บทที่ 1
พุทธศตวรรษที่ 26 ปีปัจจุบัน
ภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
แม้แดดยามเที่ยงวันจะจัดจ้า แต่ดินแดนในอ้อมกอดของเทือกเขาสูงซึ่งแทรกอยู่ระหว่างพรมแดนไทย-ลาวในแนวเทือกเขาหลวงพระบางกลับเย็นสบายด้วยภูมิประเทศที่ยังคงสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ ความร่มรื่นของป่าที่ปกคลุมพื้นที่ทำให้ดินแดนแถบนี้ยังคงมองเห็นสีเขียวสดแซมแทรกสีน้ำตาลของกิ่งไม้ลำต้นเป็นระยะสุดแนวสายตา ชวนให้ผู้ที่มองผ่านหน้าต่างรถโดยสารซึ่งเป็นการคมนาคมขนส่งเพียงอย่างเดียวในการนำโลกเข้าไปพบกับเวียงแสนรู้สึกสบายตา
เวียงแสนเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่น้อยกว่าภาคเหนือของประเทศไทย มีเมืองหลวงชื่อเทวาตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศที่แวดล้อมไปด้วยขุนเขาและยังคงปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย มีกษัตริย์ซึ่งสืบสายพระโลหิตมาจากราชวงศ์เก่าแก่ที่มีอายุนับย้อนไปได้หลายร้อยปีเป็นองค์พระประมุข บริหารบ้านเมืองโดยมีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ช่วย จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีรากของภาษาเดียวกับไทยล้านนาและลาว แต่เป็นสมาชิกประเทศที่ค่อนข้างเก็บตัว ด้วยนโยบายปกครองประเทศแบบปิดและขนาดที่เล็กพอสมควร กอปรกับภูมิประเทศที่แวดล้อมไปด้วยเทือกเขาสูงไม่มีทางออกทางทะเล ทำให้ดินแดนแห่งนี้อยู่นอกสายตาประเทศมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคม และกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ยังรักษาประวัติศาสตร์แห่งอธิปไตยเอาไว้ได้อย่างหมดจด
ในขณะที่ประเทศทางวัฒนธรรมข้างเคียงเปิดรับการท่องเที่ยวเต็มที่กระทั่งวัฒนธรรมดังเดิมค่อยๆ ถูกรุกรานทีละน้อย เวียงแสนก็กลายเป็นปลายทางใหม่ที่นักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แสวงหาโอกาสจะเข้าไปเยี่ยมชม ด้วยเสียงเล่าลือถึงความบริสุทธิ์ทางวัฒนธรรมที่ว่ากันว่ายังคงรักษาเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ไว้ได้เหมือนเมื่อกว่าร้อยปีก่อน แต่การเข้าถึงไม่ได้ง่ายอย่างใจคิดด้วยนโยบายเปิดประเทศที่จำกัด
เมื่อโลกเคลื่อนเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ ประตูเวียงแสนก็ค่อยๆ เปิดแง้มรับความเจริญภายนอกอย่างละมุนละม่อม มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีไว้ที่ปริมาณน้อยนิดแทบจะต่ำว่าภูฏาน นักเดินทางไม่ว่าจะมาจากประเทศที่มั่งคั่งเพียงไหนก็ต้องขออนุญาตอย่างเป็นทางการ มีวีซ่าล่วงหน้าเท่านั้นโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งดูจะเป็นกุศโลบายที่ช่วยให้เวียงแสนสามารถรักษาเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ไว้ได้เป็นอย่างดี
เสียงชัทเตอร์ดังขึ้นเมื่อชายหนุ่มชาวตะวันตกมองลึกเข้าไปในแนวป่าข้างถนนดินอัดแน่น เห็นช้างเลี้ยงสองสามเชือกซึ่งมีควาญนั่งกำกับบนหลังคอ ลัดเลาะแนวป่าเดินเอื่อยไปเรื่อยๆ ราวกับราชาชื่นชมอุทยานหลวง วิถีชีวิตเรียบง่ายอย่างนี้อาจตื่นตาตื่นใจในสายตาชาวตะวันตก แต่ไม่ใช่สำหรับอันตรา หญิงสาวชาวไทยคนเดียวบนรถโดยสารคันนี้ที่กำลังเพ่งสายตามองอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในมือ
แว่นกันแดดสีเข้มบนใบหน้าขาวเนียนรูปไข่บดบังดวงตาสีน้ำตาลไว้จากทุกสายตา ผมที่น่าจะยาวเหยียดตรงสีดำขลับถูกรวบมัดด้วยเชือกเป็นหางม้า แม้เสี้ยวหน้าจะถูกบดบังไว้ แต่เท่าที่เปิดเผยให้เห็นก็สะดุดตาคนในรถโดยสารไม่ว่าจะเป็นชาวเวียงแสนหรือชาวตะวันตกสี่ห้าคนที่ร่วมเดินทางมาพร้อมกันมากพอแล้ว
ผิวสีงาช้างเนียนละเอียดและริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อนั้น แม้มองด้วยตาในระยะห่างก็รู้ว่าเป็นผิวแท้ที่ไม่มีการแต่งแต้มแป้งหรือสีลิปสติกใดๆ กลิ่นหอมอ่อนที่รวยรินจากร่างเธอทำให้ผู้ที่รู้จักเครื่องหอมอย่างวิทยาศาสตร์แอบคิดว่าน่าจะเป็นน้ำหอมราคาลิบลิ่ว ในขณะที่ชาวเวียงแสนที่รู้จักเพียงธรรมชาติของป่าเขาจะคิดไปถึงดอกไม้หอมที่ซ่อนตัวลึกอยู่ในป่า
มือของเธอเลื่อนเก็บอุปกรณ์สื่อสารที่นอกจากจะไว้ใช้คุยโทรศัพท์แล้วยังสามารถใช้รับส่งอีเมล์หรือเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตได้ลงกระเป๋าในที่สุด คุณสมบัติเลิศเลอหลายประการของโทรศัพท์เครื่องนี้ดูเหมือนจะไร้ค่าตั้งแต่พ้นชายแดน เวลานี้นอกจากแสดงข้อความที่เธอเลือกเก็บไว้ในหน่วยความจำแล้ว มันก็แทบไม่ต่างจากที่ทับกระดาษ เวียงแสนไม่มีเครือข่ายใดๆ รองรับความสามารถของมันได้เลย
“อยากโทรศัพท์เหรอครับ ผมได้ยินมาว่าที่นี่มีสัญญาณแค่ในเมืองหลวง โรงแรมน่าจะพอมี land line ให้ใช้บริการได้ ส่วนอินเตอร์เน็ตก็ดูเหมือนจะต้องอาศัยบริการที่ไปรษณีย์กลางเท่านั้น มหัศจรรย์นะครับ ใกล้ไทย-ลาวแค่นี้เอง แต่ที่นี่เหมือนไม่ใช่โลกในคริสต์ศตวรรษที่ 21” ชายหนุ่มชาวตะวันตกที่แนะนำตัวกับเธอตั้งแต่ออกเดินทางร่วมกันหลายชั่วโมงก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
“แต่เพราะเวียงแสนเป็นอย่างนี้คุณถึงเดินทางมา”
อันตราเลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องส่วนตัวของตัวเอง ใช่ เธอกำลังรอข่าวบางอย่าง แม้รู้ว่าน่าจะยังไม่ได้รับคำตอบไวนักแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเลือกเปิดเนื้อความทั้งหมดที่ตัวเองส่งอีเมล์ไปมาอ่านอีกครั้ง แต่มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เห็นจะต้องบอกใคร
“คุณล่ะ ทำไมถึงมาเวียงแสน” ชายหนุ่มชาวตะวันตกถามกลับมาบ้าง
อันตรายิ้มน้อยๆ ที่มุมปากก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่คนฟังรู้สึกว่าเสนาะหู เป็นภาษาอังกฤษที่ชัดถ้อยชัดคำตามสำเนียงราวกับเจ้าของภาษา
“เหตุผลเดียวกับที่คุณเลือกเดินทางมาค่อนโลกล่ะมั้งแดเนียล”
“คุณจะอยู่ถึงงานพระราชพิธีบวงสรวงหลวงไหม”
แดเนียลตื่นเต้น นโยบายจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวของเวียงแสนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องการเดินทางมาเยือนต้องคว้าโอกาสที่จะได้เข้ามายังประเทศนี้โดยจำต้องวางเรื่องกำหนดเวลาหรือฤดูกาลไว้ข้างหลัง เพราะแทบจะจำเพาะเจาะจงวันเวลาตามต้องการไม่ได้ เมื่อได้รับวีซ่าแดเนียลกับเพื่อนๆ จึงไม่ได้หวังอะไรมากนักกับเทศกาลหรืองานเฉลิมฉลองใดๆ ขอแค่ให้ได้เยี่ยมชมวัฒนธรรมความเป็นอยู่ตามวิถีชีวิตดั้งเดิมและธรรมชาติที่เลื่องลือของเวียงแสนเพียงเท่านั้น ไม่นึกว่าจะโชคดีประจวบเหมาะกับที่ทางเวียงแสนจะจัดให้มีพระราชพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณบูรพมหากษัตริย์
“ก็คงจะอย่างนั้น”
“คุณเดินทางคนเดียวแบบนี้เสมอเหรอ” แดเนียลยังคงตั้งคำถามต่อ ตามองคอยที่จะได้ฟังคำตอบ
แดเนียลเป็นชาวสวิสโดยกำเนิด เขาเดินทางมาค่อนโลกพร้อมเพื่อนอีกสามคม มุ่งหน้าไปยังเวียงแสนตามเสียงเล่าลือว่าที่นี่คือสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเซีย แม้ดินแดนนี้จะล้าหลังอยู่บ้างในเรื่องความเจริญทางวัตถุ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กระหายความบริสุทธ์ทางธรรมชาติแล้วมันไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด เขาหวังว่าจะได้พบกับความงามที่ธรรมชาติรังสรรค์ ผู้คนและวัฒนธรรมที่ยังคงเอกลักษณ์ด้วยวิถีชีวิตดั้งเดิมมากกว่า แต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวคนแรกที่เขาประทับใจในดินแดนนี้จะไม่ใช่ชาวเวียงแสน
“ไม่หรอก ขึ้นอยู่กับสถานที่และโอกาสน่ะ” อันตราตอบในขณะที่ร่างไหวตามแรงโยกของรถที่กระเทือนเพราะผิวทางที่ไม่ค่อยจะเรียบเสมอสักเท่าไรนัก จังหวะหนึ่งที่เกือบเสียหลักทำให้เธอต้องรีบยื่นมือไปคว้าราวเหล็กเหนือศีรษะไว้แน่น
“หือ? มือของคุณเปื้อนอะไรน่ะ”
รอยบางอย่างที่กลางฝ่ามือของอันตราสะดุดตาแดเนียล หญิงสาวยิ้มบางๆ ในหน้าตอบเสียงปรกติ
“ปานน่ะ ไม่ได้เปื้อนอะไรหรอก”
“ขอโทษนะ ขอผมดูหน่อยได้ไหม”
อันตรายื่นมือไปให้แดเนียลดูแต่โดยดีครู่หนึ่งก่อนจะดึงกลับมาอย่างสุภาพ
“เหมือนรูปหัวใจ แปลก ผมไม่เคยเห็นใครมีรอยปานที่กลางฝ่ามือแบบนี้มาก่อน”
“เชื่อฉันเถอะ โลกนี้ยังมีอะไรแปลกกว่ารอยปานบนมือของฉันอีกเยอะ”
อันตราหัวเราะเบาๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนสะดุดตารอยปานของเธอ ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่หน่อยก็จะพูดคล้ายๆ แดเนียลว่าเหมือนรูปหัวใจ แต่ถ้าเป็นพุทธศาสนิกชนสูงวัยก็จะทักว่าคล้ายใบโพธิ์
รอยยิ้มตรงมุมปากของอันตราที่ได้เห็นทำให้แดเนียลอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม แม้จะได้พบกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่เขาชอบอัธยาศัยของเธอ อยากเป็นเพื่อน…หรือจะเป็นมากกว่านั้นก็ได้ สุดแท้แต่อนาคตจะดำเนินไป แต่ในเวลานี้ เขาอยากทำความรู้จักเธอให้มากขึ้นอีก
“คุณจะอยู่เที่ยวที่นี่กี่วัน วางแผนจะไปที่ไหนบ้าง มาคนเดียวแบบนี้…ไปกับพวกเราก็ได้นะ” แดเนียลชวนอย่างเปิดเผย อยากมีโอกาสใกล้ชิดอันตรามากกว่านี้ แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนจะผิดหวัง
“อย่าเลย ฉัน…เป็นพวกเที่ยวไม่ค่อยเหมือนใคร แต่ก็ขอบคุณที่ชวน”
อันตราตอบอย่างสุภาพพร้อมรอยยิ้ม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอปฏิเสธความมีน้ำใจของชายหนุ่ม เธออาจไม่ใช่หญิงสาวที่ชนะมงกุฎความงามใดๆ แต่อันตราพอจะรู้ตัว รูปหน้าของเธอสะดุดตาทั้งหญิงและชายที่ได้พบ บางคนเวียนวนเข้ามาใกล้ด้วยหวังความใกล้ชิดลึกซึ้ง บางคนมองเธอราวกับเป็นถ้วยรางวัลสำหรับการแย่งชิง ซึ่งทั้งหมดนั้นสอนให้อันตรารู้จักการวางตัวด้วยรู้คุณค่าของตัวเอง
“ทางเวียงแสนจัดให้คุณพักที่ไหนหรือ ผมกับเพื่อนๆ พักที่โรงแรมป่านคำ” แดเนียลเอ่ยถึงโรงแรมเล็กๆ กลางเมืองหลวงที่นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนเวียงแสนพอจะคุ้นหู
ด้วยนโยบายในการรักษาสภาพแวดล้อมและอนุรักษ์วัฒนธรรม การท่องเที่ยวของเวียงแสนทั้งหมดจึงอยู่ในความควบคุมดูแลของรัฐบาล ซึ่งจะเตรียมไกด์ท้องถิ่นเอาไว้คอยดูแลนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มที่เดินทางเข้ามาในประเทศ รวมไปถึงการจัดเตรียมโรงแรมที่พักให้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่นักท่องเที่ยวต้องยอมรับ แม้จะดูคล้ายถูกควบคุมอย่างกรายๆ แต่ด้วยการจัดเตรียมทั้งหมดของรัฐบาล ผู้มาเยือนจะได้พบและสัมผัสวัฒนธรรมแท้ๆ ของเวียงแสนอย่างใกล้ชิดคุ้มค่า
“ฉัน…ไม่ได้พักในเทวาหรอก”
คำตอบที่ได้ไม่ชัดเจนสักเท่าไร แต่ไม่ทำให้แดเนียลถอดใจที่จะทำความรู้จักกับอันตรา ยังคงชวนพูดคุยอย่างยิ้มแย้ม
“งั้นก็คงไม่ใช่ที่โรงแรมป่านคำสิ ไกลมากไหม”
“ก็…ชานเมืองน่ะ”
อันตรายิ้ม พอจะมองออกว่าชายหนุ่มข้างกายต้องการอะไร แต่ก็ยังเลือกที่จะไม่ตอบเจาะจงมากนัก ซึ่งแดเนียลก็เป็นสุภาพบุรุษมากพอที่จะไม่เซ้าซี้ให้รู้สึกรำคาญ
สองข้างทางที่เริ่มจะมองเห็นชาวเวียงแสนเดินเท้าเป็นระยะบอกให้รู้ว่ารถกำลังจะแล่นพ้นแนวป่า ทำให้แดเนียลเริ่มนึกเสียดาย กลุ่มอาคารบ้านเรือนที่เห็นอยู่ไม่ไกลเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าอีกไม่นานเขากับเธอจะต้องสิ้นสุดเส้นทางร่วมกัน
“ผมหวังว่าเราคงจะได้พบกันอีกนะครับ” แดเนียลเอ่ยเมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่บริเวณที่น่าจะเป็นท่ารถ ปลายทางของการเดินทางผ่านป่าเขาหลายชั่วโมง
อันตราไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ได้ยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากเท่านั้นเอง
ชาวเวียงแสนที่ยังนุ่มห่มด้วยเครื่องแต่งกายประจำชาติ ฝ่ายหญิงนุ่งซิ่นใส่เสื้อแขนกระบอกยาวจรดข้อมือ สาบเสื้อด้านหน้าป้ายเฉียงคล้ายเสื้อของชาวไทยลื้อ มีผ้าแถบหน้าแคบคาดเอวทับผูกเป็นปมด้านหลัง ฝ่ายชายใส่เสื้อผ้าฝ้ายสวมกางเกงคล้ายสะดอของล้านนาไทย คาดเอวด้วยผ้าผูกทิ้งชายด้านข้าง ด้วยการแต่งกายเหล่านี้ชายหญิงต่างชาติที่ก้าวลงจากรถจึงดูแปลกแยกราวกับมาจากต่างวันเวลา แต่กระนั้นใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงชายชาวเวียงแสนซึ่งพร้อมให้การต้อนรับผู้มาเยือนก็ช่วยให้บรรยากาศไม่อึดอัด
“ขอบใจจ้ะ”
อันตรายิ้มพลางรับเป้มาจากคนขับรถที่ปีนขึ้นไปลำเลียงสัมภาระลงมาให้ผู้โดยสารเมื่อถึงที่หมาย เธอขยับสายเป้ที่แม้จะเก่าเพราะผ่านการใช้งานมาไม่น้อยแต่ก็ยังทนทานไม่มีร่องรอยฉีกขาดบุบสลายสะพายไหล่ ในขณะที่ชายคนหนึ่งเข้ามาส่งภาษาอังกฤษต้อนรับกลุ่มของแดเนียล
เสียงทักทายในภาษาสากลชัดถ้อยชัดคำของไกด์ชาวพื้นเมืองดูจะสร้างความประทับใจให้กับคณะของแดเนียลไม่น้อย อันตราเห็นพวกเขายิ้มร่าอย่างยินดีกับความสุภาพเป็นมิตรที่ได้รับ
“เดี๋ยว คุณจะไปยังไง ผมไม่เห็นไกด์ของคุณ”
แดเนียลขยับเข้ามาหาอันตราที่ไม่มีใครมารอต้อนรับเหมือนคณะของเขา
“ไม่ต้องห่วงฉันหรอกค่ะ เที่ยวให้สนุกนะคะ” อันตราอวยพรด้วยน้ำเสียงไม่เดือดร้อน นอกจากนอกจากแว่นกันแดดแล้ว เวลานี้เธอยังมีหมวกเบสบอลผ้ายีนปีกใหญ่สวมทับจนบังใบหน้าเกือบครึ่ง แต่กระนั้นอันตราก็ยังเห็นอาการเขม้นตามองมาของไกด์พื้นเมือง
อันตราโบกมือลาแดเนียลและเพื่อนๆ แล้วปลีกตัวก้าวจากมาตามลำพังหลังจากยืนยันว่าไม่ขอร่วมทางไปกับเขา เธอเดินเงียบๆ ไปตามลำพัง แม้จะพยายามทำตัวไม่โดดเด่น ทว่าความเป็นเธอก็ยากเกินกว่าจะดูกลมกลืนกับผู้คนรอบกาย
ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองไม่วางตาทำให้อดไม่ได้ที่จะเบือนหน้าไปมองหาที่มา แต่ก็พบเพียงผู้คนที่กำลังขยับหอบข้าวของแยกย้ายกันไป บ้างก็ตรงเข้าไปขึ้นรถผลัดเปลี่ยนกับผู้ที่เพิ่งเดินทางมาถึง อาจมีบางคนเหลือบมองเธอ แต่ก็แค่มองเพราะแปลกตา ไม่ใช่จ้องมองด้วยความรู้สึกพิเศษอะไรนัก
เมื่อไม่พบอะไรผิดหูผิดตา อันตราจึงขยับตัวเดินเลี่ยง หลีกทางให้กับผู้ที่ต้องการจะไปขึ้นรถ สายตาของเธอทอดไปข้างหน้า มองหาใครคนหนึ่ง กระทั่งได้เห็นร่างท้วมของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังชะเง้อมองมา พอเห็นเธอก็ยกมือโบกอย่างยินดี
สองเท้าของอันตราขยับเร็วขึ้น เธอเดินตรงเข้าไปหาหญิงวัยกลางคนที่กำลังมองเธอผ่านม่านน้ำตา รอยยิ้มยินดีบนใบหน้าอวบอูมนั้นดูเหมือนจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยยืนยันว่าหยาดน้ำในดวงตานั้นมาจากความปลื้มปีติ
“ป้าหม่อน สวัสดีเจ้า”
อันตรายกมือไหว้ แม้จากแผ่นดินนี้ไปนานแต่เธอยังสามารถเอ่ยลงท้ายอย่างคนเวียงแสนตามสำเนียงได้อย่างถูกต้องราวคุ้นชิน สีหน้าของคนมารับซึ่งกำลังพยายามระงับความยินดีของตัวเองไว้จนสุดกำลังทำให้เธอก้าวเข้าไปใกล้มากขึ้น โอบสองแขนไปรอบร่างที่สูงน้อยกว่า กระซิบแผ่วเบาอย่างอ่อนโยนข้างหู
“ไม่ดีใจที่เห็นอันเหรอเจ้า”
“หนูอัน…”
มือของป้าหม่อนโอบตอบ กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่รวยรินมาจากร่างหญิงสาวที่ไม่ได้พบหน้ามาเนิ่นนานช่วยย้ำ การได้พบกันครั้งนี้…ไม่ใช่ความฝัน
ด้วยภูมิประเทศที่ใกล้เคียงกับภาคเหนือของประเทศไทย บ้านเรือนของชาวเวียงแสนจึงแทบไม่ต่างกับบ้านของชาวล้านนาในอดีต ผิดแต่ว่าใต้ถุนเรือนไม่ได้ถูกยกสูงจนเดินลอดได้สบาย หากแต่เป็นหมู่เรือนไม้หลังคากว้างที่ยกพื้นเพียงแค่พอพ้นดินที่สูงไม่ถึงหนึ่งเมตรเท่านั้น ความเงียบสงบที่มีเพียงเสียงลมพัดผ่านทิวไม้ทำให้กาลเวลาที่นี่ดูราวกับไม่เคยเคลื่อนไปจากอดีต
อันตราถอดรองเท้า ก้าวขึ้นไปบนเรือนไม้ซึ่งส่งเสียงเอี๊ยดเบาๆ ตามจังหวะย่างราวกับขานรับการมาของเธอ เรือนไม้ที่มีเครื่องเรือนน้อยชิ้นโปร่งตาแทบไม่เปลี่ยนไปจากที่เธอจำได้เลยสักนิด ทุกอย่างดูราวกับเธอเพิ่งจากไปเมื่อวานเท่านั้น ทั้งที่วันวานนั้น…นับได้เกือบยี่สิบปี
บ้าน… ครั้งหนึ่งในอดีตที่นี่เคยเป็นบ้านสำหรับเธอ
คนที่รู้จักอันตราอาจคิดว่าเธอเป็นคนไทยโดยสัญชาติและเชื้อชาติ แต่จริงๆ แล้วเลือดครึ่งหนึ่งในร่างเธอเป็นเวียงแสน บิดาของอันตราเป็นนักวิชาการชาวไทยที่ได้รับเชิญจากราชสำนักเวียงแสนให้เข้ามาร่วมขุดค้นหลักฐานทางด้านโบราณคดีที่นี่แล้วพบรักกับมารดาของเธอ หญิงสาวเวียงแสนที่อ่อนหวาน กระทั่งได้แต่งงานร่วมชีวิต และให้กำเนิดอันตราบนแผ่นดินนี้เช่นกัน วัยเด็กของเธอจึงเรียกได้ว่าโตในเวียงแสน การเดินทางกลับมาครั้งนี้จึงเหมือนกลับมาเยี่ยมบ้าน ซึ่งเธอเลือกจะผ่านพรมแดนในฐานะชาวเวียงแสนคนหนึ่งเพื่อความสะดวกในขั้นตอนการเข้าเมือง อันตราจึงไม่จำเป็นต้องมีไกด์พื้นเมืองคอยตามติดอย่างคณะของแดเนียล
“ป้าเตรียมห้องเดิมไว้ให้หนูอัน แต่เปลี่ยนฟูกให้ใหม่…ไม่เล็กเหมือนเก่า” ป้าหม่อนบอกเมื่อก้าวตามขึ้นมายืนข้างหญิงสาวที่กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ
“ขอบคุณเจ้า”
อันตราเดินตรงไปผลักประตูไม้ของห้องที่อยู่สุดปลายด้านหนึ่งของตัวเรือน ภาพอดีตดูเหมือนจะปรากฏขึ้นมาซ้อนทับ
ตรงนั้น…ด้านหนึ่งของห้องที่เป็นยกพื้นวางฟูกนอน เด็กหญิงตัวเล็กราวตุ๊กตาคนหนึ่งซุกซบอยู่ในอ้อมกอดของหญิงสาวผู้มีใบหน้าละม้าย มือลูบพลางกระซิบปลอบขวัญ
‘ฝันเท่านั้นหนูอัน…อย่าร้องเลยคนดีของแม่’
น้ำเสียงอ่อนโยนและสัมผัสอบอุ่นแม้เลือนรางไปตามกาลเวลา แต่อันตรายังจำได้
แม่… เมื่อยังเล็กเธอมักฝันร้าย ผวาตื่นร่ำไห้ แต่อ้อมกอดของแม่จะโอบกอดปลอบประโลม
“ยังเหมือนเดิม…” เสียงอันตราดังขึ้นเบาๆ ราวเปรยกับตัวเอง
ฟูกนอนอาจใหม่แต่ยังปูใต้มุ้งที่รวบแขวนทิ้งชายจากเพดานสูงที่เดิม ตู้ ตั่ง เครื่องเรือนอื่นก็เช่นกัน อาจเก่าไปบ้างตามวันเวลาแต่ดูเหมือนไม่เคยถูกเคลื่อนย้ายไปไหน ราวกับกาลเวลาในห้องนี้หยุดนิ่งรอเธอเสมอ
“ถึงแม้เรือนจะปิดไว้แต่แม่จ้าวทรงโปรดให้ข้าหลวงเข้ามาคอยช่วยดูแลเสมอ ส่วนเจ้าฟ้า…หลังสิ้นครูก็ทรงตราลงในหมายสิทธิ์ว่าเรือนหลังนี้จะต้องเป็นของทายาทโดยชอบของครูวศินเท่านั้น ตอนนี้นอกจากหนูอัน เรือนหลังนี้ก็ไม่มีผู้ใดอ้างสิทธิ์ได้อีก”
ประโยคของป้าหม่อนทำให้ดวงตาของอันตราอ่อนแสง ทั้งรักและภูมิใจในตัวพ่อของเธอ
‘เจ้าฟ้า’ คือคำที่ชาวเวียงแสนเรียกขานกษัตริย์ของเขา เช่นเดียวกับ ‘แม่จ้าว’ ที่หมายถึงพระราชินี อาจารย์วศินนั้นไม่เพียงเป็นทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าของวงการโบราณคดีไทยเท่านั้น สำหรับเวียงแสนก็ไม่ต่างกัน ผลงานของท่านในแผ่นดินนี้ทำให้ท่านได้รับเกียรติเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของเวียงแสนจากเจ้าฟ้าจายแก้ว กษัตริย์องค์ปัจจุบัน อีกทั้งได้รับพระราชทานอนุญาตให้สมรสกับมิ่งแก้ว ผู้ที่นอกจากจะเป็นนางข้าหลวงคนสำคัญของราชสำนักเวียงแสนแล้ว ยังเป็นพี่น้องร่วมนางเกษียรธาราของแม่จ้าวศรีกานดา…แม่จ้าวในเจ้าฟ้าองค์ปัจจุบันอีกด้วย
งานของพ่อบนแผ่นดินเวียงแสนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอก การค้นพบหลักฐานอ้างอิงเกี่ยวกับวัดเก่าแก่ในตำนาน…วัดนางผญาและประวัติศาสตร์บางส่วนสมัยต้นราชวงศ์เวียงแสนที่เคยสาบสูญ ที่มาของปฐมราชวงศ์ที่ตัดสินใจพาผู้คนมาลงหลักปักฐานสร้างเมืองบนแผ่นดินนี้
ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของผู้คนบนแผ่นดินนี้จารึกไว้ว่าผู้ที่เรียกตัวเองว่าชาวเวียงแสนในปัจจุบันนั้น น่าจะสืบสายเลือดมาจากชาวนครเชียงสา รัฐอิสระโบราณที่ต่อมาถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรล้านนาในสมัยพญามังรายแห่งราชวงศ์ลวจักราชเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 19
พงศาวดารเวียงแสนเล่าถึงการเริ่มต้นราชวงศ์ว่าเจ้าชายพระองค์หนึ่งของเชียงสา ผู้รั้งตำแหน่งเจ้าหอหน้าซึ่งเป็นตำแหน่งที่เทียบได้กับตำแหน่งเจ้าอุปราชของล้านนา ทรงรวบรวมผู้คนที่ขึ้นต่อพระองค์ทิ้งแผ่นดินเชียงสามาตั้งรกรากบนดินแดนนี้พร้อมกับขานนามประเทศใหม่ของตนว่า ‘เวียงแสน’ ซึ่งต่อมาคือปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เวียงแสนในปัจจุบัน มีนามในพงศาวดารว่าเจ้าฟ้าน่านนรัน
มีความพยายามสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าฟ้าพระองค์นี้ โดยเฉพาะสาเหตุที่ทรงทิ้งเชียงสาแล้วมุ่งหน้ามาเลือกชัยภูมิแห่งนี้เป็นสถานที่ก่อร่างสร้างอาณาจักร แต่ก็ไม่เคยมีใครค้นพบ ที่น่าแปลกไปกว่านั้น มีเรื่องเล่ากันว่าในยามเสด็จสวรรคตก็ทรงหายพระองค์ไปอย่างลึกลับ ไม่เคยมีใครพบพระศพหรือแม้แต่สถานที่สุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ
ในบรรดากู่เจ้าฟ้า เล่ากันว่ามีเพียงกู่ของเจ้าฟ้าน่านนรันเท่านั้นที่ปราศจากพระบรมอัฐิ กระทั่งบิดาของอันตราค้นพบจารึกที่กลายเป็นเบาะแสสำคัญ อ้างถึงสถานที่รองพระบรมศพของเจ้าฟ้าผู้เป็นปฐมกษัตริย์ว่าน่าจะเป็นวัดนางผญา โบราณสถานที่เป็นเพียงนามในเรื่องเล่าโบราณมาหลายร้อยปี
การค้นพบของอาจารย์วศินพ้องกับเรื่องเล่าโบราณประจำราชวงศ์เวียงแสนที่เล่าต่อๆ กันมา ก่อนที่เจ้าฟ้าน่านนรันจะพาผู้คนมาตั้งรกรากบนแผ่นดินนี้ ที่นี่เคยปรากฏชุมชมเก่าแก่ มีศูนย์กลางความศรัทธาอยู่ที่วัดบนเนินดอยสูง เล่ากันว่าเจ้าฟ้าน่านนรันทรงตั้งใจจะบูรณะวัดเก่าแห่งนั้นเพื่อสถาปนาเป็นอารามหลวง แต่ยังไม่ทันได้บูรณะให้แล้วเสร็จก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน
ด้วยชัยภูมิของวัดแห่งนี้ที่อยู่บนเนินดอยสูงยากต่อการเดินทางและดำเนินการบูรณะก่อสร้าง เจ้าฟ้าพระองค์ต่อมาจึงทรงวางมือจากวัดนางผญา ทิ้งให้กลายเป็นวัดร้าง และสุดท้ายก็ถูกเนินดินและผืนป่ากลืนกิน กลายเป็นเพียงนามโบราณสถานเก่าแก่ที่ถูกลืมเลือน หายไปในกาลเวลา ไม่เหลือแม้หลักฐานอ้างอิงถึงตำแหน่งที่ตั้งชัดเจน
ผลงานของอาจารย์วศินทำให้วัดโบราณที่เคยถูกลืมเลือนได้รับความสนใจอีกครั้ง เจ้าฟ้าจายแก้ว กษัตริย์องค์ปัจจุบัน ถึงกับทรงโปรดให้มีทีมสำรวจเฉพาะเพื่อเสาะหาวัดนางผญา ด้วยความหวังที่ว่าจะได้พบพระบรมศพของปฐมกษัตริย์เวียงแสน โดยมอบหมายให้อาจารย์วศินเป็นหัวหน้าคณะทำงาน แม้ในเวลาต่อมาเมื่ออาจารย์วศินจำต้องเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อรับตำแหน่งทางวิชาการภายใต้สังกัดกรมศิลปากรเมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน แต่งานของท่านที่นี่ก็ยังดำเนินต่อมา กระทั่งในที่สุดก็พบหลักฐานใหม่ซึ่งแสดงถึงที่ตั้งของวัดนางผญาอีกครั้งหนึ่ง
“หนูอันจะอยู่ได้กี่วัน” เสียงเรียกด้านหลังเตือนให้อันตรารู้ว่าไม่ได้อยู่ตามลำพัง
เธอหมุนตัวกลับมามองป้าหม่อนผู้ที่เคยช่วยพ่อแม่ประคับประคองเลี้ยงดูอันตราในวัยเด็ก แม้ปัจจุบันจะมีครอบครัวของตัวเองต้องดูแล แต่พอเธอส่งข่าวว่าจะมาป้าหม่อนก็รีบเสนอตัวมาอยู่เป็นเพื่อนไม่รอรี
“คงอยู่จนจบพระราชพิธีบวงสรวงหลวงเจ้า” อันตราตอบด้วยน้ำเสียงที่ทอดให้ฟังดูไม่แข็งกระด้าง
หลังจากเดินทางกลับประเทศไทยไปพร้อมพ่อและแม่ตอนเล็กๆ แล้ว อันตราก็ไม่ได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเวียงแสนอีกเลยเป็นเวลากว่ายี่สิบปี แม้พ่อกับแม่จะเอ่ยปากชวนหลายครั้งแต่เธอก็บ่ายเบี่ยงหาเหตุผลเลี่ยงมาตลอด กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่มีเหตุให้เธอต้องกลับมาครั้งหนึ่งอย่างสั้นๆ และกะทันหันที่หากเลือกได้ เธออยากให้มันไม่เคยเกิดขึ้น
หลายเดือนก่อนทางที่ทางเวียงแสนค้นพบหลักฐานใหม่ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะระบุตำแหน่งที่ตั้งชัดเจนของวัดนางผญา อาจารย์วศินได้เชิญให้มาร่วมตรวจสอบหลักฐานนั้น ซึ่งท่านก็ตอบตกลงด้วยความยินดี เดินทางมาร่วมคณะสำรวจไม่รอรี อันตรายังจำเสียงของพ่อที่โทรศัพท์ทางไกลไปเล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้นได้
‘แผ่นจารสำริดโบราณ อายุน่าจะเท่าสมัยก่อตั้งราชวงศ์เวียงแสน อาจเป็นจารึกของเจ้าฟ้าน่านนรันด้วยนะลูก พ่อกำลังจะถอดความ ถ้าเราค้นพบวัดนางผญาได้จริง…พ่ออยากให้หนูอันมาที่เวียงแสน มาดูวัดนางผญานี้กับตาตัวเอง เรียนจบแล้วมาสักครั้งได้ไหมลูก’
ครั้งนั้นแม้จะยินดีกับการค้นพบของพ่อ แต่อันตราก็ยังเลี่ยงไม่ตกปากรับคำ ไม่นึกว่าจะเป็นการปฏิเสธคำขอร้องสุดท้ายของท่าน เพราะหลังจากคุยกันครั้งนั้นไม่กี่วันพ่อก็เสียชีวิตเพราะไข้ป่า ข่าวที่ทางราชสำนักเวียงแสนส่งไปยังอันตราที่กำลังศึกษาอยู่ในนิวซีแลนด์ทำให้โลกที่เคยมั่นคงของเธอพังทลายลงวันนั้น
อันตราตัดสินใจรีบเดินทางมาเวียงแสนทันทีเมื่อตั้งสติได้ พิธีบำเพ็ญกุศลที่ทางราชสำนักเวียงแสนรับเป็นเจ้าภาพดำเนินการให้ทั้งหมดทำให้อันตราแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ซึ่งเวลานั้นถ้าต้องคิดต้องทำอะไรเองอันตราก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้แค่ไหน เธอแทบไม่มีสมองคิดทำอะไร ได้แค่เคลื่อนไปตามที่ใครๆ บอกราวกับหุ่นยนต์ และเดินทางกลับไปเรียนต่อโดยไม่ทันได้อยู่บรรจุเถ้ากระดูกเสียด้วยซ้ำ ไม่มีโอกาสแม้แต่จะมายังเรือนหลังนี้ด้วยเวลาที่มีเพียงน้อยนิด
ใช่แต่พ่อของเธอเท่านั้นที่เสียชีวิต ทีมขุดสำรวจอีกสามคนก็เสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน และทั้งสามคนนั้นคือผู้ที่แตะต้องแผ่นจารสำริดโบราณทั้งสิ้น เป็นเหตุให้เกิดเสียงลือใหม่
วัดนางผญากลายเป็นซากปรักหักพักจมอยู่ในเนินดินมาหลายร้อยปีเพราะคำสาป ใครก็ตามที่สาปวัดแห่งนี้ไว้ ไม่ต้องการให้เรื่องราวทั้งหมดที่สิ้นสลายไปพร้อมสถานที่แห่งนี้ถูกค้นพบ การตายของทีมสำรวจคือคำเตือนที่น่าสะพรึงกลัว และไม่ว่าความเชื่อนี้จะจริงหรือไม่ แต่ก็ว่ากันว่าพิธีบวงสรวงหลวงหรือพระราชพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณบูรพกษัตริย์ที่กำลังจะมีขึ้นนั้น นอกจากเพื่อขอให้บุญญาธิการแห่งบูรพกษัตริย์ปกป้องคุ้มครองเวียงแสนตามโบราณราชประเพณีแล้ว ยังเป็นการขอสมาผู้จารรอยสาปนั้นด้วย
“มากะทันหัน ป้าแทบไม่ทันได้เตรียมอะไรไว้ให้สักเท่าไรเลย” ป้าหม่อนเปรย ดวงตามองหญิงสาวที่เคยคิดว่าอาจไม่มีวันได้พบอีกแล้วรื้นหยาดน้ำ
“แค่นี้อันก็ไม่รู้จะขอบคุณป้าหม่อนยังไงแล้วเจ้า”
นอกจากจะเดินทางเข้าประเทศเงียบๆ อย่างประชาชนคนหนึ่งของเวียงแสนแล้ว อันตราเพิ่งจะส่งข่าวการมาของตัวเองให้ป้าหม่อนรู้ที่ชายแดนนั่นเอง
ไม่อยากให้ใครวุ่นวายกับการมาของเธอ อยากมีเวลาเป็นส่วนตัว
เวียงแสนสำหรับพ่อและแม่อาจเป็นดินแดนเดียวที่ท่านเรียกเต็มปากว่าบ้าน แต่ไม่ใช่สำหรับอันตรา การมาครั้งนี้นอกจากทำตามคำขอสุดท้ายของพ่อแล้ว เธอยังมาเพื่อตัวเอง
บางสิ่งถึงเวลาที่ควรต้องตัดใจ เธอควรเลิกหยุดอยู่กับที่ แล้วก้าวต่อไปข้างหน้าเสียที
“ป้าเต็มใจ ดีใจจริงๆ ที่หนูอันกลับมา ครูวศิน…แม่นายมิ่งแก้วก็คงจะดีใจด้วยเหมือนกัน”
ดวงตาของอันตราอ่อนแสงเมื่อได้ยินป้าหม่อนพูดถึงพ่อกับแม่ คิดถึงบุพการีทั้งสองจับใจ ตั้งแต่เล็กจนโตเธอไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนรักภรรยาเท่าพ่อ แววตาของท่านจะคอยมองหาและสะท้อนภาพของแม่อย่างอ่อนโยนเสมอ แม้ในเวลาต่อมาที่แม่จากไปแล้วแต่ความรักของท่านก็ไม่เคยตายดับ เพราะแม้จะเหลือเพียงเถ้ากระดูก แต่พ่อก็ยังจดจำและทำทุกอย่างเพื่อแม่ของเธอ
‘บ้านของแม่อยู่เวียงแสน…พ่อต้องพาแม่กลับบ้าน’
ความรักที่บุพการีของเธอมีให้กันแม้จะมีเวลาเคียงคู่บนโลกนี้น้อยนิด แต่อันตราก็รู้สึกว่าชีวิตมารดาสมบูรณ์แล้วเมื่อได้เป็นภรรยาของพ่อ
พ่อเองก็เช่นกัน สำหรับท่าน…ในความรักที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมีให้หญิงสาวเดียวในชีวิต ไม่มีใครอีกแล้วที่ท่านจะรักเท่าภรรยาที่ล่วงลับ ดังนั้นเมื่อทางราชสำนักเวียงแสนแสดงความจำนงว่าต้องการให้เถ้ากระดูกของอาจารย์วศินถูกบรรจุในวัดที่เวียงแสน อันตราจึงตอบรับอย่างเต็มใจ แม้ต้องขัดใจกับญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เหลืออยู่ทางเมืองไทยก็ตาม
ไม่ว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่ สถานที่ที่พ่อปรารถนามีเพียงที่เดียวเท่านั้น…ใกล้แม่…บนแผ่นดินเวียงแสน
“เรือยังอยู่ไหมเจ้าป้าหม่อน”
อันตราเดินไปพิงกรอบหน้าต่าง ชะเง้อมองสายน้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก
“อยู่สิเจ้า หนูอันจะไปไหน เดินทางมาไม่เหนื่อย…ไม่อยากพักหรอกหรือ”
“เดี๋ยวก็ได้เจ้า อันอยากไปวัดก่อน”
อันตราทอดสายตาไปยังสุดโค้งน้ำ มองฉัตรสีทองของเจดีย์ที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางสีเขียวขจีของยอดไม้ คิดถึงบุพการีสุดหัวใจ
…พ่อ…แม่…หนูอันมาแล้วค่ะ…
ป้าหม่อนมองตามริ้วพรายน้ำท้ายเรือลำน้อยที่อันตราคัดท้ายไปตามลำน้ำเพียงลำพัง ชะเง้อมองกระทั่งอันตราพายเรือหายลับตา สีหน้าห่วงพะวงแกมหนักใจ สุดท้ายก็ผละห่างจากท่าน้ำ
ใช่ว่าไม่ดีใจที่ได้พบหนูอันอีก แต่หน้าที่…
ดวงตาของป้าหม่อนหม่นแสง ถอนหายใจหนักหน่วงกับตัวเอง
เอาเถอะ ไหนๆ หนูอันก็มาแล้ว สิ่งที่ต้องทำในเวลานี้คือหน้าที่ ซึ่งต้องทำให้ดีที่สุด
แววตาหนักใจเปลี่ยนเป็นนิ่งลึกในยามที่ป้าหม่อนตัดสินใจผละห่างจากท่าน้ำ แต่แทนที่จะตรงขึ้นเรือน กลับเดินเลยไปยังรั้วพุ่มโมกข้างเรือน เลี้ยวหายไปเงียบๆ
แนะนำพูดคุยได้ ที่นี่ ค่ะ