึกว่ามือที่กำอะไรบางอย่างอยู่นั้นอุ่นวาบ ก่อนจะตามมาด้วยแสงสีแดงจัดจ้าสว่างวาบขึ้นมาจนตาพร่า
เรี่ยวแรงที่ฉุดกระชากปลายโซ่หายไป ร่างของอันตราได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ ท่ามกลางเสียงคำรามที่เสียดแทรกมาในโสตประสาทอย่างน่าสะพรึงกลัว
ต้องตาย เจ้าต้องตาย!
“ไม่!” เสียงของอันตราดังขึ้นในห้องที่เงียบกริบตามมาด้วยอาการทะลึ่งพรวด ลุกขึ้นมานั่งกลางเตียง หูได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงเหมือนออกวิ่งมาแสนไกลจนเหนื่อยหอบ หายใจขาดเป็นห้วงๆ มือยกลูบหน้าตัวเองเรียบเรียงสติ
ฝันเหรอ! ทำไมเหมือนจริงขนาดนี้
อันตราปรายสายตาไปมองข้อเท้าตัวเองอย่างอดไม่ได้ โล่งใจเมื่อพบว่ามันว่างเปล่า ไม่มีโซ่ตรวนใดๆ ร้อยรัดเพื่อฉุดกระชากเธอไปอย่างที่ฝันเลยสักนิด ความรู้สึกอุ่นกลางมือทำให้เธอเบือนสายตามามอง แล้วก็พบว่าตัวเองกำลังกำแก้วก๊อไว้แน่นด้วยมือข้างที่มีปานรอยโพธิ์
ฝันร้ายอีกแล้ว… อันตรากลืนน้ำลายยากเย็น หัวใจยังเต็นรัวตื่นตระหนก
ครั้งก่อนที่กลับมางานศพพ่อก็ฝันร้าย… ตอนนี้ก็ยังฝันอีก อาการฝันร้ายจนผวาตื่นตอนยังเล็กที่หายไปตั้งแต่ตามพ่อกลับประเทศไทยซึ่งเคยคิดว่าอาจเป็นเพราะโตขึ้น แท้จริงเป็นเพราะอะไรแน่
เวียงแสน…
คำตอบที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นกลางความคิดทำเอาอันตรานิ่งขึงไปทั้งตัว
ใช่ ฝันร้ายทุกครั้งที่หลับใหลในแผ่นดินเวียงแสน
ก๊อกๆ “หนูอัน หนูอัน!” เสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงร้องเรียกจากด้านนอกทำให้เธอผวาแทบทั้งร่าง พอจำได้ว่าเป็นเสียงของป้าหม่อนก็ถอนหายใจเฮือก
“หนูอัน เป็นอะไรหรือเปล่า” ป้าหม่อนเรียกอยู่ข้างนอกอย่างร้อนรน
อันตรารวบรวมสติที่กำลังฟุ้งซ่านแตกกระเจิงให้เข้าที่เข้าทาง ผลักความรู้สึกว้าวุ่นไปจากสมอง วางแก้วก๊อลงในกล่องลายคำที่เพิ่งจะได้กลับมาอยู่คู่กันซึ่งเปิดอ้าอยู่ไม่ไกลนักก่อนจะหยัดตัวลุกจากที่นอน ก้าวตรงไปเปิดประตูให้คนที่กำลังคอยอยู่ด้านนอกอย่างเป็นห่วงนั่น
“เป็นอะไรหรือเปล่า ป้าได้ยินเสียง…”
“ละเมอน่ะเจ้า ไม่มีอะไร น่าจะเหนื่อยไปหน่อย ขอโทษที่ทำให้ตกใจเจ้า” อันตราตอบ นึกย้ำกับตัวเองไปด้วย
ธาตุกำเริบ…คนโบราณเรียกแบบนั้นใช่ไหมเวลาที่ฝันร้ายเพราะเครียดหรือเหนื่อยเกินไป จะตอนงานศพของพ่อหรือครั้งนี้เธอมีแต่เรื่องต้องคิดจนว้าวุ่นใจไปหมด
“แน่นะเจ้า”
“เจ้า ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้า ป้าหม่อนกลับไปนอนเถอะ” อันตราพยักหน้ากำกับ เกลื่อนสีหน้าให้เป็นปรกติที่สุด หวังจะให้ป้าหม่อนคลายกังวล
“ไม่นอนแล้วล่ะเจ้า ฟ้าใกล้สางแล้ว ป้ากำลังตั้งข้าวเตรียมไปวัด หนูอันจะนอนต่อไหม” เสียงไก่ขันแว่วมาแต่ไกลช่วยยืนยันคำพูดของป้าหม่อนว่าเวลานี้ใกล้เช้าแค่ไหน
นี่เธอเผลอหลับไปนานขนาดนี้เชียวหรือ
อันตราชะเง้อมองไปด้านนอก ฟ้ายังมืด แต่เธอไม่อยากเข้านอนแล้ว สุดท้ายจึงหันมาหาป้าหม่อน
“ขออันไปวัดด้วยคนนะเจ้า”
แนะนำพูดคุยได้ ที่นี่ ค่ะ