Subscribe to:

เพลิงผญา ตอนที่ 00

 

พุทธศตวรรษที่ ๑๘ ปียี นักษัตรเสือ
แผ่นดินสุวรรณภูมิ
แสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ค่อยๆ ลับทิวเขาสูง ความมืดคืบคลานเข้ามาแทนที่อย่างช้าๆ กลืนกินความอบอุ่นไปจากเวียงผญา…แผ่นดินภายในอ้อมโอบขุนเขาและผืนป่า ตะเกียงถูกจุดเพื่อให้ได้แสงสว่าง แต่ก็แค่พอมองเห็น เวลานี้สิ่งที่ชาวเวียงผญาต้องการไม่ใช่แสงไฟ หากแต่เป็นกำลังใจที่กล้าแข็ง
ลานดินของวัดประจำเมืองค่ำคืนนี้คือศูนย์รวมของชาวเวียงผญาที่ยังเหลืออยู่ในเวียง หญิง เด็ก คนชรา มารวมตัวกันพร้อมหน้าแทบจะทุกครัวเรือน ไร้ชายฉกรรจ์เพราะในยามนี้เขาเหล่านั้นคือทหารหาญที่ออกไปปกป้องแผ่นดิน
ทุกสายตามองหญิงสาวที่ยืนเด่น เรือนร่างอรชรในเครื่องแต่งกายเรียบง่ายมีเพียงผ้าแถบรัดร่างกายท่อนบน นุ่งซิ่นเช่นเดียวกับหญิงสาวคนอื่น จะแผกไปบ้างที่ลายทอและผ้าแพรผืนยาวซึ่งคล้องคอทิ้งชายมาด้านหน้าเพียงเท่านั้น ไร้เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ใดๆ ประดับกาย ศีรษะที่รวบผมมวยมุ่นก็ร้อยรัดไว้ด้วยมาลัยดอกไม้แทนรัดเกล้าเครื่องทอง
แม้ไร้ศิราภรณ์ล้ำค่าประดับกายแสดงฐานันดร แต่ก็แย้งไม่ได้เลยว่าความเป็นนางสง่างาม เช่นเดียวกับใบหน้าที่งามหมดจด ท่วงท่าบอกเชื้อสายกษัตริย์นักปกครอง โดยเฉพาะดวงตาคู่งามที่เปี่ยมไปด้วยแววเด็ดเดี่ยวราวกับชาย
“ศึกครานี้หนักหนานัก ผู้รุกรานหมายเพียงบีฑาเข่นฆ่าให้ดับสูญ หากทัพหลวงของเราพ่าย ศัตรูประชิดเมือง ข้าต้องการให้พี่น้อง…ลุงป้าชาวเวียงผญาพาลูกหลานของเราหนีภัยนี้ไปให้รอด อย่าห่วงเวียงผญา…” เสียงเสนาะหูราวกังสดาลแก้วของหญิงสาวร่างโปร่งบางดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
ความขมขื่นถูกซ่อนมิดในแววตานิ่งลึกทระนง แรงหวาดหวั่นในยามที่บ้านเมืองกำลังจะเพลี่ยงพล้ำกำรอบบีบคั้นเนื้อหัวใจ รู้ดีว่าศึกครานี้…อาจต้องปราชัย แต่หากต้องพ่าย นางยังมีศักดิ์ศรีให้จำต้องอหังการ มีหน้าที่ต่อชาวเวียงผญาที่ฝากชีวิตและอนาคตไว้ให้ต้องรับผิดชอบ
“บ่ไป! ข้าบ่ทิ้งเวียงผญา” เสียงของชายชราดังขึ้น นำให้หลายเสียงตามมา ไม่เว้นสตรีหรือเด็ก
“เจ้านาง…เราจะพ่ายศึกหรือเจ้า ทัพเชียงสาเล่า” หญิงสาวนางหนึ่งถามด้วยความหวัง แววตาของผู้ถูกขานว่า ‘เจ้านาง’ หม่นแสงวูบ เจ้านางอันตราวรีทรงสูดลมหายใจลึกก่อนจะรับสั่งตอบ
“ยามนี้…มีเพียงเรา ภัยที่ประชิดเข้ามาทุกทีทำให้ข้าจำต้องขอให้พวกเจ้าละเวียง”
“ทัพเจ้าน่านนรันต้องมา เจ้าน่านนรันจะบ่ละเจ้านาง…จะมาช่วยเราบ่ใช่หรือเจ้า” คนพูดมองคอยคำตอบด้วยความหวังสุดหัวใจ ไม่ต้องการละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปไหน แม้ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
เจ้าน่านนรันหทัยดวงน้อยที่ถูกฉาบไว้ด้วยความเข้มแข้มของเจ้านางอันตราวรีอบอุ่นเมื่อได้ยินนามของชายหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นเจ้าหอหน้าแห่งเชียงสา…บ้านพี่เมืองน้องข้างเคียง คิดถึงคำมั่นที่เขาเคยมอบให้
‘พี่จะปกป้องเจ้า ปกป้องเวียงผญาของเจ้าเสมอลมหายใจ’
นางเชื่อในคำมั่นของเขา…เจ้าน่านนรันแห่งเชียงสา แต่เวลาของนางและเวียงผญาคงไม่ยืนยาวพอให้ได้เห็นความหนักใจแห่งหัวใจเขา สาสน์ขอความช่วยเหลือที่นางส่งไป…อาจสายเกินไป ป่านนี้จึงยังไม่ได้ข่าวทัพช่วยเหลือใดๆ จากเจ้าน่านนรัน
เวียงผญาและเชียงสานั้นเป็นบ้านพี่เมืองน้อง หากวันนี้เวียงผญาไม่ตกอยู่ในภัยศึกสงคราม…ยามนี้น่าจะเป็นเวลามงคลของนาง ผู้เป็นคู่หมั้นของเจ้าหอหน้าแห่งเชียงสาเสียด้วยซ้ำ ความสุขที่เคยคิดว่าอยู่เพียงเอื้อมมือ เห็นทีจะกลายเป็นเพียงความฝันไปจนชั่วนิจนิรันดร์เสียแล้ว
อาการนิ่งไปของเจ้านางอันตราวรีทำให้บางคนใจหาย ใจคอไม่ดีนัก
“บ่มีทัพเชียงสาก่ช่าง ข้าเกิดเป็นคนเวียงผญา จะปกป้องเวียงผญาด้วยชีวิตข้าเอง” เสียงหนักแน่นเสียงหนึ่งดังขึ้น เรียกขวัญกำลังใจของคนอื่นๆ ให้ฮึกเหิมตามมา
“ใช่ ข้าจะปกป้องเวียงผญา คนเวียงผญาจะปกป้องเวียงผญาเอง!”
เจ้านางอันตราวรีทอดพระเนตรความรักชาติบ้านเมืองในดวงตาผู้คนของนางแล้วอดไม่ได้ที่จะปลาบปลื้มทั้งที่หัวใจกำลังหนักอึ้ง ที่อยู่เบื้องหน้าทั้งหมดนี้คือชาวเวียงที่นางมีหน้าที่ต้องปกป้อง ให้เขาได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข หาใช่ต้องมาพินาศสิ้นไป
เสียงกีบเท้าม้าดังเป็นจังหวะแว่วมาแต่ไกล สายตาทุกคู่หันไปมองอย่างพร้อมเพรียง เฝ้าคอยอย่างใจจอใจจ่อ เพียงไม่กี่อึดใจม้าที่ถูกบังคับให้ห้อมาจนสุดฝีเท้าก็ปรากฏ ร่างบึกบึนบนหลังม้าโผนลงมาแทบทันทีไม่รอให้หยุดสนิท วิ่งเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าเจ้านางอันตราวรี พร้อมกับเทิดกิรีฏะมกุฎและโกฏิแก้วองค์เล็กองค์หนึ่งขึ้นเหนือหัว
พราวแสงไฟกระทบกิรีฏะมกุฎสะท้อนเข้าตาทำให้เจ้านางอันตราวรีสังหรณ์พระทัย ทรงมองจ้องมองชายวัยกลางคนที่กำลังหอบหายใจด้วยสีพระพักตร์เคร่งเครียด แทบจะลืมหายพระทัยเสียด้วยซ้ำ
“พ่อเจ้าสิ้นแล้วเจ้า…ทัพเราพ่ายแล้ว” เสียงรายงานนั้นแหบเครือ เผยถึงความขมขื่นที่ต้องพ่าย และไม่อาจคุ้มครองป้องกันพ่อเมืองของตนไว้ได้ ดวงตานายทัพใหญ่แดงก่ำคับแค้นใจ นายทหารที่ติดตามมาอีกสามนายสีหน้าไม่ต่างกัน
ข่าวร้ายที่ได้ยินราวสายฟ้าฟาดสู่ชาวเวียงผญา ทุกชีวิตมองจ้องคนส่งข่าวตาค้าง ความเงียบงันปกคลุมไปทั่ว กระทั่งเสียงสะอื้นเสียงแรกดังขึ้น เสียงร่ำไห้ระงมจึงตามมา เจ้านางอันตราวรียังประทับยืนนิ่ง รู้สึกราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็นจัดจนพระวรกายชาดิกไร้ความรู้สึก
พ่อเจ้าสิ้นแล้ว!
‘ข้าจะจองเวรเวียงผญา จะเข่นฆ่าให้พินาศบรรลัย ตราบจนเลือดราชวงศ์เวียงผญาคนสุดท้ายทาบทาแผ่นดิน!’ เสียงประกาศด้วยความเคียดแค้นของชายผู้หนึ่งดังก้องขึ้นมาในความคิด
สิ้นพ่อเจ้าแล้ว… เวลานี้ราชวงศ์เวียงผญาเหลือเพียงนาง!
“พระศพเล่า” รับสั่งของเจ้านางอันตราวรีแหบเบา อาการก้มหน้าอดสูของขุนวางแทนคำตอบได้ดี
แม้แต่พระศพยังไม่พ้นแรงอาฆาต…ถูกย่ำยี
“พ่อเจ้าสั่งไว้ เจ้านางจะต้องนำคนของเราหนีไปให้รอด ข้าศึกกำลังรุกมาที่นี่ บ่ได้หมายยึดเมืองแต่ต้องการบดขยี้ฆ่าบั่นชีพชาวเวียงผญาให้สิ้นไปจากแผ่นดิน โดยเฉพาะเจ้านาง…ผู้สืบบังลังก์เวียงผญาคนสุดท้าย เราต้องไปตอนนี้ ก่อนที่จะบ่มีโอกาสอีก” ขุนวางกล้ำกลืนความทุกข์กราบทูล
สุดปลายสายตา ป่าที่น่าจะมืดมิดปรากฏแสงไฟอยู่ลิบๆ เสียงที่แว่วมากับสายลมนั้นแม้จะยังแผ่วเบาแต่ก็เตือนให้รู้ ไม่นาน ผู้ที่หวังจะผลาญเข่นฆ่าชีวิตชาวเวียงผญาจะมาถึง
“พ่อเจ้าสิ้นแล้ว พวกเราจะทำเยี่ยงต่อไปเล่า”
เสียงร่ำไห้ของชาวเวียงผญาดังระงมไปทั่ว สิ้นพ่อเมือง ขวัญกำลังใจของชาวเวียงผญาก็ดูเหมือนจะหลุดลอย ใบหน้าหวาดหวั่นของผู้ที่กำลังจะสูญบ้านเสียเมือง และกำลังจะไม่เหลือแม้เพียงชีวิตทำให้เจ้านางอันตราวรีจำต้องรวบรวมเศษเสี้ยวกำลังใจที่มี กล้ำกลืนหยาดอัสสุชลแห่งความทุกข์ที่ต้องสูญเสียบุพการีเอาไว้กับอก
เวลานี้นอกจากนางแล้วไม่มีผู้ใดจะชี้นำปกป้องชาวเวียงผญาได้อีกแล้ว
“ขุนวาง ท่านจงพาผู้คนของเราลัดเลาะไปตามช่องดอยหลังวัดนางผญา  มุ่งไปทางทิศใต้อย่าหยุดพัก อย่าใช้คบไฟ ให้ชายคุ้มกันรั้งท้าย ก่อนฟ้าสางพวกเจ้าคงได้พบทัพของเจ้าน่านนรัน”
“แล้วเจ้านางเล่าเจ้า” คำสั่งของเจ้านางอันตราวรีทำให้ขุนวางสังหรณ์ใจ
“ศัตรูมาด้วยหมายเข่นฆ่าเรา…สายเลือดราชวงศ์เวียงผญา หาใช่ชาวเมือง พวกเจ้าจะปลอดภัยถ้าไปโดยไม่มีเรา”
“บ่ได้เจ้า! พวกข้าเจ้าจะทิ้งเจ้านางไปได้อย่างไรกัน” นางข้าหลวงนางหนึ่งผวาเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าเจ้านางอันตราวรี “ไปด้วยกันเจ้า ถ้าจะหนีก่ต้องหนีไปด้วยกัน ข้าเจ้าจะบ่มีวันทิ้งเจ้านาง”
“พี่พุด…” เจ้านางอันตราวรีเรียกหญิงสาวที่เป็นนางข้าหลวงพี่เลี้ยงเสียงเบา ซึ้งน้ำใจนางพุดที่แม้จะเป็นเพียงนางข้าหลวงคนหนึ่ง แต่ก็มีเพียงความจงรักภักดีมอบให้มาโดยตลอด
หัตถ์นวลเลื่อนไปปลดสร้อยพระศอร้อยอัญมณีสีแดงเพลิงรูปใบโพธิ์มายื่นให้นางพุดที่เกลือกใบหน้าอยู่แทบบาท
“ขอพี่จงเป็นตัวแทนข้า นำสิ่งนี้ถวายแด่เจ้าหอหน้า กราบทูลพระองค์…ข้าขอฝากชาวเวียงผญาไว้ใต้พระบารมี…”
“บ่ได้เจ้า ข้าเจ้าทำบ่ได้ ข้าเจ้าจะอยู่กับเจ้านาง ข้าเจ้าบ่ไป…” นางพุดร่ำไห้ มือที่รับแก้วก๊อมาแล้วนั้นสั่นระริก
“ข้าก่บ่ไป ถ้าอยู่ก่ต้องอยู่ด้วยกัน ข้าเจ้าจะบ่มีวันยอมละเวียง ละเจ้านาง” เสียงชาวเมืองที่อยู่ใกล้ๆ ร้องลั่นขึ้นมาบ้าง “เกิดเป็นคนเวียงผญา ถ้าต้องตายข้าก่จะขอตายบนแผ่นดินเวียงผญา จะบ่ยอมละไปที่ใด”
กำลังใจฮึกเหิมของผู้คนที่มีกำลังเพียงน้อยนิดถูกปลุกด้วยแรงรักหวงแหนในแผ่นดินเกิด เจ้านางอันตราวรีแทบจะกลั้นอัสสุชลไว้ไม่อยู่ แต่นางจะปล่อยให้ชาวเวียงผญามาล้มตายเพราะแรงพยาบาทนี้ไม่ได้
เจ้านางแห่งเวียงผญาที่บัดนี้คือราชนิกูลหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่หันไปหาขุนวาง มองผ่านโกฐิแก้วใบเล็ก แต่ยื่นมือไปรับกิรีฏะมกุฎที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของบิดามาสวมครอบลงบนเศียรด้วยสองหัตถ์ วรองค์บอบบางยืดตัวเต็มความสูง หันกลับไปมองผู้คนของนาง
“เจ้านาง…”
“แม้ไร้ราชพิธีแต่นับจากนี้ข้าคือเทวีแห่งเวียงผญา”
“แม่จ้าว…พระนางอันตราวรีเทวี!” เสียงเรียกขานต่อๆ กันไปจากชาวเมืองคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งจนดังทั่วไปหมด 
“ในฐานะแม่เมืองของพวกเจ้า โองการแรกที่ข้าจะขอให้พวกเจ้าชาวเวียงผญาฟังและทำตามคือ ‘จงมีชีวิตรอด’ พวกเจ้าต้องติดตามขุนวางไปให้พ้นจากแผ่นดินนี้”
“แม่จ้าว!” เสียงร้องอย่างฮึกเหิมกลายเป็นตื่นตกใจ ทุกสายตามองจ้องมาที่ร่างของผู้ที่บัดนี้คือเทวีเหนือหัว
“ไปเถอะชาวเวียงผญาของข้า ศัตรูมาคราวนี้เพื่อเข่นฆ่าไร้ปรานี และจะบ่มีวันยอมละทิ้งคนหนึ่งคนใด แต่ข้ายอมให้เป็นเช่นนั้นบ่ได้ ‘เวียงผญาคงอยู่ได้ด้วยมีชาวเวียง’ ยามนี้แผ่นดินเวียงผญาอาจจะต้องย่อยยับแหลกลาญที่ปลายเท้าของผู้หวังบีฑา แต่ชาวเวียงผญาจะต้องคงอยู่ พวกเจ้ามีหน้าที่รักษาสายเลือดเวียงผญาให้สืบไปเบื้องหน้าให้จงได้ จงสืบลูกสืบหลาน อย่าให้เรากลายเป็นชนชาติที่สูญสิ้นโดยเด็ดขาด”
“บ่ไป ข้าจะบ่ละเจ้านาง บ่ละเวียง บ่ไป!”
“ไปเถิดชาวเวียงผญาของข้า ขอให้ไปเพื่อข้า…แม่เมืองของเจ้า” เจ้าหญิงผู้กลายเป็นเทวีบอกชาวเมือง แววเนตรเข้มแข็งนั้นมีแววอ้อนวอนในที
“เวียงผญาอาจต้องพินาศในวันนี้ แต่พวกเจ้าต้องรอด หลังจากขุนวางนำพวกเจ้าคนสุดท้ายผ่านช่องผา ข้าจะปิดทางเกลื่อนร่องรอยหนีให้ ไป! พวกเจ้าต้องไปเดี๋ยวนี้”
“ข้าเจ้าจะอยู่คุ้มครองเจ้านาง ไอ้สา นำผู้คนของเราหนีไปจากที่นี่”
ชายผู้นำสาสน์และอัญเชิญกิรีฏะมกุฎหันไปมองหาคนมาทำหน้าที่แทนตน เขาสาบานกับพ่อเจ้า จะปกป้องเจ้านางอันตราวรีและชาวภูผญา ไม่ใช่มาเพื่อทิ้งนางไว้
“เจ้าอยู่ไม่ได้ขุนวาง เจ้าต้องดูแลผู้คนของเรา ไป! นี่เป็นโองการแห่งข้าในฐานะแม่เมือง!”
“เจ้านาง!”
นายทัพแห่งเวียงผญาได้แต่ร้องเรียกพระนาม ตามองนางพุดที่คู้ตัวร่ำไห้เจียนจะขาดใจ มือไขว้คว้ากอดพระชงฆ์เทวีร่างอรชรผู้มีพระทัยแสนเข้มแข็ง
“ไปหาเจ้าน่านนรัน…ทูลพระองค์ว่าข้าส่งพวกเจ้ามา เจ้าน่านนรันจะบ่มีวันทิ้งพวกเจ้า เชียงสาอาจยกทัพมาช่วยเราที่นี่บ่ได้ แต่จะให้ร่มโพธิ์ร่มไทรแก่คนของเราได้ ไปเถอะ ก่อนที่จะสายเกินไป”
“แต่…” หลายเสียงละล้าละลังเมื่อต้องทิ้งให้แม่เมืองของตนเองเผชิญหน้าข้าศึกเพียงลำพัง
“พวกเจ้าจะขัดโองการข้างั้นหรือ พวกเจ้าสาบานไว้เยี่ยงไรชาวเวียงผญา ผู้ใดสวมกิรีฏะมกุฎ ผู้นั้นคือผู้กุมชีวิตพวกเจ้าบ่ใช่หรือ บัดนี้ข้าขออ้างสิทธิ์เหนือคำสาบานของพวกเจ้า จงไป!” น้ำเสียงของผู้ที่ยืนกรานจะให้ผู้คนทั้งหลายทิ้งนางไปดังก้อง ดวงเนตรที่เคยมองชาวเมืองอย่างอ่อนโยนยามนี้ดุดันแข็งกร้าว เสียงสะอื้นร่ำไห้ดังระงม แม้แต่ขุนวาง ขุนศึกที่กรำสงครามไม่น้อยยังน้ำตาริน
“ขุนวาง ข้าฝากวันหน้าของเวียงผญาไว้ในมือเจ้า สาบานกับข้าว่าเจ้าจะปกป้องชาวเวียงผญา พาพวกเขาให้พ้นภัย” แม่เมืองร่างอรชรมองแม่ทัพผู้กล้าแห่งเวียงผญาที่ยกสองมือพนมเทิดไว้เหนือหัว กล้ำกลืนความขมขื่นรับสนองเสาวนีย์
“ด้วยชีวิตและวิญญาณของข้าบาทเจ้า”
ผู้เฒ่าคนหนึ่งคลานเข้ามากราบแทบเท้าหญิงสาวที่กุมคำสัตย์สาบานของเขาไว้ คนอื่นๆ กราบตามแทบผืนดิน ไม่เว้นแม้แต่ขุนวาง นางพุดร่ำไห้กอดบาทไม่อาจตัดใจ
“เจ้านางของอีพุด…”
“พี่พุด ข้าขอบใจสำหรับทุกอย่าง บ่ต้องเสียใจ ถ้าพี่ยังระลึกถึงข้า…ข้าจะอยู่กับพี่ กับชาวเวียงผญาเสมอ”
“ขอบุญพระเจ้าปกปักเจ้านางของอีพุด ให้อีพุดได้พบ…ได้รับใช้เจ้านางอีก…”
“ไปเถอะ จงไป”
อันตราวรีกล้ำกลืนทุกหยดน้ำตาของตัวเอง บังคับให้มันไหลย้อนกลับเข้าไปในหัวใจ นิ่งอยู่อย่างนั้นแม้ในเวลาต่อมาที่ผู้คนของนางลุกเดิน ก้าวตามขุนวางจากไป นางทอดสายตามองส่งจนคนสุดท้าย เมื่อแน่ใจว่าผู้คนทั้งหมดจะรอดปลอดภัยก็ลงมือจัดการหยิบคบไฟแตะฟางแห้งที่ชุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง
พรึบ! เปลวไฟลุกโชติช่วง เกิดแสงสว่างจ้า …แสงที่ส่องทางให้คนของนางและไฟที่จะขวางศัตรูไว้ในคราเดียวกัน…
เปลวไฟวิ่งตามแนวเชื้อเพลิงซึ่งวนไปแทรกอยู่ระหว่างช่องว่างของหินก้อนต่อก้อน ไม่นานปากเขาที่ตั้งตระหง่านก็กลายเป็นภูเขาเพลิง หินก้อนบนสุดสั่นสะเทือน เพียงครู่เดียวเท่านั้นก็หล่นร่วง พาหินก้อนอื่นๆ ให้ถล่มตามลงมาเกิดเสียงดังกัมปนาท ปิดช่องทางที่ชาวเวียงผญาผ่านไปจนมิด กลายเป็นกำแพงเพลิงที่ยากจะฝ่าเข้าไป
ข้าอาจปกป้องเวียงผญาไว้บ่ได้ แต่ข้าจะปกป้องพวกเจ้า…สายเลือดเวียงผญา จงสืบสายโลหิตต่อไปเบื้องหน้า บ่สิ้นสูญ… ขอบุญพระเจ้าจงปกปักรักษาพวกเจ้า ขอให้ชีวิตของข้าเป็นเกราะกำบังคุ้มภัยให้ลูกหลานเวียงผญารอดปลอดภัยด้วยเถิด…
แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าที่สะเทือนเตือนให้รู้ว่ามฤตยูกำลังยื่นมือเข้ามาใกล้ เทวีพระองค์ใหม่แห่งแผ่นดินเวียงผญาหันกายไปเผชิญหน้า ร่างอรชรยืนนิ่งไม่ไหวติง แม้เสียงโห่ร้องอย่างฮึกเหิมของข้าศึกที่ดังข่มขวัญใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แม่เมืองอ่อนเยาว์แห่งเวียงผญารอคอยวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบสง่างาม ธนูเพลิงดอกหนึ่งแล่นเฉียดร่างของนางไปปักบนพื้น แสงไฟจากคบเพลิงในมือศัตรูที่หมายเพียงจะทำลายชีวิตให้สิ้นไปสาดเข้าหาผู้ที่รอคอย
เจ้านางอันตราวรีทรงสาวพระบาทออกไปข้างหน้า เผชิญหน้ากับทัพมัจจุราช สายพระเนตรทอดสบดวงตาดุดันเหี้ยมเกรียมของผู้เป็นนายทัพอย่างองอาจกล้าหาญ มีเพียงหัวใจอหังการที่กร้าวแกร่งเป็นอาวุธ พร้อมแลกชีวิตตัวเองเพื่อความอยู่รอดของชาวเวียงผญา
มาเถิด...จงใช้เลือดข้าล้างโทสะของท่าน สิ้นสุดความพยาบาทจองเวรต่อกัน หยุดเข่นฆ่าชาวเวียงผญาอื่นใดเสียที
 

แนะนำพูดคุยได้ ที่นี่ ค่ะ