Subscribe to:

เธอ...ที่รัก ตอนที่ 36

 

กริ้งงงง… เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าของโต๊ะกอหญ้าที่ดังไม่หยุด และเจ้าของโต๊ะไม่มีทีท่าจะขยับตัวทำให้ดาริกาชะโงกหน้าไปมองแล้วตัดสินใจยกโทรศัพท์ตัวเอง กดดึงสายของกอหญ้ามารับเสียเอง
“อ๋อ…จากไหนล่ะ…อือ ได้สิ เดี๋ยวดาวบอกพี่หญ้าให้” ดาริกาบอกไปตามสายเพราะแล้วกดวาง หันไปหากอหญ้าที่นั่งเฉยแล้วตัดสินใจเรียก
“พี่หญ้าคะ…. พี่หญ้า” เรียกครั้งที่หนึ่งและสองก็ยังไม่มีวี่แววว่ากอหญ้าจะรู้สึกตัว อาการเหมือนตกอยู่ในภวังค์และดวงตาครุ่นคิดทำให้ดาริกาขยับลุกจากเก้าอี้ ก้าวเข้าไปหน้าโต๊ะกอหญ้า
“พี่หญ้า” เรียกแล้วก็อดเอื้อมมือไปจับแขนไม่ได้ และคราวนี้กอหญ้าเหมือนสะดุ้งสุดตัว
“ขอโทษคะ เป็นอะไรหรือเปล่าคะพี่” ดาริกาตกใจพอๆ กับกอหญ้าเหมือนกัน
“เปล่า ไม่มีอะไร ดาวมีอะไรกับพี่เหรอ”
“คือ ข้างล่างโทรมาบอกว่ามีลูกค้ามาหาพี่หญ้าค่ะ” ดาริกาบอก ตามองกอหญ้าด้วยความเป็นห่วง สีหน้าแห้งผาดและท่าทางเหมือนคนมีเรื่องทุกข์ใจ อีกทั้งดวงตาที่เหมือนจะช้ำเพราะผ่านการร้องไห้เปลี่ยนลูกพี่ของเธอให้กลายเป็นคนละคน …พี่หญ้ามีเรื่องอะไรนะ
“ลูกค้าที่ไหนเหรอ” กอหญ้าถาม น้ำเสียงแห้งแล้งที่ได้ยินทำให้ดาริกาอดรู้สึกหดหู่ตามไปด้วย
“เห็นว่าเป็นตัวแทนของลูกค้า มาจากกรุงเทพฯ น่ะค่ะ พี่หญ้าจะลงไปหาเองไหวไหมคะ หรือว่าจะให้ดาวไป”
“ไม่เป็นไร พี่ไปเองได้” กอหญ้าบอกแล้วหันไปคว้าสมุดโน้ต ปากกาและนามบัตรของตัวเอง เธอส่งยิ้มให้ดาริกาที่มองอยู่ด้วยความห่วงใย โดยไม่ได้นึกว่ารอยยิ้มของตัวเองมันดูเจื่อนแค่ไหน แล้วก้าวเดินไปที่ประตู อารีย์ที่เดินกลับเข้ามาหลบหลีกทางให้กอหญ้าผ่านไปก่อน
“หมู่นี้พี่หญ้าเป็นอะไรนะดาว” อารีย์มองตามแผ่นหลังของกอหญ้าแล้วอดถามไม่ได้
“ไม่รู้เหมือนกัน เห็นมีคุณฝรั่งหล่อๆ มารับมาส่ง ท่าทางน่าจะมีความสุข แต่ไม่รู้ทำไมดูเศร้านักก็ไม่รู้ ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลย” ดาริกาอยู่กับกอหญ้ามานานพอที่จะคุ้นชินแต่กับพี่หญ้าใจดี ยิ้มง่ายร่าเริง
…งานหนักไปหรือเปล่านะ… หน้าที่ใหม่ของพี่หญ้าและการปรับโครงสร้างของแผนกทำให้ดาริกานึกเดาว่าอาจเป็นสาเหตุ แต่มันก็ไม่น่าจะทำให้กลายเป็นเหมือนคนไม่มีวิญญาณขนาดนั้นนี่นา
…เป็นอะไรนะพี่หญ้า…
 
ชายหนุ่มแปลกหน้าในเครื่องแต่งกายไม่เป็นทางการมีกระเป๋าที่ดูคล้ายจะเป็นกระเป๋าใส่กล้องถ่ายรูปที่นั่งอยู่ในห้องรับรองเล็กของบริษัททำให้เธอขมวดคิ้ว …ท่าทางไม่เห็นผู้แทนของลูกค้าที่เธอเคยพบ… จริงสิ เธอลืมถามดาริกาว่าเป็นตัวแทนจากลูกค้ารายไหน
นึกแล้วก็ส่ายหน้าอ่อนใจกับตัวเอง …เธอพยายามแล้ว พยายามจะอดทนให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่แต่มันช่างทำได้ยากเย็น…
เธอส่งยิ้มมุมปากให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายต้อนรับของบริษัท สูดลมหายใจตั้งสติก่อนจะผลักประตูกระจกของห้องรับรองเข้าไปข้างใน สองมือยกไหว้ชายหนุ่มคนนั้น
“สวัสดีค่ะ ขอโทษนะคะ ไม่ทราบจากบริษัทไหนคะ” กอหญ้าทักก่อน ชายหนุ่มคนนั้นลุกยืน ไม่ได้ไหว้เธอกลับ แต่ก็ยืนคอยให้เธอเดินไปนั่งก่อนจะทรุดตัวนั่งตาม
“คุณกอหญ้าใช่ไหมครับ”
“ค่ะ” รอยยิ้มสุภาพเป็นทางการถูกส่งไปให้ พร้อมๆ กับที่กอหญ้ายื่นนามบัตรตัวเองตามไป
“เรียกผมว่ากบก็ได้นะครับ ผมเป็นนักข่าว” ชื่อนิตยสารบันเทิงฉบับหนึ่งถูกเอ่ยตามมา คราวนี้กอหญ้าเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล
“ค่ะ” กอหญ้ามองกบด้วยสายตานิ่ง นึกพิจารณาว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ “อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือว่าบริการของเราเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นฉันคิดว่าทีมการตลาดของเราอาจจะให้ข้อมูลคุณได้มากกว่า รอสักครู่ดีไหมคะ”
“ไม่ต้องรอหรอกครับ ผมอยากคุยกับคุณมากกว่า”
“กับฉัน?”
“ต้องขอโทษที่ใช้วิธีนี้ขอพบคุณ แต่คุณน่าจะได้ข่าวของไปป์…ปรัชญา คนรักของคุณบ้าง พอดีผมกับไปป์สนิทกันน่ะครับ เห็นข่าวของไปป์แล้วก็ไม่ค่อยสบายใจ อยากหาทางนำเสนอข่าวที่ถูกต้องเผื่อจะช่วยไปป์ได้บ้าง จำได้ว่าคุณเคยไปงานแต่งงานของแม็คกับพระแพงพร้อมไปป์ใช่ไหมครับ”
คราวนี้กอหญ้ารวบสมุดดินสอ สูดลมหายใจลึก เป็นไปได้อยากขอนามบัตรของตัวเองคืนกลับมาด้วยซ้ำ
“ขอโทษนะคะ ฉันไม่สะดวกจะคุยกับนักข่าวเรื่องนี้”
“เดี๋ยวสิครับ ผมเป็นห่วงไปป์จริงๆ แล้วอีกอย่างเรื่องที่วุ่นๆ ตอนนี้ ถ้าไม่หาทางแก้ข่าวให้เป็นเรื่องเป็นราวรับรองว่าไปป์ลำบากแน่ ผมอยู่วงการนี้มานาน รู้ว่าเรื่องแบบนี้มันดึงดาราร่วงมาได้นักต่อนักแล้ว และก็ไม่อยากให้ไปป์โดนแบบนั้น ช่วยอะไรได้ผมก็อยากจะช่วย” น้ำเสียงที่ฟังดูจริงใจของเขาทำให้กอหญ้านิ่ง นึกชั่งใจ เธอไม่เคยรับมือกับอะไรแบบนี้
“ค่ะ”
“นั่นแหละครับ ผมก็เลยคิดว่าถ้าคุณจะยอมให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับไปป์ ไอ้ข้อหาตีท้ายครัวคนอื่นคงเบาลงได้บ้าง ก็ง่ายๆ …ถ่วงดุลน่ะครับ”
“แต่พี่ไปป์กับพระแพง…” เสียงของกอหญ้าขาดหายไป ‘ไปป์กับพระแพงเคยรักกัน …ตอนนี้ท่าทางจะกลับมาคืนดีกัน’ คำพูดของระรินที่เหมือนฝันร้ายตามหลอกหลอนเธอราวกับจะดังขึ้นอีกครั้งข้างหู
“งั้น ผมขอสัมภาษณ์เลยแล้วกันนะครับ” กบมองท่าทางนิ่งของกอหญ้าแล้วตัดสินว่าเป็นคำตอบรับ จัดการกดปุ่มบันทึกเทปพร้อมกับยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมา “ขอถ่ายรูปก่อนใบหนึ่งนะครับ” คำพูดที่เหมือนขออนุญาตแต่ไม่คอยให้กอหญ้ารับหรือปฏิเสธ ชัทเตอร์ในมือก็ถูกกดรวดเร็ว
กอหญ้าผงะตกใจ แววตาขุ่นโดยไม่ตั้งใจแทบจะทันที เธอขยับลุกยืน
“ฉันไม่มีอะไรจะให้สัมภาษณ์ ขอตัวนะคะ” กอหญ้าบอกแล้วก้าวออกจากห้องรับรองทันที
“เดี๋ยวสิครับคุณกอหญ้า” กบผวาตามแต่ไม่ทัน เพราะมือต้องรีบเอื้อมไปหยิบเครื่องบันทึกเสียง พอก้าวออกมาก็ไม่เห็นกอหญ้าอีกแล้ว เขาก้าวตรงไปที่พนักงานต้อนรับอีกครั้ง แจ้งความจำนงจะขอพบกอหญ้าอีก แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ
“โธ่โว้ย!” กบสบถเพราะไม่ได้ดังใจ
 
เมื่อไม่ได้ข่าวและแหล่งข่าวไม่หลวมตัว กบก็อดหัวเสียไม่ได้ เขาเดินไปหาที่นั่งในร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางแล้วร้องสั่งอาหารมารองท้องตัวเอง
“บะหมี่แห้งหนึ่งนะน้อง”
เขาหยิบนามบัตรของกอหญ้ามาดูแล้วก็เห็นว่าตรงกับข้อมูลที่บุคคลนิรนามส่งมาให้ …จะใครก็ช่างเถอะ…ตอนนี้เขาอยากได้บทสัมภาษณ์กอหญ้า แต่ก็พลาดเสียแล้ว
“ใครวะ” เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นทำให้เขาวางมือจากนามบัตร ล้วงกระเป๋าหยิบมามอง หมายเลขที่ไม่คุ้นเคยสักนิดทำให้สงสัย
“สวัสดีครับ” กบทักไปก่อนหลังจากกดรับ
“สวัสดีค่ะคุณกบ ระรินนะคะ” ชื่อที่ได้ยินทำให้เขานิ่ง พยายามคิดว่าเป็นระรินไหนแล้วก็ยิ้มทันที
“อ๋อคุณริน สวัสดีครับ มีอะไรให้นักข่าวกิ๊กก๊อกอย่างผมรับใช้เหรอครับ” กบทำเสียงสดชื่นตอบไป
“แหม ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ก็แค่โทรมาทักทาย จะว่าไปเราก็คนวงการเดียวกัน น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอ่ะนะคะ”
“เอาแน่ๆ ดีกว่าคุณริน อยากคุยกับผมเรื่องอะไรแน่ครับ บอกมาตรงๆ เลยก็ได้ครับ ผมมันคนตรง พูดกันง่ายๆ สบายๆ”
“งั้นเอากันตรงๆ เลยนะคุณกบ รินจะขอคุยเรื่องข่าวของไปป์ที่คุณกำลังจับอยู่ตอนนี้ เว้นๆ บ้างได้ไหมคุณกบ” ระรินเอ่ยออกมา
ชามบะหมี่ที่ถูกยกมาวางตรงหน้าทำให้กบเบี่ยงตัว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์พรายมุมปากอย่างอดไม่ได้
“แหมคุณริน ผมเป็นนักข่าว งานของผมก็คือทำข่าว คุณรินเล่นขอกันตรงๆ แบบนี้ผมจะลำบากใจสิครับ”
“อาชีพของคุณมันศักดิ์สิทธิ์มีจรรยาบรรณฉันรู้ค่ะ ฉันมันคนตรง ก็เลยขอกันตรงๆ ถ้าคุณจะทำข่าวตรงๆ ด้วยก็จะดีมากเหมือนกันค่ะ”
“ผมทำข่าวตรงๆ แน่ครับ ไอ้ข่าวของผมน่ะไม่มีนั่งเทียนเขียน เหมือนตอนนี้ไง ผมเพิ่งจะเข้าพบคุณกอหญ้ามา เธอก็ยอมพบผมดีๆ นะ ให้นามบัตรแล้วก็ได้ถ่ายรูปมาด้วย” กบทำเสียงให้ฟังดูน่าเชื่อถือ
“อะไรนะ”
“แล้วกัน คุณจะหาว่าผมพูดไม่จริงงั้นสิ อยากเห็นนามบัตรกับรูปถ่ายที่ผมถ่ายมาไหมล่ะครับ ได้ยินมาว่าข้อมูลข่าวของผมมีคนคอยส่งให้คุณบ่อยๆ คราวนี้ผมบริการเต็มที่ ส่งให้ด้วยตัวเองเลยก็ได้” กบพอจะรู้มาบ้างเหมือนกันว่าข้อมูลข่าวของเขามีการรั่วไหล แม้จะเคืองไม่น้อยแต่ก็ยังหาทางจัดการสายของระรินไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้อยู่ในวงการมานาน นอกจากเส้นสายจะเยอะเอาการแล้วยังมีผู้ใหญ่หนุนหลังอยู่เพราะมีเชื้อสายเป็นลูกหลานของผู้ใหญ่นายโต เป็นที่นับหน้าถือตา
“ได้ยินว่าคุณอยากทำคอลัมน์ให้นิตยสารของพี่จี๊ดใช่ไหมคะ ไม่รู้จะยังสนใจไหม เพราะวันก่อนที่ฉันคุยกับพี่จี๊ด แกเปรยๆ ถามว่าพอจะรู้จักใครมีฝีมือเข้าทีบ้าง ก็อดไม่ได้จะนึกถึงคุณ จะว่าไปฝีมือคุณก็น่าจะพอไหวนะ”
คราวนี้กบขยับเก้าอี้เลยทีเดียว
“คุณจะช่วยผม?”
“ฉันก็บอกแล้ว ว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ถ้าช่วยเหลือกันได้ฉันก็ยินดีค่ะ” ระรินเริ่มรู้สึกว่าตัวเองน่าจะเริ่มได้เปรียบ แต่ก็ไม่ผลีผลาม พูดออกไปด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
“ก็นะครับ เรามันก็คนกันเอง แม้จะไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไรแต่ผมก็รู้ครับว่าคุณรินน่ะเก่ง มีฝีมือ”
“ทานข้าวกันสักมื้อไหมคะ ฉันนัดพี่จี๊ดไว้ด้วยอาทิตย์หน้านี้ ไม่รู้คุณกบจะว่างไหม”
แล้วทุกอย่างก็เข้าทางระริน กบแม้จะยังไว้เชิงแต่ก็มีท่าทางอ่อนลง การนัดหมายรับประทานอาหารดูจะเป็นที่น่าพอใจสำหรับทั้งคู่ กบวางสายแล้วหันไปร้องสั่งกาแฟเย็นให้ตัวเอง ตามองนามบัตรของกอหญ้ายิ้มเจ้าเล่ห์สมใจ
กินบะหมี่ก่อนแล้วค่อยส่งของฝากไปให้ก็แล้วกัน อย่างน้อยก็จะช่วยยืนยันว่าเขามีฝีมือ ไม่ได้นั่งเทียนเขียนข่าวใคร
 
ตัวเลขมากมายถูกเขียนจนเต็มแผ่นกระดาษที่เคยว่างเปล่า การเขียนวนไปมาแต่ซ้ำกันอยู่ที่ตัวเลขเดิมๆ ทั้งหมดนั้นคือหมายเลขโทรศัพท์มือถือของปรัชญา ความไม่สบายใจเกี่ยวกับนักข่าวที่มาขอพบทำให้เธออยากโทรศัพท์หาเขา แต่ก็กลัว กลัวจะได้ยิน…ได้ฟังสิ่งที่ทำให้หัวใจเจ็บปวด
แม้จะพยายามบอกให้เชื่อใจเขา…บอกตัวเองว่าสิ่งที่เธอได้ยินจากระรินมันไม่ใช่เรื่องจริง แล้วสุดท้ายปรัชญาจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วมาหาเธอเอง มาอธิบายทุกอย่างด้วยตัวของเขา มากอดและปลอบเธอเอาไว้
...เธอกำลังกำลังหลงติดอยู่ในความฝันและไม่อยากจะก้าวออกมาสู่โลกของความเป็นจริงอย่างที่เคยกลัวจนได้...
‘ผมเป็นนักข่าว’ กอหญ้าชะงักมือที่เขียนตัวเลข การได้เผชิญหน้ากับสื่อวันนี้ทำเอาเธอวางตัวไม่ถูก การที่เธอปฏิเสธไม่ให้สัมภาษณ์วันนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดหรือเปล่า …นักข่าวคนนั้นน่าจะได้ข่าวไปเขียนใหม่เพื่อแก้ข่าวให้กับพี่ไปป์…
“พี่หญ้าคะ ลงไปพร้อมกันไหมคะ” เสียงชวนของดาริกาทำให้กอหญ้าเงยหน้าไปมองนาฬิกา …ได้เวลาเลิกงานแล้ว…ป่านนี้อเล็กซ์คงมารอรับเธอ
“ไปสิ” กอหญ้ารวบกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวเลขเข้ากับสมุดโน้ตส่วนตัว หันไปเก็บกระเป๋าปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วลุกเดินไปสมทบกับดาริกาและอารีย์ที่ยืนคอยหน้าห้อง
“บายจ้า” เวลาเลิกงานที่ใครๆ ก็พากันทยอยกลับบ้านทำให้มีเสียงบอกลาเป็นระยะ กอหญ้าไม่ค่อยได้ทักตอบมากมายนอกจากยิ้มที่มุมปากกลับไปเท่านั้นเอง ต่างกับอารีย์และดาริกาที่ยกมือโบกประกอบแทบจะตลอดเวลา
พี่ชายที่ยืนคุยอยู่กับอเล็กซ์หน้าออฟฟิศทำให้กอหญ้าหยุดยืนสูดลมหายใจลึก ตั้งแต่มีเรื่องกันเมื่อวานเธอหลบหน้าและแทบจะไม่ยอมคุยกับเขา
ทิวไผ่สาวเท้าเข้ามาหาน้องสาว ส่งมือมาขอรับกระเป๋าและข้าวของโดยไม่พูดอะไรเหมือนกัน กอหญ้าหันไปยิ้มให้อารีย์กับดาริกาเป็นการบอกลาแล้วก้าวเดินตามไปเงียบๆ
“พี่ทิวจะกลับแล้ว เลยแวะออกมาพร้อมกันน่ะ เดี๋ยวเราไปสนามบินก่อนนะญาญ่า” อเล็กซ์เป็นคนให้ความกระจ่างกับการปรากฏตัวของพี่ชายเธอตอนนี้
“นึกว่ามาคุม” กอหญ้าเอ่ยเสียงเรียบ
“เจ้าหญ้า” ทิวไผ่ได้แต่เรียกชื่อของน้อง ใบหน้าที่มองเมินเรียบนิ่งเย็นชายของกอหญ้าทำให้เขาถอนหายใจ
อเล็กซ์ได้แต่มองท่าทางของสองพี่น้องด้วยความหนักใจกึ่งเป็นห่วง แล้วทำเสียงร่าเริงเปลี่ยนบรรยากาศเปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ
“ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวตกเครื่อง ว่าแต่พี่ทิวจะแวะที่ไหนก่อนไหมครับ”
“ไม่ต้องหรอก ไปสนามบินเถอะ” ทิวไผ่ตอบ อเล็กซ์รับคำแล้วขับรถเคลื่อนออกจากลานจอด
เสียงเพลงจากเครื่องเสียงภายในรถไม่ช่วยให้บรรยากาศเคร่งเครียดภายในรถดีขึ้นสักเท่าไรนัก กอหญ้าที่นั่งอยู่ข้างหลังนิ่งเงียบราวกับไม่มีตัวตน ทิวไผ่ก็มีสีหน้าเครียดไม่มีแววขี้เล่นอารมณ์ดีเหมือนเคย เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าที่มือถือของทิวไผ่ทำให้อเล็กซ์เอื้อมมือไปลดความดังของเพลง
“ทิวครับ” ทิวไผ่เอ่ยรับสาย แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเพราะเสียงที่ได้ยินมาตามสาย เป็นเสียงของคนที่ไม่น่าจะกดโทรศัพท์มาหาเขาเลย
“นี่ฉันระรินนะ ฉันไม่ได้อยากโทรมาหานายนักหรอก แต่มันทนไม่ไหว ถ้านายเป็นเพื่อนของไปป์จริง ช่วยสงเคราะห์เพื่อนหน่อยได้ไหม บอกน้องสาวของนายให้อยู่นิ่งๆ อย่าหาเรื่อง”
“นี่มันอะไรกันครับพี่ริน”
ชื่อของระรินและน้ำเสียงของพี่ชายทำให้กอหญ้าขยับตัว ระรินโทรหาพี่ชายเธอทำไมกัน
“ก็น้องสาวนายอยากจะดัง อยากให้ใครๆ รู้ว่าเป็นแฟนไปป์จนตัวสั่น ให้สัมภาษณ์สื่อนายรู้ไหมล่ะ”
“หญ้าน่ะเหรอครับให้สัมภาษณ์ ไม่จริง น้องผมไม่ทำอะไรแบบนั้นแน่” ทิวไผ่เกือบตวาดกลับ
“จริงไม่จริงนักข่าวมันก็มีนามบัตรน้องนาย แล้วยังได้ถ่ายรูปมาด้วย ช่วยบอกน้องนายด้วยนะว่าถ้าอยากดังก็บอกกันตรงๆ ฉันปั้นไปป์มาได้ก็คงจะพอหาทางสงเคราะห์น้องนายได้เหมือนกัน คงไม่ลำบากนักหรอก” น้ำเสียงไม่น่าฟังของระรินทำเอาทิวไผ่แทบจะทนฟังไม่ได้ ถ้าระรินอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ คงได้มีประทะกันแรงๆ ให้เลือดตกยางออก
“พี่ริน ผมบอกว่าอย่าแตะน้องผม” เสียงของทิวไผ่กร้าวลอดไรฟัน แววตากร้าวกระด้าง
“ฉันไม่ได้อยากแตะ แต่จะขอเตือน อยู่เฉยๆ จำไว้” น้ำเสียงของระรินฉุนเฉียวไม่แพ้กัน เธอกำลังพยายามจัดการเรื่องราวทุกอย่างให้เรียบร้อย แต่สิ่งที่ได้รับรู้จากกบทำเอาเธอแทบจะสติแตก
ทิวไผ่ไม่ทนฟังอะไรต่อไปอีก จัดการกดวางสายรวดเร็ว มือกำโทรศัพท์แน่น
“พี่รินโทรมาทำไมพี่ทิว” กอหญ้าผวาเข้ามาใกล้พี่ชายทันที
“มีนักข่าวไปหาหญ้าเหรอ” ทิวไผ่ถามกลับ คราวนี้กอหญ้าอึ้ง
“หญ้า…หญ้า…”
“นักข่าวมันเอาไปบอกพี่รินว่าหญ้าให้สัมภาษณ์ อยากดัง ไอ้บ้าเอ้ย!” ทิวไผ่สบถ เขาไม่ได้นึกว่าเป็นความผิดของน้อง แต่กำลังนึกโมโหนักข่าว …ในที่สุดสื่อก็คุกคามน้องเขาจนได้…
เสียงโทรศัพท์ของทิวไผ่ดังขึ้นอีกครั้ง เขามองหมายเลขโทรเข้าที่เป็นเบอร์เดียวกันที่ตัวเองเพิ่งเสียมารยาทกดตัดสายหน้าเครียด เรียกชื่อคนโทรเข้ามาเสียงขุ่น “พี่ริน” แล้วเขาก็ต้องตกใจเพราะกอหญ้าเอื้อมมือมาดึงไปกดรับทันที
“เจ้าหญ้า!”
“แกไม่มีสิทธ์มากระแทกโทรศัพท์ใส่หูฉัน” เสียงระรินแผดมาตามสาย
“พี่รินนี่หญ้านะคะ คือนักข่าวมาหาแต่หญ้า…” กอหญ้าปฏิเสธไปตามสาย ไม่อยากให้ระรินเข้าใจเธอผิด พลางขยับเลี่ยงให้ไกลมือพี่ชายที่เอี้ยวตัวมาพยายามแย่งโทรศัพท์คืน
“อ๋อ เธอ ฉันขอเตือนเลยนะ ว่าให้อยู่เฉยๆ” ระรินเค้นเสียงพูดแทรกทันทีที่รู้ว่ากำลังคุยกับใคร น้ำเสียงผ่านมาฟังดูน่ากลัวข่มขวัญ
“หญ้าไม่ได้ให้ข่าวนะคะ”
“เธอไม่ให้แล้วไอ้กบมันได้นามบัตรเธอมาจากไหน เธอควรจะรู้นะว่าเรื่องแบบนี้มันอาจจะทำให้ไปป์ลำบาก นี่ตกลงรักกันจริงหรือจ้องจะทำลายกันว่ามาตรงๆ เลยดีกว่า”
“พี่ริน!” กอหญ้าตกใจกับข้อกล่าวหา
“ทำอะไรให้ไปป์ไม่ได้ก็อย่าถ่วงขวางทาง หาเรื่องฉุดเขา” ระรินกระแทกเสียงมาก่อนจะกดตัดสาย ทิวไผ่ขยับมาหยิบโทรศัพท์ออกจากมือของน้องสาวที่ตอนนี้เหมือนกำลังตื่นตกใจ
“อเล็กซ์จอดรถที” ทิวไผ่บอก แล้วเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับ ก้าวไปเปิดประตูด้านหลังเข้าไปหากอหญ้า สองตาของเธอว่างเปล่าไร้แววด้วยความตื่นตกใจ หยาดน้ำรื้อมาคลอแล้วค่อยๆ รินลงมาเปื้อนแก้มเป็นทางยาว ทิวไผ่มองแล้วใจหาย รั้งร่างของน้องมาแนบอก
“หญ้า” ไม่มีเสียงสะอื้นหรือเสียงใดๆ สักนิดดังมาจากกอหญ้า ทิวไผ่สงสารน้องจับใจ ยกมือหนึ่งลูบปลอบเบาๆ
“ไม่เป็นไรนะหญ้านะ อย่าไปฟังพี่รินนะ” แม้จะไม่ได้ยินกับหูแต่ทิวไผ่ก็พอจะรู้ว่าระรินพูดอะไรกับกอหญ้าบ้าง
“พี่ทิวช่วยหญ้าหน่อยได้ไหม” กอหญ้านิ่งนานก่อนจะเอ่ยออกมาหลังจากสูดลมหายใจลึก
“อะไร”
“ถอดสร้อยที่คอให้ที”
ทิวไผ่พยักหน้าก่อนจะเลื่อนมือไปปลดสร้อยคอน้องแล้วยื่นมาให้ กอหญ้าไม่รับแต่ทอดสายตามองสร้อยและกางเขนที่อยู่ในมือพี่ชายนัยน์ตาคลอหน่อยไปด้วยหยาดน้ำ แววของความปวดร้าวเสียใจฉายชัด
“ฝากคืนพี่ไปป์แทนหญ้าทีนะพี่ทิว” กอหญ้าบอกพี่ชายพร้อมๆ กับที่หยาดน้ำตารินลงมา เปลือกตาถูกปิดลงอีกครั้งพร้อมกับเอียงกายพิงอกพี่ชายอย่างอ่อนล้าหมดเรี่ยวแรง …เธอไม่มีทางช่วยอะไรปรัชญาได้นอกจากจะเป็นตัวถ่วงของเขาเท่านั้นจริงๆ
พี่ไปป์…หญ้าขอโทษ

 
แนะนำพูดคุยกันได้ ที่นี่ ค่ะ