Subscribe to:

เธอ...ที่รัก ตอนที่ 35

 

ระรินถูกตามตัวโดยปรัชญาแล้วก็ต้องโมโหกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“ยุ่งกับเขาทำไมเนี่ยไปป์!” แม้จะไม่ชอบใจนักแต่ระรินก็พยายามกดเสียงให้เบาลง บอกปรัชญาด้วยสีหน้าไม่พอใจอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องพักในโรงพยาบาลของพระแพง
“แพงไม่มีใคร”
“สามีเค้าไง ไม่ใช่ไปป์!” ระรินแค่นเสียงสวนกลับ
“ก็เพราะมันไง แพงถึงต้องเป็นแบบนี้”
“แล้วไง จะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษอย่างนั้นสิ แล้วลองมองดูสิว่าตอนนี้สถานการณ์มันเป็นยังไง”
“ช่วยผมหน่อยพี่ริน”
“แน่ล่ะ ยังไงพี่ก็ต้องช่วยไปป์” ระรินบอกแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมา กดหาคนมาช่วยเธอแก้ไขสถานการณ์ แล้วก็ได้บทสรุป…ทางผู้จัดละครทีวีที่กำลังถ่ายทำจะช่วยส่งคนมาจัดการดูแลนักข่าวพร้อมทั้งจะให้ข่าวว่าพระแพงประสบอุบัติเหตุระหว่างถ่ายทำ และปรัชญาช่วยพามาส่งโรงพยาบาล
“จะไปไหน” ระรินกระซิบเมื่อเห็นปรัชญาทำท่าทางจะขยับตัวตอนที่นักข่าวกำลังหันไปสนใจเจ้าหน้าที่ของกองถ่าย
“ผมจะไม่อยู่สักสองสามวันนะพี่ริน แพงเป็นแบบนี้คงถ่ายละครไม่ได้อยู่แล้วน่าจะไม่มีปัญหาอะไร”
“จะไปเชียงใหม่ใช่ไหม งั้นดูนี่เลย พี่มีอะไรจะให้ดู อยากเห็นไหม” ระรินรู้ทันรีบดักคอ
“อะไรอีกครับพี่” ปรัชญาเริ่มนึกรำคาญ เขาอยากไปสนามบินเร็วๆ
“ดูแล้วคิดให้ดีๆ เลยนะว่ากับผู้หญิงที่มั่วไม่เลือกแบบนี้ยังจะอยากเสี่ยงให้ตัวเองพังไปด้วยหรือเปล่า”
“พี่ริน!” คำพูดที่ได้ยินทำให้ปรัชญาไม่พอใจทันที ดวงตาวาวโรจน์ราวกับจะเรืองแสงได้ แต่แล้วก็กลายเป็นเบิกกว้างเอื้อมมือมาคว้าโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดที่มีหน้าจอกว้างเพื่อรองรับฟังก์ชั่นการใช้งานที่มากขึ้นโดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับอะไรก็ตามที่ต้องมองผ่านหน้าจออย่างเช่นภาพถ่าย อย่างที่กำลังทำให้เขาตื่นตกใจอยู่ตอนนี้
…กอหญ้ากับอเล็กซ์… อาการจับมืออ้อยอิ่งและสายตาที่แม้จะมองไม่เห็นชัดนักแต่ก็ทำให้หัวใจของปรัชญากระตุก ผ้าที่คล้องประคองแขนของเธอบอกให้รู้ว่ารูปนี้ถ่ายไม่นานนี่เอง
ไม่จริง หญ้าไม่มีอะไรกับอเล็กซ์ แม้จะพยายามบอกตัวเองแบบนั้นแต่ความหวาดระแวงก็ผ่านเข้ามาทันที ทำไมยังติดต่ออเล็กซ์อีก เธอไม่เคยเอ่ยถึงอเล็กซ์ให้เขารู้เลยแม้แต่นิดเดียวจนเขารู้เข้าโดยบังเอิญเพราะจารวีหลุดปาก ยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจกันให้เรียบร้อยว่าทำไมถึงทำราวกับปิดบังเขาก็มามีเรื่องวุ่นวายเสียก่อน …แล้วนี่พี่รินได้รูปพวกนี้มาจากไหนกัน…
“พี่เอารูปพวกนี้มาจากไหน”
“มีคนส่งให้นักข่าวน่ะสิ พอดีซี้กันพี่ถึงได้มา พร้อมประวัติด้วยนะ อยากได้ไหมล่ะ”
คนในสำนักพิมพ์ที่เคยส่งอีเมล์ภาพข่าวของนักข่าวที่ชื่อกบ โทรหาระรินเช้านี้ว่ามีคนส่งภาพพวกนี้มาให้พร้อมประวัติของหญิงสาวในภาพ เขาจำได้ว่ากอหญ้าคือคนที่สำนักข่าวตัวเองกำลังเล่นข่าวแรงเอาเรื่อง แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของงานแต่ความสนิทสนมกับระรินทำให้อดไม่ได้ที่จะบอก จนกระทั่งระรินขอภาพพวกนี้ก็ยังยอมส่งให้โดยดี แต่ไม่รับปากว่าจะทำอะไรได้เพราะสำหรับเขาเองก็เป็นแค่พนักงานเล็กๆ ภายในสำนักพิมพ์เท่านั้น
“พร้อมประวัติ!” ปรัชญาตกใจ
“ใช่น่ะสิ ท่าทางจะมีศัตรูรอบตัวเหมือนกันนะ เด็กของไปป์เนี่ย” ระรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งหยันกึ่งไม่สบายใจ ต่อให้ไม่ชอบทิวไผ่แค่ไหนแต่ระรินก็ยังมีสำนึกผิดถูกว่ากอหญ้าเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่กำลังตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว
“ช่วยผมหน่อยได้ไหมพี่ริน อย่าให้อะไรมันเลยเถิดมากไปกว่านี้” ปรัชญาเริ่มนึกเป็นห่วงคนรัก แม้ความหึงหวงจะแล่นจับหัวใจแต่ความห่วงใยไม่น้อยกว่าเลยแม้แต่นิดเดียว
“จะลองดูนะ ตอนนี้คงยังไม่มีอะไรหรอกเพราะว่าเด็กของไปป์เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ ไม่น่าจะมีใครสนใจเล่นข่าวมากมาย แต่ไปป์ต้องอยู่ที่นี่ ไม่ไปไหนทั้งนั้นไม่อย่างนั้นเกิดพวกนักข่าวรู้เข้าแล้วสนใจขึ้นมาจริงๆ ใครก็ช่วยไม่ได้ทั้งนั้นรู้ไหม”
เป็นครั้งแรกที่ปรัชญาเริ่มรู้สึกหมดหนทาง เขาทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ใกล้ตัวพูดไม่ออก ระรินมองท่าทางของเขาแล้วถอนหายใจโล่งอก …อย่างน้อยตอนนี้ไปป์ก็น่าจะยอมฟังเธอบ้าง…
 
มื้อเที่ยงที่อยู่กันพร้อมหน้า ขาดแต่ผู้นำครอบครัวที่ไปทำงานแต่ก็ดูอบอุ่นเพราะทิวไผ่นับเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวที่แทบจะหาโอกาสมาทานข้าวพร้อมหน้าแบบนี้ไม่ได้ แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่คนในครอบครัวมีปัญหาก็ตาม
…ครอบครัว…ความผูกพันทำให้วันที่เจ็บปวด ทุกหัวใจจะกลับมาโอบล้อมกันไว้…
“แล้วนี่ทิวจะอยู่กี่วันลูก เจน่าล่ะ ทำไมไม่ชวนมาพร้อมกัน”
“คงอยู่หลายวันไม่ได้ครับแม่ ยังมีงานให้ห่วงหลายอย่าง เจน่าเองก็ยุ่งๆ เลยไม่ได้มาด้วยกัน” ทิวไผ่ตอบมารดาแต่ตามองน้องสาวด้วยความเป็นห่วง
เท่าที่คุยกับบิดา…ท่านบอกชัดว่าไม่ต้องการให้ปรัชญาคบหากับกอหญ้าอีกต่อไป ในขณะที่ทิวไผ่รู้สึกว่าความผูกพันที่กอหญ้ามีให้ปรัชญาก็ไม่น้อยเลยเช่นกัน เขาผิดเองที่ไม่ขวางไว้ตั้งแต่แรก
“งานยุ่งเหรอลูก”
“นิดหน่อยครับแม่ บริษัทกำลังไปได้สวย” ความเจริญก้าวหน้าของบริษัทที่กำลังเติบโตไปได้ด้วยดีทำให้เขายิ่งวางตัวลำบากกับปรัชญา ที่นอกจากจะเป็นเพื่อนสนิทยังเป็นหุ้นส่วนร่วมก่อตั้งบริษัทมาด้วยกัน …ทุกอย่างจะพังลงไปคราวนี้หรือเปล่า…
“ไม่ต้องห่วงหญ้าหรอกนะพี่ทิว งานยุ่งก็กลับไปทำงานเถอะ” กอหญ้าบอกพี่ชายพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ที่คนในครอบครัวซึ่งรู้จักนิสัยดีมองปราดเดียวก็รู้ …ฝืน…
“ทำไล่นะเรา ได้ยินว่าจะไปอังกฤษเหรอ” ทิวไผ่ทำเป็นพูดเหมือนปกติ เรื่อยเปื่อย
“อือ ทำงาน…ไปกับเจ้านาย”
“อ้าว ไม่เห็นเล่าให้แม่ฟังเลย” คุณราตรีที่เพิ่งจะรู้ว่าลูกสาวจะเดินทางถาม
“ก็เหมือนทุกทีน่ะค่ะ ไม่มีอะไรหรอก…ไปหาลูกค้า” กอหญ้าบอกมารดาพร้อมกับยิ้มขอบคุณอเล็กซ์ที่ช่วยดูแลอำนวยความสะดวกให้คนแขนเดียวตอนนี้ในเรื่องการตักอาหาร
“อเล็กซ์บอกว่าอาจจะกลับอังกฤษแล้วเหมือนกัน เลยไปเที่ยวต่อสักพักดีไหม…พักสมอง” ทิวไผ่ถามน้อง แล้วหันไปมองสบตาคุณราตรีที่มองอย่างสงสัยว่าลูกชายกำลังคิดอะไร
“เอาไว้ว่ากันอีกทีนะคะ” กอหญ้าแบ่งรับแบ่งสู้ ยังไม่อยากตัดสินใจตอนนี้แล้วก็ขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ในบ้านดังขึ้น มือใหญ่ของทิวไผ่วางลงมาซ้อนทับมือของน้องที่อยู่บนโต๊ะอาหารเป็นเชิงกดเอาไว้ไม่ให้ลุกยืน
ป้อมวิ่งมาจากหลังบ้านยกหูรับสายรู้งานอย่างรวดเร็ว คำสั่งของคุณทิวาที่ย้ำหนักหนาคือห้ามกอหญ้ารับโทรศัพท์
“อยู่ครับ…ไม่ได้ครับ…ไม่ได้จริงๆ ครับ” ป้อมตอบไปตามสาย แววตาอึดอัดที่หันมามองกอหญ้าทำให้คนถูกมองรู้ทันทีว่าใครโทรมา เธอขยับลุกทันทีแต่ช้ากว่าพี่ชาย ทิวไผ่ก้าวเข้าไปแย่งโทรศัพท์มาจากป้อมแล้ววางสายทันทีไม่สนใจจะพูดอะไรแม้แต่คำเดียว
“พี่ทิว!” กอหญ้ามองพี่ชายที่จัดการถอดปลั๊กโทรศัพท์อีกด้วย อย่างตกใจ
“พี่ห้ามแล้วหญ้า คราวนี้พี่ห้ามจริงๆ และจะขวางจริงๆ เลิก!” ทิวไผ่บอกแล้วก็หัวใจเหมือนถูกกระตุกกับแววตาของน้องที่ได้เห็น มันสลดวูบสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจที่แตกสลาย
กอหญ้ามองพี่ชายอย่างไม่เชื่อสายตากับสิ่งที่เขาทำลงไปและบอกเธออยู่ตอนนี้ ก่อนจะสะบัดตัววิ่งขึ้นบันไดบ้านไปอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจเสียงเรียกของมารดาที่ตามมาแม้แต่นิดเดียว
“ทิว…”
“แม่จ๋า”
“ตึงเกินไปหรือเปล่าลูก…เราไม่เคยทำแบบนี้กับหญ้า” คุณราตรีเริ่มไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ทำลงไปเพราะคิดว่าดีสำหรับลูกสาว สุดท้ายแล้วมันดีจริงหรือเปล่า
“ทิวก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ทิวขอโทษนะครับ…มันเป็นความผิดของทิวเอง” ทิวไผ่อดไม่ได้ที่จะโทษตัวเองอีกครั้ง
“โธ่…ลูก” คุณราตรีไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป แววตากลัดกลุ้มฉายชัด
อเล็กซ์มองแม่ลูกแล้วเบือนสายตาไปตามบันได ใจคิดถึงกอหญ้าด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน
 
ร่างเล็กที่ก้าวลงมาจากชั้นบนของบ้านในเครื่องแต่งกายที่พร้อมจะออกไปข้างนอกทำให้คุณราตรี ทิวไผ่และอเล็กซ์หันไปมองแทบจะพร้อมกัน สีหน้าเรียบเฉยที่ก้าวเข้าไปหยิบกุญแจรถชะงักก่อนจะเบือนหน้ามาหามารดา
“หญ้าจะไปทำงานนะจ๊ะ”
“พี่จะไปส่ง”
“แล้วจะอยู่เฝ้าเหมือนที่พ่อจ๋าส่งคนไปเฝ้าหญ้าเลยไหม” กอหญ้าถามพี่ชายน้ำเสียงท้าทาย ท่าทางของกอหญ้าที่ได้เห็นทำให้คุณราตรีใจไม่ดี …เมื่อแรงกับลูกมากเกินไป…ตอนนี้กอหญ้าพร้อมจะดื้อและแรงกลับแล้วเช่นกัน…
“ขับรถเองไม่ได้หรอกลูก มือเดียวแบบนั้น อเล็กซ์ไปส่งหญ้าให้มัมหน่อยได้ไหม” คุณราตรีหันไปหาชายหนุ่มต่างชาติ มือหนึ่งเอื้อมไปรั้งข้อมือของทิวไผ่เอาไว้
“ครับมัม… ญาญ่า ให้ผมไปส่งนะ” อเล็กซ์ก้าวเข้าไปหากอหญ้าด้วยท่าทางเป็นมิตรพร้อมรอยยิ้ม กอหญ้ามองมารดาแล้วถอนหายใจ ก้าวเข้าไปหอมแก้มท่านก่อนจะขยับห่างแล้วเดินนำอเล็กซ์ออกจากบ้านโดยไม่หันมามองทิวไผ่แม้แต่นิดเดียว
“ปล่อยน้องไปนะทิว” คุณราตรีปรามลูกชายที่ทำท่าทางจะก้าวตามน้อง
“แม่จ๋า”
“หญ้าดื้อเงียบทิวก็รู้ แม่ว่าตอนนี้เราตึงกับน้องมากเกินไปแล้วนะลูก พ่อจ๋าคนหนึ่ง…แม่ก็คนหนึ่งเหมือนกันก่อนที่ทิวจะมา แล้วพอทิวมาก็ห้ามน้องแรงๆ อีกคน แม่ไม่อยากให้น้องเตลิดมากไปกว่านี้ มันจะเหมือนธนูนะทิว ดึงแรง…รั้งให้ตึงเท่าไร ลูกธนูก็จะพุ่งเร็วและดีดแรงมากเท่านั้นนะลูก”
“ทิวขอโทษนะครับ …เพราะทิวแท้ๆ…” ทิวไผ่ทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง คุณราตรีนั่งลงข้างลูกชาย หัวใจนึกตั้งคำถาม …สุดท้ายแล้วพวกท่านกำลังเป็นคนทำร้ายจิตใจกอหญ้าเองหรือเปล่า…
 
 แทนที่จะไปทำงานเหมือนที่บอกมารดาและพี่ชาย กอหญ้ากลับขอให้อเล็กซ์ขับรถไปยังร้านกาแฟที่ตัวเองเป็นลูกค้าขาประจำ มุมโปรดที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวซึ่งว่างเปล่าราวกับจะรอการมาของเธอทำให้กอหญ้าก้าวเข้าไปนั่งทันทีหลังสั่งเครื่องดื่มประจำตัว
แววตาหมองของเธอทำให้อเล็กซ์ที่เดินตามมานั่งใกล้ไม่สบายใจ
“ผมจะช่วยญาญ่าได้บ้างไหม”
“ขอยืมโทรศัพท์มือถือหน่อยได้ไหมอเล็กซ์” กอหญ้าเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา อเล็กซ์ขยับตัวเพื่อจะหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาส่งให้แต่โดยดี
กอหญ้ากดหมายเลขที่ตอนนี้จำได้ขึ้นใจ แล้วรอให้ปลายทางรับสาย…เนิ่นนานจนเธอเกือบถอดใจแต่แล้วก็ได้ยินเสียงรับสาย
“พี่ไปป์”
ชื่อเรียกที่จำได้ดีทำให้แววตาของอเล็กซ์หม่นแสงชั่วครู่โดยที่กอหญ้าไม่ทันได้สังเกตเห็น
“ฉันไม่ใช่ไปป์”
“คุณ…”
“ระริน…คงจำได้สินะ”
“พี่ริน…”
“ใช่ฉันเอง เธอน่าจะเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ว่าอะไรๆ มันเลยเถิดจนเป็นปัญหาไปแล้ว ถ้าจะให้ดีฉันว่าเธอน่าจะเลิกติดต่อไปป์ได้แล้วนะ”
“พี่ไปป์ให้พี่รินบอกหญ้าเหรอคะ”
“คิดเอาเองสิ ฉันใช้โทรศัพท์ของใครคุยกับเธอล่ะ ถ้าเขาไม่อนุญาตฉันจะกล้าเหรอ”
หยาดน้ำรื้อมาคลอตาของกอหญ้า ‘จำไว้ว่าพี่รักหญ้านะ’ พี่รินพูดไม่จริง พี่ไปป์เคยบอกเธอแบบนี้นี่นา
“ขอหญ้าพูดกับพี่ไปป์หน่อยได้ไหมคะ”
“ไปป์ไม่สะดวกจะคุย ตอนนี้เราอยู่ที่โรงพยาบาล พระแพงมีปัญหาไปป์กำลังช่วยดูแลอยู่ เธอน่าจะได้ข่าวพระแพงกับไปป์มาบ้างนะ ฉันจะถือว่าทำบุญก็แล้วกันไหนๆ เราก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ฉันจะบอกอะไรที่เธอไม่รู้ให้นะ ไปป์กับพระแพงเคยรักกันก่อนที่พระแพงจะแต่งงานกับแม็ค แต่แยกกันไปเพราะน้อยอกน้อยใจอะไรกันฉันก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้ท่าทางจะกลับมาคืนดีกันมั้ง เพราะพอพระแพงมีปัญหาไปป์ก็รีบมาเลย” ระรินพูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงแต่คิดว่าเหมาะสมที่สุดในตอนนี้
ฉันช่วยเธอนะกอหญ้า หาทางให้เธอตัดใจจากไปป์เสียจะได้ไม่ต้องมาเสียชื่อเสียง อีกอย่างถ้าเธอไม่ยอมไปดีๆ ไปป์ต้องไม่ยอมแน่
“อะไรนะคะ…แต่มันเป็นแค่ข่าวไม่ใช่เหรอคะ” หัวใจที่เหมือนถูกบีบทำให้หยาดน้ำรื้อมาคลอสองตา แต่กอหญ้ายังพยายามที่จะยังเชื่อใจปรัชญา
“ฉันไม่รู้ว่าไปป์บอกอะไรเธอ อาจจะพยายามลืมพระแพงให้ได้เลยอยากจะเริ่มต้นกับเธอแต่เธอน่าจะนึกออกนะ ในเวลานี้ที่ทั้งเธอและพระแพงมีปัญหา เขาเลือกที่จะอยู่เคียงข้างพระแพงมากกว่า บอกตรงๆ นะว่าฉันก็ปวดหัวเหมือนกันที่ไปป์ทำแบบนี้ เพราะตอนนี้พระแพงไม่ใช่คนตัวเปล่า แม็คก็เลือดร้อนต้องวุ่นแน่ๆ ไหนๆ ก็ไหนๆ ฉันขอร้องอะไรเธอสักอย่างได้ไหม ตื่นจากความฝันเสียทีแล้วมองดูว่าโลกของความจริงมันคืออะไรแน่ เพราะลำพังปัญหาที่มีตอนนี้ไปป์ก็รับมือยากแล้ว ถ้าเธอยอมถอยออกไปสักคน อย่างน้อยเรื่องยุ่งๆ จะได้ลดลงบ้าง…ถือว่าทำเพื่อเขาสักครั้งได้ไหม”
ประโยคยาวๆ ที่ตามมาทำให้กอหญ้าอึ้งพูดไม่ออก ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าการสนทนาจบลงเมื่อไรและด้วยประโยคไหน แต่หัวใจเจ็บจนร้าว หยาดน้ำตาคลอที่สองตาแล้วรินออกมาเปื้อนแก้ม
ไม่จริงใช่ไหม…ทุกอย่างเป็นเรื่องหลอกกันเล่น… แม้จะพยายามบอกตัวเองให้เชื่อแต่น้ำตาก็ยังไม่หยุดริน ทุกความอ่อนโยน…คำมั่นสัญญา…สัมผัสอ่อนหวานยังคงอยู่ในความทรงจำ
“ญาญ่า…” อเล็กซ์มองท่าทางของกอหญ้าแล้วตกใจ เขาไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูดกับคนในสายแม้แต่น้อยเพราะบทสนทนาที่เป็นภาษาไทย แต่ท่าทางของเธอที่ราวกับคนเสียขวัญทำให้เขาเป็นห่วง
“พาหญ้าบ้านที…กลับบ้าน” กอหญ้าฝืนพูดได้แค่นั้น
“ครับ กลับบ้านกันนะ” อเล็กซ์รับคำ รั้งร่างของเธอให้ลุกยืนแล้วเดินโอบประคองเอาไว้ หยาดน้ำตาของเธอที่รินออกมาโดยที่ไม่มีเสียงสะอื้นสักนิดทำให้เขาได้แต่เป็นห่วง ไม่กล้าถาม แต่ก็พร้อมจะเป็นอยู่เป็นเพื่อนที่เข้าใจเธอเสมอ
 
“มีใครโทรหาผมหรือเปล่าพี่ริน” เสียงเรียกของปรัชญาทำเอาระรินสะดุ้งเกือบสุดตัว รีบเกลื่อนสายตาเป็นปกติหันไปมอง
“มาเงียบๆ ตกใจหมด”
“มีใครโทรหาผมหรือเปล่า” ปรัชญาถามย้ำ ยื่นมือมาขอโทรศัพท์มือถือที่ฝากไว้กับระรินคืน
“สัมภาษณ์เสร็จแล้วเหรอ” ระรินไม่ตอบคำถามของปรัชญา
“ครับ”
“ดีแล้วล่ะ ให้ข่าวเหมือนที่คุยกันไว้ใช่ไหม” ผู้จัดละครขอร้องให้ปรัชญาร่วมให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอาการป่วยของพระแพง ทำให้เขาต้องฝากโทรศัพท์มือถือไว้กับระริน เปิดโอกาสให้ผู้จัดการสาวได้คุยกับกอหญ้า และน่าจะทำให้เธอหายไปจากชีวิตของเขาได้
“ครับ” ปรัชญาตอบสั้นๆ ยกโทรศัพท์มือถือมาดู หวังจะมีหมายเลขโทรศัพท์ของกอหญ้าแต่ก็ไม่พบ แล้วเขาก็ได้แต่ถอนหายใจ ระรินที่แอบสังเกตนึกโล่งใจที่ตัวเองจัดการลบ record เบอร์โทรเข้าล่าสุดเรียบร้อยแล้ว
“ช่วงนี้คิวถ่ายละครเรื่องนี้จะถูกปรับหมดนะ เค้าจะยกช่วงที่มีพระแพงออกไปก่อนแล้วเร่งเอาคิวอื่นที่ถ่ายได้ขึ้นมานะไปป์” ระรินบอกรายละเอียดที่ทางกองถ่ายแจ้งมา
“พรุ่งนี้ผมขอพักก่อนนะพี่ริน”
“พัก? ไปไหน เชียงใหม่เหรอ ไม่นะไปป์” อาการนิ่งเงียบของปรัชญาแทนคำตอบว่าระรินคิดถูก
“อย่าไปพี่ขอเตือน เพราะไม่อย่างนั้นคนที่เสียคือกอหญ้า รักกันไม่ใช่เหรอ ไม่ห่วงเขาหรือยังไงว่านักข่าวจะตามจิก รอให้เรื่องมันเงียบก่อนได้ไหม อย่างน้อยก็ให้ละครมันจบก่อน”
“ครั้งเดียว ขอผมไปเชียงใหม่ครั้งเดียวพรุ่งนี้ แล้วผมจะกลับมาทำงานให้พี่”
“โทรหาก็ไม่ได้ไม่ใช่เหรอตอนนี้ ติดต่อยากเย็นเพราะที่บ้านเค้าไม่ยอมแล้วไปป์จะไปตอนนี้ให้มันได้อะไรขึ้นมา เจอกันแป๊บๆ แล้วก็ค้างคาเพราะต้องกลับมาทำงาน หรืออาจไม่ได้เจอกันเลยเนี่ยนะ ดีไม่ดีนักข่าวตามไปแล้วเป็นเรื่องขึ้นมาให้พ่อแม่เค้ายิ่งโมโหแล้วหมดทางไปเลยดีไหม” ระรินถามกลับด้วยคำถามที่ทำให้ปรัชญาเถียงไม่ออก
อาการนิ่งเงียบของเขาทำให้ระรินได้ใจ
“ไปป์ ถึงพี่จะไม่ชอบทิวไผ่แล้วก็อาจจะพานไม่ชอบน้องสาวของมันไปด้วย แต่หัวอกลูกผู้หญิงด้วยกันพี่ก็อดสงสารกอหญ้าไม่ได้นะที่ต้องมามีเรื่องแล้วเป็นข่าวเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ เอาเป็นว่าไปป์จัดการให้ข่าวมันเงียบได้จริงๆ แล้วค่อยไปเชียงใหม่ดีไหม ตอนนี้ก็ให้ที่บ้านเค้าได้ใจเย็นลงสักนิดก่อน”
ปรัชญาถอนหายใจยาว ไม่พูดอะไร แต่อาการของเขาก็บอกเป็นนัยว่าไม่อาจหาข้อโต้แย้งมาปฏิเสธสิ่งที่ระรินบอก มือของเธอตบลงไปบนไหล่หนา
“ใจเย็นๆ ค่อยๆ คิดนะไปป์ ถ้าคู่กันแล้วมันก็ไม่แคล้วกันหรอกนะ”
ระรินมองอาการนิ่งเงียบของปรัชญาและทีท่าเหมือนหมดหนทางแล้วแอบโล่งใจ …อย่างน้อยตอนนี้ไปป์ก็คงยอมระงับความต้องการที่จะไปเชียงใหม่ได้บ้าง…



 
แนะนำพูดคุยกันได้ ที่นี่ ค่ะ