
วันหยุดที่ผ่านมามีโอกาสได้หยิบภาพยนตร์เรื่องสามก๊ก ตอน โจโฉแตกทัพเรือ ที่ซื้อทิ้งไว้นานแล้วมาดูเสียที ปกติแล้วปุ้ยเป็นคนที่ไม่อ่านนิยายจีนเลยค่ะ เหมือนกับที่ไม่อ่านหรือดูหนังเกาหลีเพราะเป็นคนมีปัญหาเรื่องการจำชื่อตัวละคร สำหรับหนังจีน…ดูเหมือนชอลิ้วเฮียงฉบับเจิ้นเส้าชิวจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่ดู (โอ้…บอกอายุมากมาย) ดังนั้นสามก๊กเรื่องราวเป็นอย่างไร ต้องบอกเลยว่าแทบไม่มีความรู้ แต่พอได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ฉบับของจอห์น วู แล้วก็นั่งจ้องจอตาไม่กระพริบ บวกกับทึ่งสุดๆ กับทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นการสร้างและวิสัยทัศน์ของผู้ประพันธ์ และในเวลานี้ก็กำลังขวนขวายซีรี่ย์เรื่องนี้มาดูอย่างเอาเป็นเอาตายค่ะ (ก็ยังไม่กล้าหยิบหนังสือมาอ่านอยู่ดีค่ะ ^^”)

Red Cliff สามก๊ก โจโฉแตกทัพเรือ จัดเป็นอภิมหาภาพยนตร์ที่ทุนสร้างสูงสุดของเอเซีย เป็นผลงานสร้างของจอห์น วู ที่ฉายครั้งแรกในเดือนกรกฏาคม 2008 เป็นส่วนหนึ่งของสามก๊กที่เล่าถึงศึกผาแดง หรือ ศึกเซ็กแพ็ก ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 208 เป็นศึกที่ซุนกวนและเล่าปี่ เจ้าแห่ง 2 ในสามก๊กร่วมมือผนึกกำลังกันเป็นพันธมิตรเพื่อต่อกรกับโจโฉ

ศึกที่ยิ่งใหญ่นี้มีจอมทัพของฝ่ายซุนกวนคือจิวยี่ รับบทโดยเหลียงเฉาเหว่ย เป็นจอมทัพที่ไม่เพียงฉลาดหลักแหลม หากยังสามารถครองใจลูกน้องได้เป็นเยี่ยม ตามคำคมประโยคหนึ่งที่บันทึกไว้ในสามก๊กว่า ‘จะครองแผ่นดินได้ ต้องครองใจคนก่อน’ แม้จิวยี่จะไม่คิดครองแผ่นดิน แต่เขาคือผู้ที่กุมหัวใจแม่ทัพนายกองและแม้แต่ซุนกวนผู้เป็นนายได้เป็นอย่างดี

สำหรับฝ่ายเล่าปี่ที่ครั้งนี้มาจับมือทำศึกกับฝ่ายซุนกวนก็มีขงเบ้งซึ่งเป็นกุนซือคนสำคัญเป็นตัวหลัก รับบทโดย ทาเคชิ คาเนชิโร่ นักแสดงชาวญี่ปุ่นท่านนี้ทำให้ปุ้ยชื่นชมขงเบ้งเต็มเปา นิสัยสุขุมนุ่มลึก ใจเย็น รอบรู้ของขงเบ้ง ที่ผนวกกับแววตาฉลาดเฉลียวเป็นประกายลุ่มลึกของทาเคชิ คาเนชิโร่ ทำให้เกิดภาพนักปราชญ์ใบหน้าคมคายที่หลักแหลมเก่งกาจปรากฏชัดเป็นรูปธรรมเลยทีเดียวค่ะ ต้องสารภาพอีกแล้วว่านี่เป็นครั้งแรกที่ปุ้ยรู้ว่า ‘จูกัดเหลียง’ คือนามจริงของ ‘ขงเบ้ง’

ฝ่ายโจโฉแม้จะเป็นทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้แทบไม่มีนักแสดงรองหรือขุนศึกคนไหนโดดเด่นเลย ดูเหมือนว่าผู้สร้างจงใจให้โจโฉซึ่งรับบทโดย จางเฟิงอี้ ได้ประกาศศักดาความเป็นแม่ทัพใหญ่และกุนซือที่ชาญฉลาดในเวลาเดียวกันเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งทำให้คนดูอย่างปุ้ยอดรู้สึกไม่ได้ว่าโจโฉช่างเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่อ้างว้างเหลือเกิน แต่ก็คงจะสมกับภาษิตประจำใจของเขาที่ว่า ‘ข้ายอมทรยศคนทั้งโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศข้า’ และสุดท้ายเมื่อศึกเซ็กแพ็กจบลง โจโฉก็เหลือเพียงตัวเองจริงๆ เสียด้วยค่ะ แต่นั่นไม่ใช่ตอนจบของสามก๊กดังคำที่ว่า ‘พ่ายศึก ไม่ใช่พ่ายสงคราม’

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของสามก๊ก ซึ่งเป็นวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าของโลก เป็นมรดกทางปัญญาที่ประพันธ์โดยหลอกว้านจง (Lou Guanahong) ปราชญ์ชาวจีนที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลก ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 สมัยราชวงศ์หยวน และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 10 ภาษา สำหรับภาษาไทย ฉบับที่รู้จักกันดีคือฉบับที่แปลและเรียบเรียงโดยเจ้าพระยาพระคลัง(หน) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งต่อมาได้รับการชำระและพิมพ์ใหม่อีกหลายครั้ง เรื่องราวในสามก๊กนี้น่าทึ่งตรงที่สามารถปรับใช้ได้กับทุกยุคสมัย คำสอนและคำคมในนั้นแทบจะเรียกได้ว่าไร้กาลเวลา สำหรับคนไม่เคยอ่านเลยและมีความกลัวอยู่สักหน่อยเกี่ยวกับเรื่องการจำชื่อตัวละครอย่างปุ้ย กำลังชั่งใจอยู่ว่าฉบับแปลและเรียบเรียงใหม่โดยคุณ วรรณไว พัธโนทัย ดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

เคยมีคำกล่าวว่า ‘ผู้ใดอ่านสามก๊กเกินสามรอบไม่ควรคบ’ และ ‘ผู้ใดไม่เคยอ่านสามก๊กอย่าริคิดการใหญ่’ จริงๆ แล้วปุ้ยว่า ‘ใครไม่เคยอ่านสามก๊ก …อย่าคิดว่าเข้าใจโลก’ เห็นจะดีกว่าค่ะ

ข้อมูลจาก IMDb