ฝนดูเหมือนจะพร่างลงมาแค่ในบริเวณวัดภูสเรยเท่านั้น เพราะเพียงเรือพ้นคุ้งน้ำ ท้องฟ้าก็กระจ่างใสราวกับไม่ใช่ฟ้าผืนเดียวกัน คุ้มหลวงหรือวังเจ้าฟ้าแห่งเวียงแสนตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองเทวาใกล้เชิงเขาพันคีรี ด้านหนึ่งติดทะเลสาบซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำธารปุรา แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านเมืองหลวงของเชียงแสน
พระสุธารสชายามบ่ายของเจ้าฟ้าที่เลยเวลามาไม่น้อยวันนี้ถูกจัดเตรียมที่ศาลาเรือนไม้ลอยน้ำที่เปิดโล่งทั้งสี่ด้านซึ่งยื่นเข้าไปในทะเลสาบตามรับสั่งเจ้าฟ้า นอกจากแขกที่เจ้านรันดรสนองรับสั่งไปเชิญแล้ว ยังมีสมาชิกของครอบครัวเล็กๆ แต่สูงศักดิ์ยิ่งบนแผ่นดินเวียงแสนมาร่วมโต๊ะเสวยพร้อมหน้าทุกพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นแม่จ้าวศรีกานดา เจ้าหอหน้านรันดร และเจ้านางทิพจันทรา…พระธิดาองค์น้อยร่างเล็กบาง
“เจ้าพ่อรับสั่งว่าพี่อันเรียนจบจากประเทศนอก…อยู่ไกลจากที่นี่มาก ที่ไหนหรือเจ้า”
เจ้านางทิพจันทราดูจะทรงถูกตาต้องใจแขกเป็นพิเศษ นอกจากจะทรงยึดมืออันตราให้นั่งเก้าอี้ข้างๆ แล้ว ดวงเนตรสดใสใคร่รู้แทบไม่เคลื่อนไปจากใบหน้าของอันตราเลยสักนิด
“นิวซีแลนด์เจ้า” อันตราทูลตอบพร้อมรอยยิ้ม
สำหรับเชื้อพระวงศ์พระองค์อื่นๆ นี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่อันตราได้มีโอกาสเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด แต่สำหรับเจ้านางทิพจันทราแล้วถือได้ว่าเป็นครั้งแรก ด้วยทรงมีพระประสูติกาลหลังจากเธอเดินทางกลับประเทศไทยไปแล้วหลายปี
เมื่อยังเล็กอันตราเคยตามพ่อหรือแม่มาคุ้มหลวงหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ครั้งก่อนเธอยังมีบุพการี…เป็นเพียงผู้ติดตาม แต่เวลานี้มีแค่ตัวเอง ความไร้เดียงสาและความเป็นกันเองที่เจ้านางทิพจันทราประทานให้ช่วยเธอได้มากในเวลาที่รู้สึกแปลกแยกแบบนี้
“พี่อันเรียนเก่งมาก ได้เกียรตินิยมด้วยนะลูก” แม่จ้าวศรีกานดารับสั่งกับพระธิดาอย่างอ่อนโยน
“เกียรตินิยมคือสิ่งใดเจ้า” เจ้านางทิพจันทราเบือนพักตร์ไปหาพระบิดาที่สรวลน้อยๆ ก่อนตรัสตอบ
“คือสิ่งที่แสดงถึงความเป็นนักเรียนที่ดี ขยัน ไม่เกียจคร้านยังไงล่ะลูก”
“ครูวศินเคยบอกว่าทิพเป็นนักเรียนที่ดี ถ้าอย่างนั้นทิพก็น่าจะได้เกียรตินิยมด้วยสิเจ้า”
เจ้านางทิพจันทรายืดองค์แย้มพระสรวลกว้าง ท่าทางน่าเอ็นดูจนทำให้คนที่ได้เห็นอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม โดยเฉพาะอันตราที่ได้ยินชื่อพ่อตัวเอง
เธอยังจำได้ ในพิธีศพของพ่อ เจ้านางพระองค์น้อยตรงหน้าคือหนึ่งในสมาชิกราชวงศ์ที่มาร่วมไว้อาลัย เธอพอจะรู้มาว่าครั้งสุดท้ายที่พ่อเดินทางมาที่เวียงแสน ท่านได้มีโอกาสพบเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์รวมถึงเจ้านางทิพจันทรา ไม่นึกว่าเจ้านางพระองค์น้อยนี้จะยังทรงระลึกถึงพ่อของเธอเสมอ
“ทิพได้เกียรติของความเป็นนักเรียนที่ดีแล้วอย่างไรล่ะลูก และเมื่อได้รับแล้วก็ต้องรักษาเกียรตินั้นไว้ด้วยการเป็นนักเรียนที่ดีอย่างสม่ำเสมอด้วย รู้ไหม”
“รู้เจ้า” เจ้านางทิพจันทราตรัสรับด้วยสุรเสียงสดใส แต่แล้วจู่ๆ ทรงหอบกรรสะ
“ขอผ้าคลุมหน่อยสิ” แม่จ้าวศรีกานดายื่นหัตถ์ไปหาข้าหลวงที่กระวีกระวาดส่งผ้าผืนหนึ่งถวายให้ทรงใช้คลุมร่างพระธิดา ในขณะที่เจ้านรันดรทรงขยับเข้าไปใกล้ ถวายแก้วที่อันตราเพิ่งสังเกตว่าเทมาจากกาซึ่งแยกไว้อย่างจำเพาะให้กับแม่จ้าวศรีกานดา ที่ทรงรับไปป้อนชิดโอษฐ์บางซีดเมื่อเจ้านางทิพจันทราคลายกรรสะ
“ค่อยๆ จิบน้องทิพ”
“ค่อยๆ ลูก” เจ้าฟ้าจายแก้วทรงลูบหัตถ์บนหัวไหล่ธิดาเบา ทอดพระเนตรอย่างเป็นห่วง
“วันนี้อากาศชื้น เห็นทีทิพจันทราจะตากอากาศเย็นมากไป”
อันตราที่รู้ตัวว่าเป็นคนนอกขยับเก้าอี้ห่างออกมาเงียบๆ เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ดูแลกันและกัน อาการหอบกรรสะของเจ้านางทิพจันทราค่อยๆ ดีขึ้น แต่ยังพอมองเห็นสีพระพักตร์ซีดเซียว แววเนตรสดใสที่ได้เห็นแต่แรกวาวหยาดน้ำ
“พาลูกทิพไปพักบนเรือนเถอะศรีกานดา” เจ้าฟ้าตรัสกับพระมเหสี
“เจ้า”
“ทิพ…หายแล้วเจ้า ยังไม่อยากขึ้นเรือน”
เจ้านางทิพจันทราส่ายพระพักตร์ อาการสูดลมหายใจ พยายามรักษาอาการหอบของตนให้เป็นปรกติ
“ไปพักเถอะคนดีของพ่อ ไหนทิพบอกว่าเป็นเด็กดียังไงล่ะ”
“แต่ทิพอยากคุยกับพี่อันก่อน…”
หัตถ์น้อยข้างหนึ่งยื่นมายึดแขนอันตราไว้แน่น ดวงเนตรทอดมองอันตราไม่เคลื่อน
“พี่อันเล่าเรื่องเรียนประเทศนอกให้ทิพฟังหน่อยสิเจ้า”
“ลูกทิพ…”
แม่จ้าวพระพักตร์เสีย ความห่วงใยในดวงเนตรที่จับจ้องอยู่กับพระธิดาทำให้อันตราคิดว่าตัวเองน่าจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์อะไรได้บ้าง จึงเอนตัวไปใกล้เจ้านางทิพจันทรา ทูลด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เรื่องที่ประเทศนอกต้องมีเวลาเล่านานๆ เจ้า ขอเป็นวันหลังได้ไหมเจ้า แล้วข้าเจ้าจะมาขอเฝ้าเจ้านางแต่เช้า”
“นั่นสิ พี่อันเพิ่งเดินทางมาถึงเวียงแสนวันนี้นี่เอง เธออาจจะเหนื่อยนะลูก วันนี้พ่อว่าเรารบกวนพี่อันแค่นี้ก่อนดีไหม”
เจ้านางทิพจันทราทรงนิ่งไป โอษฐ์บางเม้มน้อยๆ คล้ายดื้อรั้น พระพักตร์งอง้ำ ความผิดหวังฉายรอยในดวงเนตร หัตถ์ยังกำแขนอันตราแน่นไม่ยอมปล่อยอย่างดื้อดึง
“น้องทิพเคยสัญญา ถ้าเหนื่อยจะพัก ลืมสัญญาแล้วหรือ” พระเชษฐษที่นิ่งอยู่นานตรัส เจ้านางทิพจันทราละหัตถ์จากแขนอันตราแทบจะทันที รีบหันไปหาเจ้านรันดร เอื้อมหัตถ์ไปยึดกรพระเชษฐาไว้แน่น ความดื้อรั้นในดวงเนตรหายวับราวกับไม่เคยปรากฏ ยิ่งในยามรับสั่งด้วยสุรเสียงอ้อนอ่อนหวาน
“ทิพไม่ลืม ไม่เคยลืมเจ้า…ทุกสัญญาที่เคยถวายเจ้าพี่”
อันตรามองท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของเจ้านางทิพจันทราเงียบๆ แววเนตรอ้อนเอาใจพระเชษฐาทำให้อดคิดตามไม่ได้ ดูเหมือนเจ้านางทิพจันทราจะทรงรักและเกรงว่าจะทำให้เจ้านรันดรขุ่นเคืองพระทัยเหลือเกิน แทบจะเรียกได้ว่าราวกับคนละคนยามรับสั่งกับแม่จ้าวหรือเจ้าฟ้าเสียด้วยซ้ำ
“ถ้าอย่างนั้นขึ้นไปพักเถอะนะคนดี”
“เจ้า…” เจ้านางทิพจันทรารับสั่งเบาๆ โดยดีไร้แง่งอน กระนั้นแววเนตรที่ทอดมายังอันตรายังมีแววเสียดายอยู่ในที
“พรุ่งนี้ข้าจะมาขอเฝ้านะเจ้า”
“จริงๆ นะเจ้า”
อันตราพยักหน้ากำกับคำมั่นสัญญา ความคิดที่จะใกล้ชิดสมาชิกราชวงศ์มากไปกว่านี้ไม่เคยมีในแผนของอันตรา แต่อดไม่ได้จริงๆ ที่จะใจอ่อนเมื่อเห็นแววเนตรรื้นหยาดน้ำของเจ้านางทิพจันทรา รอยแย้มพระสรวลดีใจบนสองปรางทำให้รู้สึกว่าคิดไม่ผิดจนเผลอยิ้มตาม แต่ก็เกือบกลายเป็นชะงักเมื่อได้ยินประโยคต่อมา
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เจ้าพี่เสด็จไปรับพี่อันให้น้องแต่เช้านะเจ้า”
และที่อันตรารวมถึงคนอื่นๆ ได้ยินต่อมาคือสุรเสียงของผู้เป็นพระเชษฐาที่ประทานคำมั่นสัญญากับเจ้านางทิพจันทราอย่างอ่อนโยน
“จ้ะ พี่จะไปแต่เช้าเลย”
“ทิพจันทราสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก หมอเคยบอก…เธออาจมีอายุไม่พ้นวัยรุ่น”
สุรเสียงทุ้มต่ำที่ได้ยินทำให้อันตราที่กำลังมองส่งร่างเล็กของเจ้านางทิพจันทราที่ถูกประคับประคองไปโดยแม่จ้าวศรีกานดาหันกลับมาหาเจ้าฟ้าจายแก้ว เวลานี้นอกจากข้าหลวงคนหนึ่งที่คอยเฝ้าอยู่ห่างๆ แล้ว แทบจะเรียกได้ว่าเธอกำลังได้เข้าเฝ้าอย่างเป็นการส่วนพระองค์จริงๆ เพราะแม้แต่เจ้าหอหน้าก็ทรงปลีกตัวไปทำธุระ
ความทุกข์ของผู้เป็นบิดาที่สัมผัสได้ทำให้อันตราพูดไม่ออก ใจหายเมื่อคิดว่าเจ้านางพระองค์น้อยที่มีแววเนตรสดใสนั้นจะมีเวลาบนโลกนี้แสนสั้น
“ขอบใจนะที่รับปากว่าจะมาคุย…เป็นเพื่อน เด็กคนนี้ปรกติแล้วไม่ค่อยจะได้ออกมาพบใครๆ สักเท่าไรนัก เคยได้พบครูวศิน…ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับหนูอันจากครู พอได้พบตัวจริงคราวนี้ก็เลยดีใจมาก คืนนี้อาจจะไม่ยอมนอนง่ายๆ”
วิธีเรียกชื่อเธอของเจ้าฟ้าจายแก้วแม้ฟังเป็นกันเอง แต่ก็ทำให้อันตรายิ่งต้องถ่อมตัว เธอรู้จักตัวเองดี นอกจากเป็นเพียงสามัญชนธรรมดาแล้ว ครึ่งหนึ่งในร่างกายเธอยังเป็นชาวต่างชาติ ไม่ใช่ชาวเวียงแสน
“เจ้านางทรงน่ารักเจ้า ในช่วงที่อยู่เวียงแสน ข้าเจ้าเต็มใจมาคุยเป็นเพื่อน”
“ขอบใจมาก”
อันตรายิ้มรับพลางคิด การเข้าเฝ้าเจ้านางทิพจันทราในคุ้มหลวงจะทำให้เธอมีโอกาสได้จัดการธุระที่ค้างใจด้วยเช่นกัน
เจ้าฟ้าจายแก้วทรงพิศมองหญิงสาวตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนจะขยับพระวรกาย พลางรับสั่งชวน
“เดินเล่นเป็นเพื่อนหน่อยได้ไหม”
“เจ้า”
อันตราขยับตัวลุก ก้าวตามเจ้าฟ้าจายแก้วที่ดำเนินนำออกไปจากเรือนลอยน้ำเงียบๆ สังหรณ์ใจประหลาดทำงาน บอกให้รู้ว่าเจ้าฟ้าน่าจะทรงมีบางสิ่งอยากคุยกับเธอเป็นการส่วนพระองค์ แต่ก็ไม่รู้จะเอ่ยปากทูลถามอย่างไร กระทั่งทรงเป็นฝ่ายรับสั่งขึ้นก่อน
“ใช้เวลาอยู่ต่างประเทศมาตลอด กลับมาเวียงแสนคราวนี้ รู้สึกอย่างไรบ้าง”
“รู้สึกเหมือนวันเวลาไม่เคยเคลื่อนไปข้างหน้าเจ้า” อันตรากราบทูลถนอมน้ำเสียง
“หมายถึงล้าหลัง…หยุดอยู่กับที่งั้นหรือ” ถ้อยรับสั่งของเจ้าฟ้าไม่มีแววตำหนิ หากแต่เหมือนใคร่รู้ อันตราจึงกล้าทูลต่อ
“ข้าเจ้าไม่เคยคิดถึงคำว่าล้าหลังหรือเจริญเวลาที่พิศมองความเป็นไปของชนชาติไหนๆ บางแผ่นดิน…เงินและวัตถุไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสม หากแต่เป็นความสุขทางจิตใจมากกว่า และสำหรับเวียงแสน...วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดำเนินมาจนปัจจุบัน น่าจะเหมาะสมแล้วที่จะดำรงความสุขให้คงอยู่กับผู้คนในแผ่นดินนี้”
การศึกษาในต่างแดนทำให้อันตรากล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง แต่ก็อยู่ในขอบเขตของความเคารพต่อผู้อื่น
เจ้าฟ้าแย้มพระสรวลน้อยๆ กับความเห็นของอันตรา
“แต่บางครั้งมันก็เหมือนฝืนกระแสโลก”
“การรักษาความสุขทางใจไว้พร้อมๆ กับการเคลื่อนไปข้างหน้าตามความเจริญทางวัตถุยากเจ้า แต่รอยยิ้มของชาวเวียงแสนน่าจะบอกได้ว่าสิ่งที่เป็นมา…ดีแค่ไหน ข้าเจ้าเชื่อว่าชาวเวียงแสนพอใจและเป็นสุขแล้วกับวิถีชีวิตของตน” อันตรากราบทูลอย่างสำรวม
“แล้วหนูอันชอบแผ่นดินที่ผู้คนมีแต่ความสุขทางจิตใจ…ไม่ค่อยเจริญทางวัตถุนี้ไหม”
“เจ้า” อันตรายังคงตอบสั้นๆ คราวนี้ แววตาเปลี่ยนแสงไม่รู้ตัว
วันวาน…แผ่นดินนี้เคยให้ความสุข…
“มากพอจะอยู่ที่นี่ตลอดไปไหม”
“ตลอดไปหรือเจ้า”
คำถามที่ได้ยินทำให้อันตราลืมตัว เผลอขมวดคิ้วมองเจ้าฟ้าที่หยุดดำเนิน และเวลานี้กำลังทอดพระเนตรเธอด้วยสายพระเนตรนิ่งลึก
“ใช่ ตลอดไป ที่ชวนมาพบกันทั้งที่เพิ่งจะมาถึงเพราะมีเรื่องติดค้าง ไม่ได้คุยตั้งแต่งานของครูวศิน จะรอต่อไปก็ดูเหมือนจะยิ่งช้าไปเรื่อยๆ ต้องขอโทษที่รบกวนวันนี้นะ”
“ไม่เป็นไรเจ้า” สังหรณ์ของอันตราไม่พลาด เธอนิ่งคอยฟังธุระของเจ้าฟ้าอย่างตั้งใจด้วยความสงสัย
“ครั้งก่อนตอนที่ครูวศินเดินทางมาที่นี่ เรามีเรื่องสำคัญมากที่คุยกันค้างไว้ คิดว่าครูคงจะไม่ทันได้บอกหนูอัน เลยตั้งใจว่าจะบอกด้วยตัวเอง ฉันเคยขอหนูอันให้น่าน…ลูกชายของฉัน”
“อัน? กับเจ้าน่านหรือเจ้า” หางเสียงอันตราลากสูง สิ่งที่ได้ยินทำให้เกินความคาดหมายจนทำให้แทบจะลืมหายใจ
“ครูวศินยินดีและรับคำทาบทามของเรา…ฉันกับศรีกานดาแล้ว เราคุยกันไว้ว่าจะรอหนูอันเรียนจบค่อยประกาศเรื่องหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ น่าเสียดาย…ครูมาจากไปเสียก่อน”
ท้ายรับสั่งสุรสียงของเจ้าฟ้าแผ่วเบาเมื่อตรัสถึงการล่วงลับของครูวศิน แต่อันตราในเวลานี้ไม่มีแก่ใจจะจับความรู้สึกของใครทั้งนั้น สมองมีแต่คำถามชวนให้สับสนดังก้องไปหมด เผลอตัวจ้องมองเจ้าฟ้านิ่งงัน
เจ้าฟ้ารับสั่งว่าอะไรนะ เธอกับเจ้าหอหน้าน่ะหรือ แล้วพ่อน่ะนะรับคำทาบทามสู่ขอเธอจากเจ้าฟ้า…ให้เธอหมั้นกับเจ้านรันดร!
นี่มันอะไรกัน พ่อที่รักและคิดถึงความรู้สึกของเธอเสมอเนี่ยหรือตัดสินใจเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของลูกสาวโดยไม่คิดจะถามความสมัครใจของเธอ! ต่อให้ฝ่ายชายจะดีพร้อมไร้ที่ติแค่ไหนก็เถอะ อันตราไม่อยากจะเชื่อเลยสักนิด
“เวลานี้หนูอันเรียนจบแล้ว ไม่มีภาระเรื่องอื่นอีก ฉันคิดว่าเหมาะสมที่จะประกาศการหมั้นอย่างเป็นทางการเสียที ทางราชสำนักก็จัดการกำหนดวันไว้เรียบร้อยแล้ว…ก่อนพระราชพิธีบวงสรวงหลวง หนูอันจะได้เข้าร่วมพิธีในฐานะส่วนหนึ่งของราชวงศ์เวียงแสน ฉันเชิญคุณป้าของหนูอันที่ประเทศไทยให้มาร่วมพระราชพิธีบวงสรวงหลวงด้วย ตั้งใจจะแจ้งเรื่องหมั้นหมายระหว่างหนูอันกับน่านด้วยตัวเอง พิธีหมั้นอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นหลังจากนั้นไม่นานนัก ขอจัดพิธีอย่างเวียงแสนเถอะนะ หรือถ้าทางครอบครัวของหนูอันอยากให้จัดอย่างไทยฉันก็ไม่ขัด แต่คงจะต้องแยกออกมาเป็นอีกพิธีหนึ่ง”
ก่อนพิธีบวงสรวงหลวง! สัปดาห์หนึ่งถึงหรือเปล่าอันตรายังไม่แน่ใจเลย กระทันหันขนาดนั้น!
อันตราหัวหมุน ยิ่งในยามที่เจ้าฟ้ารับสั่งถึงป้าของเธอ พี่สาวคนเดียวคนพ่อและเป็นญาติผู้ใหญ่คนเดียวในโลกเวลานี้สำหรับเธอ
ป้าใหญ่น่ะเหรอจะมาเวียงแสน เป็นไปได้อย่างไรกัน!
อันตรารู้จักป้าตัวเองดี แม้จะไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกันเพราะเธอแทบจะไม่ค่อยได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยสักเท่าไรนัก แต่นิสัยรักสบายอย่างสาวสังคมของป้าใหญ่หรือหม่อมเลอลักษณ์ในหม่อมเจ้าที่ล่วงลับไปแล้วพระองค์หนึ่งของไทยนั้นเป็นที่รู้กันในหมู่คนรู้จัก ทั้งที่ต้อนรับมารดาของอันตราในฐานะน้องสะใภ้อย่างดี ไม่เคยตั้งข้อรังเกียจ แต่ถ้าลองมีใครชวนให้มาเที่ยวเวียงแสน ป้าใหญ่ต้องเบ้หน้าเข้าให้ทุกครั้ง
‘ไม่รู้ว่าไปแล้วจะกินอยู่ยังไง บ้านป่าขนาดนั้น ไฟฟ้าจะมีใช้หรือเปล่าก็ไม่รู้ อย่าให้ฉันไปเลยนะ บอกตรงๆ ว่าฉันทนลำบากไม่ไหวหรอก’
เวียงแสนอาจเป็นดินแดนในฝันสำหรับใครๆ แต่ต้องไม่ใช่ป้าใหญ่ของเธอแน่ อันตรายังจำได้ ตอนที่เธอยินยอมให้พิธีบำเพ็ญกุศลศพของพ่อและบรรจุเถ้ากระดูกของท่านไว้ที่เวียงแสน ป้าใหญ่เคืองเธอไม่น้อย หาว่าเธอกีดกันโอกาสที่จะได้บำเพ็ญกุศลให้น้องชาย ถึงกับไม่ยอมเดินทางมาร่วมพิธีด้วยตัวเอง ได้แต่ส่งเลขาฯ ส่วนตัวของท่านมาร่วมพิธีแล้วอ้างว่าสุขภาพไม่แข็งแรงเสียด้วยซ้ำ
แต่ทำไมคราวนี้ยอมมาล่ะ! ยังไม่นับเรื่องที่เจ้าฟ้าทรงมั่นใจได้อย่างไรว่าเธอจะมาเวียงแสนในช่วงระยะเวลานี้…ทันกำหนดการอะไรๆ ที่รับสั่งว่าทางราชสำนักกำหนดไว้นั่นอีก
เจ้าฟ้าทรงยื่นกล่องใบหนึ่งมาตรงหน้าอันตราที่กำลังอึ้ง จนด้วยคำพูด ทำอะไรไม่ถูกแม้แต่จะขยับตัวไปรับกล่องนั้นไว้
“กล่องลายคำนี้เป็นกล่องแก้วก๊อ ของหมั้นโบราณที่ทายาทสายตรงของราชวงศ์เวียงแสนใช้หมั้นหมายหญิงสาวสืบต่อกันมาทุกรุ่น อัญมณีค่าเทียมเมืองที่ฉันรู้ว่าอยู่กับหนูอันนานแล้ว ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัวเวียงแสนนะหนูอัน”
แก้วก๊อ! ของหมั้น! สิ่งที่ได้ยินราวกับสายฟ้าฟาดลงมาบนร่างของอันตรา
“ทรงหมายถึงแก้วก๊อที่…” อันตราไม่กล้าพูดต่อ กลัวว่าสิ่งที่คิดจะเป็นจริง
“ฉันหมายถึงแก้วก๊อ…อัญมณีสีเพลิงรูปใบโพธิ์ที่น่านมอบให้หนูอันตั้งแต่ยังเล็กนั่นล่ะ” เจ้าฟ้าทรงเป็นฝ่ายต่อประโยคให้เสียเอง รับสั่งย้ำลงมาทำให้อันตราถึงกับกลั้นหายใจ
“รับไปเถอะ กล่องลายคำนี้ร้างแก้วก๊อมานานแล้ว ให้ได้กลับไปอยู่คู่กันเสียทีเถอะนะ”
สายพระเนตรที่ทอดมาทำให้เธอพูดอะไรไม่ออก แม้แต่จะเอ่ยปากปฏิเสธใดๆ ได้แต่ส่งมือตัวเองออกไปรับไว้ทั้งที่เสียงของความตื่นตระหนกกำลังดังก้องอยู่ในหัว
เธอเนี่ยนะคู่หมั้นของเจ้าหอหน้าแห่งเวียงแสน!
แนะนำพูดคุยได้ ที่นี่ ค่ะ