Subscribe to:

เพลิงผญา ตอนที่ 02

 

 ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มใบหน้าคมคายขาวนวลก้าวลงมาจากรถจี๊บโฟรวีลที่เขาเป็นผู้ขับมาจอดในบริเวณลานดินอัดแน่นหน้าเรือนไม้สักทองสองชั้นหลังใหญ่โดยไม่รอให้ผู้ติดตามที่มาพร้อมกันจัดการเปิดประตูรถให้ ชายอีกคนหนึ่งเข้ามาย่อตัวก้าวรายงานอย่างนอบน้อม
“เจ้าฟ้าประทับคอยอยู่เจ้า”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เร่งฝีเท้าขึ้นบันไดเรือนไม่อยากให้ผู้ที่คอยอยู่ต้องรอนาน แต่ไม่ว่าจะรีบเร่งแค่ไหน พอก้าวไปหยุดอยู่หน้าประตูห้องทำงานบานใหญ่ ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนเป็นสงบสำรวม ข้าหลวงเก่าแก่ที่รายงานการมาของเขาแก่ผู้ที่อยู่ภายในเปิดประตูให้แล้วถอยห่างออกมา
“ไปถึงไหนมา ถ้าพ่อไม่ให้คนวิทยุหาวันนี้เห็นจะไม่ได้พบกันสินะ” เจ้าของห้องทักด้วยประโยคคำถาม
ลูกชายที่มีใบหน้าละม้ายแต่คมเข้มกว่าก้าวเข้าไปค้อมศีรษะที่หน้าโต๊ะทำงานตัวเขื่อง ก่อนจะทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ที่ใกล้ที่สุด
“เจ้าพ่อตามหาลูก…มีอะไรจะใช้ลูกหรือเจ้า” น้ำเสียงของชายหนุ่มทอดนุ่ม อ่อนน้อมเสมอกับผู้ให้กำเนิด
แม้เป็นถึงเจ้าหอหน้าแห่งเวียงแสน รั้งตำแหน่งของว่าที่เจ้าฟ้าองค์ต่อไป แต่เจ้านรันดรมักจะไม่ค่อยประทับติดคุ้ม โครงการพัฒนาประเทศเพื่อความกินดีอยู่ดีของพสกนิกรหลายโครงการทำให้พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ท่องไปตามหมู่บ้านต่างๆ ที่ค่อนข้างจะห่างไกลจากเมืองหลวง บ่อยครั้งเสด็จโดยแทบจะไม่มีผู้ติดตาม วิทยุจึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ดีที่สุดหากต้องการตามตัว
‘ในเวียงแสนจะต้องมีผู้ใดติดตามเพื่ออะไร ในเมื่อแผ่นดินนี้ปลอดภัยสำหรับเราอย่างที่สุดแล้ว อย่าเปลืองงบประมาณแผ่นดินจัดหาผู้คนมาแห่แหนรอบตัวเราเลย’
พระจริยวัตรเรียบง่ายรักสันโดษทำให้ทางราชสำนักไม่สบายใจนัก แต่ก็หาได้มีผู้ใดทัดทานได้ เจ้านรันดรจึงทรงเป็นเจ้าหอหน้าที่ใช้ชีวิตไม่ต่างจากสามัญชน และเป็นเจ้านายที่เข้าถึงพสกนิกรยิ่งกว่าเจ้านายพระองค์ไหนที่เวียงแสนเคยมีมา
“เธอมาแล้ว มาเอง รู้หรือยัง” สายพระเนตรผู้เป็นบิดามองใบหน้าลูกชาย
“เจ้า” เจ้านรันดรเอ่ยรับสั้นๆ รู้ว่าเจ้าพ่อทรงหมายถึงผู้ใด แววเนตรนิ่งลึกเปล่งประกายครู่เดียวแล้วจางหาย
อันตรา…ลูกสาวคนเดียวของครูวศิน การมาของเธอไม่เพียงจะทรงรู้ ยังได้ทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองด้วยซ้ำ ภาพหญิงสาวใบหน้าละม้ายชาวเวียงแสนแต่อยู่ในเครื่องแต่งกายต่างออกไปที่ก้าวลงมาจากรถโดยสารที่นำส่งผู้คนมาจากชายแดนยังติดเนตร
“พ่ออยากเชิญให้มาพักที่คุ้มหลวง แต่ก็เผื่อใจไว้แล้วว่าคงไม่มา”
เจ้านรันดรดำริตามเงียบๆ ข้อสรุปเกี่ยวกับอันตราของเจ้าพ่อน่าจะถูกต้อง นิสัยดื้อรั้นไม่รู้จักกาลเทศะนั้นคงไม่มีหรอก แต่น่าจะเป็นเพราะนิสัยรักความเป็นส่วนตัวมากกว่า ไม่อย่างนั้นแล้วเธอคงจะไม่เดินทางเข้าเวียงแสนมาเงียบๆ อย่างนี้
“ได้ยินมาว่าเธอไปไหว้สถูปครูวศินกับมิ่งแก้ว บ่ายนี้มีธุระที่ไหนไหม พ่ออยากให้แวะไปที่วัดภูสเรยให้หน่อย”
“ธุระของลูกคือสนองบัญชาเจ้าพ่อเจ้า” ประโยคตอบรับไม่โต้แย้ง ไม่แสดงความคิดเห็น สำหรับคนอื่นแล้วอาจพอใจ แต่แววตานิ่งซ่อนรอยเหงาของโอรสกลับสะท้อนใจผู้เป็นบิดา
“น่าน…ขอบใจนะลูก”
มุมโอษฐ์เจ้าของพักตร์คมสันขยับแย้มพระสรวลนิดเดียวเท่านั้น เจ้านรันดรค้อมเศียรถวายความเคารพเจ้าฟ้า ก่อนจะทรงถอยห่าง ก้าวออกไปจากห้องทรงงาน
เสียงผ่อนพระปัสสาสะของเจ้าฟ้าจายแก้วดังขึ้นในความเงียบ แววเนตรครุ่นคิดทอดมองผ่านกรอบพระแกลไปยังยอดกู่ที่แซมแทรกกลางแนวยอดไม้
…กู่เจ้าฟ้า…กู่ที่เปล่าดายหนึ่งเดียวในเวียงแสน
ลูกน่าน…อันตรา ความหวังของเวียงแสนอยู่ในมือของเจ้าทั้งสอง ขอให้ความพยายามหลายชั่วรุ่นจงสัมฤทธิ์ผลด้วยเถิด
 
ดอกโมกสีขาวดอกน้อยที่พร้อมจะปลิดปลิวจากช่อต้องสายลมร่วงลงไปตกแทบปลายบาทเจ้าหอหน้าแห่งเวียงแสนที่กำลังดำเนินไปบนชานเรือนหลังจากปฏิเสธข้าหลวงคนสนิทว่าไม่ต้องติดตามไปด้วย วรองค์สูงโปร่งย่อตัวลงไปหยิบ ดวงเนตรที่นิ่งลึกเสมอทอแสงอ่อนละมุน คิดถึงใครคนหนึ่งที่ทรงเคยขานเรียกด้วยน้ำเสียงรักใคร่เอ็นดู
…น้องอัน…
ในวันเวลาที่ยังเป็นเพียงเจ้าชายพระองค์น้อย ทรงเคยจับจูงเด็กหญิงตัวเล็กยิ่งกว่าให้ลัดเลาะไปตามซุ้มต้นโมก ดอกสีขาวเล็กๆ ร่วงหล่นจากช่อตกลงบนเรือนผมดำขลับงามราวกับหมู่ดาวบนท้องฟ้า ใบหน้าเล็กๆ ทั้งสองแย้มยิ้ม โลกของพระองค์เมื่อยังเยาว์เป็นสุขด้วยรอยยิ้มของเธอ กระทั่งวันที่เจ้าของมือน้อยที่ทรงยึดไว้เสมอถูกพรากไปแสนไกล
ความเหงามาเยือนเมื่อไม่ว่าจะมองหาอย่างไรก็ไม่มีโอกาสได้พบ เป็นครั้งแรกที่ทรงรู้จักความหมายของคำว่า ‘โหยหา…อาวรณ์’
ยามตื่นลืมตา…อดไม่ได้ที่จะมองหา แม้รู้ว่าไม่อาจเห็น
ยามหลับตานอน ดำดิ่งสู่ความฝัน ฝันว่าออกเดิน…ตามหาจนผวาตื่น พบเพียงความเดียวดาย
‘ลูกคือเจ้าหอหน้าแห่งเวียงแสน มีชีวิตและลมหายใจด้วยหน้าที่ต่อเวียงแสน จะทิ้งแผ่นดินทิ้งพสกนิกรไปไหนได้หรือ ปล่อยเธอไปตามเส้นทางของเธอเถอะลูก อย่ารั้งไว้…อย่าคิดถึง’ รับสั่งของพระบิดาในวันที่ทรงร่ำร้องจะไปตามหาอันตราที่ประเทศไทยเตือนให้รู้จักข่มพระทัย
เป็นเจ้า…ไม่ได้หมายความว่าจะได้ทำทุกอย่างตามแต่ใจ
เป็นเจ้า…ต้องคิดถึงพสกนิกรก่อนตนเอง
สำนึกในหน้าที่ตามชาติกำเนิดกำกับการกระทำและทางเดินชีวิต แต่ในยามหลับฝัน พระทัยของพระองค์ก็อ่อนแอเกินกว่าจะห้ามแรงคิดถึงและความปรารถนาที่จะไขว่คว้าน้องน้อยคืนกลับมาได้
ทรงเคยคิดว่าอาจทำได้เพียงเท่านั้น ไม่นึก…สุดท้ายทุกอย่างเปลี่ยนผัน บัดนี้ทรงมีสิทธิ์ไขว่คว้าหาเธอในความเป็นจริงและจะไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้อีก
ดอกโมกถูกวางลงบนพุ่มใบเบามือ ความคะนึงหาในพระทัยได้รับการปลอบประโลมด้วยความหวังที่สามารถทำให้เป็นจริงได้ในวันนี้
เธอมา…อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ หาใช่เป็นเพียงภาพฝันให้เพ้อหาอีกต่อไป
…น้องอัน…ใครอื่นอาจหวังในความเป็นเธอที่สูงค่า แต่สำหรับพี่…ขอแค่เป็นเธอเท่านั้นก็พอ…
 
ดอกเก็จถวาสีนวลผูกเข้าช่อด้วยเชือกซึ่งทำจากใบเตยสีสดถูกวางหน้าสถูปสีขาวพร้อมใบปริญญาแผ่นหนึ่ง อันตรายกสองมือพนมจรดหน้าอก ตามองสถานที่สุดท้ายของบุคคลที่เธอรักอย่างอ่อนโยน
“พ่อขา…แม่ขา…อันเรียนจบแล้วนะคะ” เสียงอันตราเบาราวกระซิบ เธอเดินทางมาเวียงแสนอย่างเงียบๆ ทั้งที่รู้ว่าหากแจ้งไปทางสถานทูตก่อนผ่านพรมแดนประเทศจะได้รับความสะดวกสบายกว่าเพราะต้องการเพียงแค่นี้…มาหาพ่อกับแม่ตามที่พ่ออยากให้เธอมาเพียงลำพังก่อนทำสิ่งใดๆ
‘อีกไม่นานพ่อก็จะเกษียณแล้ว ตั้งใจว่าจะไปอยู่เวียงแสน…ใกล้แม่ หนูอันเรียนจบแล้วต้องเอาปริญญาไปให้แม่ดูนะลูก’
ใช่แค่ก่อนเสียชีวิตที่พ่อชวนให้เธอเดินทางกลับมาเวียงแสน หลายครั้งที่ได้คุยกันท่านจะพูดถึงแผนในบั้นปลายของชีวิตว่าอยากมาอยู่ที่แผ่นดินนี้ แผ่นดินเกิดของคนที่ท่านรัก
“อันมาแล้ว… อันคิดถึงพ่อกับแม่นะคะ พ่อกับแม่มองอันอยู่หรือเปล่า”
หยาดน้ำอุ่นรื้นมาคลอตาจนอันตราต้องกะพริบตาถี่ไล่ นึกเสียใจที่ไม่เคยรับปากพ่อให้พ่อดีใจสักครั้งว่าจะกลับมาที่นี่พร้อมท่าน กระทั่งสุดท้ายต้องยืนอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง
สายลมที่พัดเอื่อยระแก้มทำให้เธอรู้สึกราวกับได้รับสัมผัสอ่อนนุ่มจากมือของพ่อและแม่ลูบปลอบ อันตราปิดเปลือกตา ซบใบหน้าลงไปบนสถูปเนื้อเย็นอยู่เงียบๆ จะว่าหลอกตัวเองก็ได้ แต่เวลานี้เธอรู้สึกราวกับพ่อและแม่อยู่ข้างๆ เธอจริงๆ
 
ท้องฟ้าที่สดใสมาตลอดเวลานี้กลับเต็มไปด้วยเมฆทะมึนจนครึ้มไปหมด เสียงคำรามครืนๆ ดังแว่วบอกเค้าของฝนทำให้อันตราตัดสินใจบอกลาพ่อกับแม่ ตั้งใจจะกลับเรือนเสียที ชายหนุ่มคนหนึ่งในเครื่องแต่งกายพื้นเมืองซึ่งยืนพิงเสาของศาลาท่าน้ำที่เห็นแต่ไกลสะดุดตาบอกไม่ถูก อาการยืนนิ่งทอดสายตาไกลตามสายน้ำของเขาทำให้เธอมองไม่เห็นใบหน้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่าทางของเขาสง่าเกินกว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดา
ใครกัน… อันตราอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเอง สองเท้ายังคงก้าวเดินใกล้ท่าน้ำเข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งนั่นก็เท่ากับพาตัวเองเข้าไปใกล้ชายหนุ่มเวียงแสนคนนั้นมากขึ้นทุกทีเช่นกัน
เสียงฝีเท้าของอันตราดูเหมือนจะกระซิบบอกถึงตัวตนของเธอกับเขา ที่ในที่สุดก็หันหน้ามา ดวงตายาวรีนิ่งลึกที่มองสบทำให้หัวใจอันตราไหววูบ แทนที่จะเห็นเพียงชายหนุ่มตรงหน้าที่มองจ้องไม่วางตาเธอกลับมองเห็นมายาภาพใบหน้าเด็กชายคนหนึ่งซ้อนทับ หูก็เหมือนกับจะได้ยินเสียงเรียกของเด็กชายผู้นั้นสะท้อนก้องอยู่
‘น้องอัน…’
อันตรากะพริบเปลือกตาไล่ภาพมายาที่เกิดขึ้นให้หายไป รู้และแน่ใจโดยไม่ต้องมีใครบอก เขาคือเจ้าหอหน้า…เจ้าชายรัชทายาทแห่งเวียงแสน ผู้เป็นส่วนหนึ่งของอดีตวัยเด็กในแผ่นดินนี้ของเธอ
“เจ้าหอหน้า” อันตราขานสรรพนามที่คนทั้งเวียงแสนใช้เรียกเจ้าชายรัชทายาทด้วยน้ำเสียงสุภาพ เลือกที่จะเป็นฝ่ายถอนสายตาจากการมองสบ แต่ยังพอจะเห็นอาการค้อมเศียรรับน้อยๆ ของพระองค์ในคลองจักษุ
“ไม่ได้พบกันนาน มาครั้งก่อนไม่ได้คุย…ไม่คิดว่าจำได้” น้ำเสียงที่ตอบกลับราบเรียบคล้ายเย็นชา ผิดกับสายพระเนตรที่ทอดตรงมา วูบหนึ่งอันตราคิดว่าเห็นเปลวไฟเสียด้วยซ้ำ แต่ก็เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็น
ไม่คิดว่าจะได้พบไวขนาดนี้
งานบำเพ็ญกุศลศพของพ่อเมื่อไม่นานมานี้อาจนำเธอกลับมาเวียงแสนเป็นครั้งแรกในช่วงระยะเวลากว่ายี่สิบปี แต่ก็เต็มไปด้วยพิธีการมากมายจนเธอแทบไม่มีโอกาสได้อยู่ตามลำพัง ทั้งยังมีเวลาที่มีเพียงน้อยนิดเท่านั้นเพราะเธอต้องรีบเดินทางกลับไปเรียนต่อ แม้จะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบรมวงศานุวงศ์แห่งเวียงแสน แต่ก็เป็นทางการและรวดเร็วเสียจนเธอไม่ทันได้ทำอะไร
การกลับมาครั้งนี้นอกจากมาตามที่พ่ออยากให้มาแล้ว อันตราก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะขอเข้าเฝ้าฯ เพราะเธอเองก็มีบางเรื่องติดค้างที่อยากจัดการให้เรียบร้อย โดยเฉพาะเจ้าหอหน้าผู้นี้ แต่ก็ไม่นึกว่าจะได้พบตั้งแต่วันแรกที่มาถึง อดนึกไม่ได้ว่าหูตาของราชสำนักเวียงแสนนี้ช่างว่องไวเสียเหลือเกิน
“เจ้าพ่อทรงให้มาเชิญไปร่วมโต๊ะเสวยพระสุธารสชา สะดวกไหม”
“เจ้า” อันตราตอบรับ แม้คำถามจะถูกเอ่ยด้วยสุรเสียงทุ้มนุ่มไม่มีแววบังคับ แต่ใครบ้างกล้าปฏิเสธคำเชิญจากเจ้าฟ้า
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ”
“เดี๋ยวนี้หรือเจ้า” อันตราเผลอเลิกคิ้วน้อยๆ ขณะถาม
“เจ้าพ่อรับสั่งว่าจะคอย นี่ก็เลยเวลาพระสุธารสบ่ายมากแล้ว”
อันตราแอบถอนหายใจ เธออยากขอประทานอนุญาตกลับไปที่เรือนก่อนเพื่อหยิบของบางสิ่ง แต่ดูเหมือนว่าจะทำไม่ได้เสียแล้ว สามัญชนอย่างเธอควรหรือที่จะให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทรงคอย…
เจ้านรันดรทอดพระเนตรหญิงสาวที่นิ่งเงียบ ถือเอาอาการที่เห็นเป็นคำตอบรับ ทรงขยับเบี่ยงพระวรกายให้ทางและชี้นำอยู่ในที และไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม อันตราก็ต้องขยับตัวก้าวลงบันไดท่าน้ำ เรือเร็วสีขาวที่จอดรอไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ บ่งบอกว่าเป็นเรือหลวง รวมทั้งไม่มีคนขับทำให้เธอเผลอขมวดคิ้วประหลาดใจ
เสด็จมาตามลำพังอย่างนั้นหรือ
เจ้านรันดรดำเนินเข้าไปประจำที่คนขับ ติดเครื่องยนต์แล้วบังคับเรือให้แล่นไปกลางสายน้ำอย่างคุ้นเคย ทิ้งท่าน้ำที่บัดนี้ปรากฏร่างของชายชรานุ่งห่มผ้าขาวคล้ายนักบวชในศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธคนหนึ่งยืนแอบเสามองทอดสายตาตามมาเงียบๆ
เม็ดฝนพร่างลงมาในที่สุดแต่สายตาของชายชราร่างเล็กผอมมองตามเรือยนต์ที่แล่นตัดท้องน้ำไม่วางตา โดยเฉพาะใบหน้าของฝ่ายหญิงที่แม้จะเล็กไกลไปเรื่อยๆ แต่ดวงตาลึกโหลนั้นก็ยังจ้องมองไม่ลดละ เหมือนกำลังพยายามประทับเค้าโครงใบหน้าของอันตราลงไปในความทรงจำทุกรายละเอียด กระทั่งเรือยนต์พระที่นั่งหายลับตา ร่างชรานั้นก็ค่อยๆ ถอยหายไปจากท่าน้ำเงียบกริบ ไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน
 

แนะนำพูดคุยได้ ที่นี่ ค่ะ