แม้จะเป็นบริษัทเล็กๆ ไม่ใหญ่โตนักแต่รอบบัญชีที่จะต้องมีการชำระค่าใช้จ่ายเป็นระบบก็ทำให้ทิวไผ่ไม่สามารถทิ้งงานไปเชียงใหม่ทันทีได้อย่างใจ เขาเข้าออฟฟิศแล้วสั่งให้น้ำฝนจัดการซื้อตั๋วเครื่องบินและเรียกหาเอกสารทางบัญชีรวมถึงเอกสารเร่งด่วนอื่นๆ มาเคลียร์ ตั้งใจจะให้เสร็จไวที่สุดแต่จนเลยเวลาเที่ยงเป็นบ่ายก็ยังยุ่งอยู่กับงาน ไม่สามารถหาได้แม้แต่เวลาออกไปรับประทานมื้อเที่ยง
น้ำฝนจัดการสั่งอาหารง่ายๆ เข้ามาให้ พร้อมทั้งแจ้งไฟลท์บินที่หาได้ ซึ่งค่อนข้างดึกสักนิดเพราะเป็นเที่ยวบินสุดท้าย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้
“ไวที่สุดแล้วค่ะพี่ทิว วันนี้ไฟล์ทเต็มหมดเลย”
“ขอบใจนะฝน” ทิวไผ่บอกเลขาก่อนที่จะก้มหน้าเช็คงานให้เสร็จโดยไว
“ไปป์จะทำแบบนี้ไม่ได้นะ” เสียงที่ทิวไผ่จำได้ว่าเจ้าของคือระรินลอดผ่านเข้ามาเมื่อน้ำฝนเปิดประตูก้าวออกไปจากห้องของเขา ไปป์กลับมาแล้ว…เข้าออฟฟิศเหรอ
ทิวไผ่ไม่มีเวลาสงสัยมากนัก เพราะประตูห้องทำงานที่ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับร่างของเพื่อนสนิท ระรินก้าวตามมาไม่รีรอทั้งๆ ที่ห้องทำงานของทิวไผ่เป็นบริเวณที่เธอเกลียดอย่างที่สุด
“ผมจะนัดคุยกับพี่โจ้…จะให้ข่าวพี่โจ้ ไม่ว่าพี่รินจะยอมหรือไม่ก็ตาม” ปรัชญาหยุดที่หน้าโต๊ะทำงานของทิวไผ่ พูดกับระรินน้ำเสียงไม่เกรงใจ
“ไม่ได้! จะบ้าหรือยังไง ละครเรื่องใหม่ที่กำลังถ่ายอยู่เนี่ย ยังไม่ได้คิวออนแอร์จากช่องเลยนะ เกิดข่าวมันทำให้ผู้ใหญ่โมโหขึ้นมาอะไรจะเกิดขึ้น พี่ไม่ยอมนะไปป์” ระรินสวน
“แล้วพี่รินจะให้ผมทำยังไง ยอมทนให้เค้าเล่นข่าวจนหญ้าเสียหายไปเรื่อยๆ น่ะเหรอ ไม่มีทาง”
“ก็เลิกกันเสียสิ จะคบกันไปให้มันได้อะไรขึ้นมา มีแต่เสียกับเสียทั้งคู่แบบนี้”
การโต้เถียงของคนสองคนที่เหมือนจะไม่เห็นทิวไผ่ในสายตาเลยสักนิดทำให้เขามองนิ่งแต่มือกำแน่นเข้าหากัน การพาดพิงถึงน้องสาวทำให้ทิวไผ่เริ่มไม่พอใจ
“ผมกับพี่เราเกี่ยวข้องดูแลกันแค่เรื่องงาน สำหรับเรื่องส่วนตัวของผมพี่ไม่มีสิทธ์ยุ่งนะพี่ริน” ปรัชญาขึ้นเสียง
“อ๋อ พี่ไม่เกี่ยวใช่ไหม” ระรินฮึดฮัดแล้วตรงเข้าไปหมุนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของทิวไผ่มาใช้งานโดยไม่ขออนุญาต ปลายนิ้วรัวไปมาบนคีย์บอร์ดไม่นานก็หมุนหน้าจอมาให้ปรัชญามอง
“ดูเลยนะ ดูให้เต็มตาเลย”
ทิวไผ่ขยับไปมองด้วยเช่นกันแล้วดวงตาก็เบิกกว้าง หน้าจอที่ตอนนี้แสดงภาพเมล์บ็อกซ์ของระริน และเปิดค้างอยู่ที่อีเมล์ฉบับหนึ่งซึ่งพอเลื่อนดูเรื่อยๆ จะเห็นเป็นภาพของกอหญ้ากับแม็คหลายอิริยาบท ทั้งที่นั่งบนม้านั่งข้างกัน…พูดคุยกัน และสุดท้ายที่ทำให้ทิวไผ่แทบลืมหายใจคือรูปกอหญ้าที่ถูกแม็ครวบเอาไว้ทั้งตัว มุมกล้องที่พบดิบพอดีทำให้ดูราวกับว่าแม็คกำลังจูบน้องเขาด้วยซ้ำไป
“นี่มันอะไรกัน!” ใครจะสนใจเขาหรือไม่ก็ตาม แต่ตอนนี้ทิวไผ่ต้องการคำตอบ ในขณะที่ปรัชญาตะลึง เขาจำได้ว่าเหตุการณ์ในรูปถ่ายพวกนี้เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะต่อยกับแม็ค ไม่นึกว่าจะมีใครเก็บภาพไว้ได้ แถมยังเป็นช็อตที่มุมกล้องพอดีกับการที่จะนำไปตีความให้กอหญ้าเสียหายได้ง่ายๆ เสียด้วย
“ก็น้องนายมันมั่วไง หรือจำไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร” ระรินที่ไม่ชอบทิวไผ่เป็นทุนอยู่แล้วพูดไม่ยั้งคิด
“พี่ริน!” ปรัชญาและทิวไผ่แทบจะพูดพร้อมกัน
“อย่ามาทำเสียงแบบนั้นกับฉัน รูปพวกนั้นมันถ่ายมาจากของจริง ไม่ได้รีทัช มองไม่ออกหรือยังไง คิดเอาแล้วกันนะว่าถ้าฉันหารูปพวกนี้ได้ มันหมายความคนอื่นก็หาได้เหมือนกัน” ระรินตวาดกลับมา
“พี่เอามาจากไหน นักข่าวที่ไปทำข่าวเบื้องหลังใช่ไหม ทำไมไม่บอกผมตั้งแต่เชียงใหม่”
“บอกให้มันได้อะไรขึ้นมา บอกให้ไปป์ไม่ยอมกลับกรุงเทพฯ กับพี่แล้วตามไอ้พวกนั้นไปแม่ฮ่องสอนเหรอ”
รูปถ่ายพวกนี้ระรินได้มาจากคนในสำนักพิมพ์ของนักข่าวที่เดินทางมาเก็บภาพเบื้องหลัง แรงสังหรณ์เกี่ยวกับท่าทางประหลาดของนักข่าวคนหนึ่งทำให้ระรินไม่วางใจ แล้วในที่สุดเธอก็ได้ภาพพวกนี้มา แต่ก็อาจจะสายเกินไป
‘เมล์นี้ไอ้กบมันส่งหาบ.ก. ด้วย เพิ่งได้มาเช้านี้เอง คงส่งก่อนไปแม่ฮ่องสอนน่ะ’ คนที่ให้ความช่วยเหลือนี้บอกกับระรินตอนที่โทรมาแจ้งว่าจัดการส่งอีเมล์มาให้แล้ว
“จะทำอะไรไปป์” ปรัชญาที่กดโทรศัพท์ทำให้ระรินผวาเข้าไปหา แล้วก็เห็นว่ากำลังกดเบอร์โจ้ นักข่าวที่สนิทกัน
“ผมจะนัดพี่โจ้ ข่าวของผมกับหญ้าจะต้องออกก่อนที่ไอ้ภาพบ้าๆ พวกนี้จะหลุดออกไป” ไม่ว่านักข่าวที่ถ่ายภาพเหล่านี้เป็นใคร แต่กลุ่มนักข่าวที่ตามไปทำข่าวเบื้องหลังละคร และมีกำหนดเดินทางต่อไปแม่ฮ่องสอนทั้งกลุ่มทำให้ปรัชญาเชื่อว่าน่าจะกลับมากรุงเทพฯ ทำข่าวกอหญ้ากับแม็คไม่ได้ในวันสองวันนี้
“จะบ้าหรือยังไง เอาให้พังไปเลยใช่ไหม ให้โจ้ทำข่าวนายกับยัยเด็กนั่น แล้วไอ้กบก็มาต่อด้วยยัยเด็กนั่นกับแม็ค คงได้ฉายาเป็นวันทองคราวนี้แหละเด็กของไปป์น่ะ”
“พี่ริน!” “ปัง!” เสียงเรียกด้วยความตกใจของปรัชญาดังแทบจะพร้อมกับที่ทิวไผ่ทุบโต๊ะโครมใหญ่ …เขาฟังมามากแล้ว…มากจนเริ่มทนไม่ไหว…นี่น้องของเขาต้องเผชิญหน้ากับอะไรกัน…
“บ้าอะไรขึ้นมา!” ระรินหันมาแหวใส่ทิวไผ่
“อย่ามาพูดถึงน้องผมแบบนี้อีกนะพี่ริน ไม่ชอบผมเล่นกับผมตรงๆ อย่ายุ่งกับครอบครัวผม”
“ฉันก็ไม่ได้อยากยุ่งกับน้องนาย แต่ช่วยเปิดหูเปิดตาดูด้วยว่าตอนนี้สถานการณ์มันเป็นยังไง”
“ผมบอกว่าอย่า!” เสียงทิวไผ่คำรามต่ำ มือใหญ่เอื้อมไปบีบข้อมือของระรินแน่นจนคนถูกบีบหน้าเสีย ทิวไผ่ที่ยอมลงให้เธอเสมอวันนี้ต่างออกไป แต่ระรินก็ยังทำเก่งสู้
“ปล่อยนะ ฉันเจ็บ”
ทิวไผ่ปล่อยในอาการเหมือนจะผลัก เสียงของน้องที่ได้ยินเมื่อเช้าขอร้องให้เขาช่วยพูดกับบิดายังดังติดหู ที่ทำให้ไม่ชอบใจสักนิดคือครั้งนี้เขาสัมผัสได้ชัดว่าน้องทุกข์ใจแต่ไม่ร้องไห้ออกมา
…กอหญ้าที่เคยบอกเสมอว่าถ้าทุกข์ก็จะร้องไห้ออกมาให้สุดกำลังเพื่อระบายให้หายอึดอัดและพร้อมจะยอมรับเต็มหัวใจว่าตัวเองเจ็บแต่คราวนี้ไม่มีน้ำตา… ทุกข์มาก…เจ็บมากจนร้องไม่ออกหรือเปล่า…
เจ้าหญ้า…พี่ผิดเองที่ยอมให้ความรักของไปป์กับหญ้าได้เริ่มต้น…
“ชิ” ระรินทำเสียงขึ้นจมูก มือลูบข้อมือตัวเองป้อยๆ
“ทิว…ฉัน…” ปรัชญามองเพื่อนด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
เขาถูกระรินบังคับให้กลับกรุงเทพฯ และยอมกลับมาเพราะหาทางติดต่อกอหญ้าไม่ได้เลย ตั้งใจว่าจะหาทางสลัดระรินทิ้งให้ได้แล้วกลับไปหาเธอใหม่อีกครั้งเพียงลำพังแต่ระรินก็ไม่ยอมให้เขาได้คลาดสายตา จนสุดท้ายปรัชญาจึงเลือกที่จะตรงจากสนามบินมาออฟฟิศเพราะเชื่อว่าระรินน่าจะไม่อยากเผชิญหน้าทิวไผ่ แต่อาการตามติดไม่ถอยอยู่ดีทำให้เขาตัดสินใจผลักประตูเข้ามาในห้องทำงานของทิวไผ่แทนแล้วระเบิดความรู้สึก จนลืมนึกไปว่าทิวไผ่รักกอหญ้าไม่น้อยไปกว่าคุณทิวาเลยสักนิด …เขาลืมคิดไปว่าเพื่อนจะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น…
“ออกไปพี่ริน ผมไม่อยากเห็นหน้าพี่ตอนนี้”
“แกกล้าไล่ฉัน”
“ยิ่งกว่านี้ผมก็จะทำถ้าพี่ขืนแตะต้องน้องผมมากไปกว่านี้” ดวงตาของทิวไผ่วาวโรจน์เอาจริงอย่างที่ระรินไม่เคยเห็นมาก่อน เธอมองทิวไผ่อย่างชั่งใจก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียดกับปรัชญา
“อย่าทำอะไรโง่ๆ อย่าโทรหาโจ้ ไม่งั้นเกิดอะไรขึ้นใครก็ช่วยไปป์หรือยัยเด็กนั่นไม่ได้ เข้าใจไหม พี่ไม่ได้ปั้นไปป์มาเพื่อให้พังเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียว” พูดได้แค่นั้นระรินก็ต้องเร่งฝีเท้าก้าวออกไปจากห้องของทิวไผ่เพราะแสงเขียวๆ จากสายตาเจ้าของห้อง ปิดประตูตามเสียงดังโครมใหญ่
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ไปป์” ทิวไผ่หันไปหาเพื่อน สายตาเครียดรอคอยคำอธิบาย แม้จะได้คุยกับบิดาและน้องมาแล้วแต่ทิวไผ่คิดว่าตัวเองรู้อะไรเพียงนิดเดียวเท่านั้น
“ฉันกับแม็คมีเรื่องกัน หลังจากเหตุการณ์ในรูปบ้าๆ พวกนั้น แล้วหญ้าโดนลูกหลงบาดเจ็บ มันพอดีกับที่ทางกองถ่ายเชิญนักข่าวไปทำข่าวเบื้องหลังเห็นเหตุการณ์เข้า”
“นายสัญญาว่าจะปกป้องหญ้าจากเรื่องพวกนี้” ทิวไผ่ทวงถามสัญญาของเพื่อน
“ฉันรู้ ฉันขอโทษ แต่ฉันก็กำลังพยายามหาทางแก้ปัญหาอยู่ตอนนี้”
“ด้วยวิธีที่นายบอกพี่รินน่ะเหรอ”
“พี่โจ้ไว้ใจได้ ถ้าฉันให้ข่าวก่อนทุกอย่างจะดีขึ้น” ปรัชญาเชื่อใจนักข่าวที่สนิทกันดี
“เพื่อให้หญ้าถูกเรียกว่าวันทองสองใจทีหลังถ้าไอ้รูปพวกนี้หลุดออกไปใช่ไหม” ทิวไผ่แทบจะผลักคอมพิวเตอร์ของตัวเองใส่หน้าปรัชญา
“ทิว!”
“เลิกกับหญ้าเสีย หยุดเรื่องของนายกับหญ้าไว้แค่นี้ดีกว่าไปป์”
“ไม่! นายพูดอะไรออกมาทิว” ปรัชญาตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน เขาถูกปฏิเสธจากคุณทิวามาแล้ว ไม่นึกว่าจะได้ยินอีกจากทิวไผ่
“พอได้แล้ว นายควรจะคิดได้เสียทีว่าตอนนี้หญ้ากำลังเผชิญหน้ากับเรื่องบ้าๆ พวกนี้เพราะถูกลากเข้าไปในชีวิตของนาย”
“แต่ฉันก็กำลังพยายามแก้ไข”
“วิธีแก้ของนายมีแต่จะทำให้หญ้าแย่ ชีวิตและสังคมที่นายเป็นไม่เหมาะกับน้องฉัน เลิกเสีย อย่าดันทุรังต่อไปให้มันยิ่งเลวร้ายไปกว่านี้”
“แต่ฉันกับหญ้ารักกัน”
“รักแต่ไม่เหมาะสม ไม่ต่างอะไรกับการดื้อดันทุรังในวันนี้เพื่อจะเจ็บปวดในวันต่อๆ ไป ดีไม่ดีก็อาจกลายเป็นตลอดชีวิต ฉันทนเห็นหญ้าเป็นแบบนั้นไม่ได้”
“มันจะไม่เป็นแบบนั้นหรอกทิว”
“ฉันเคยเชื่อ...และอยากจะเชื่อนายต่อไปนะไปป์ แต่วันนี้ฉันเชื่อไม่ลง” ทิวไผ่บอก แล้วแววตาดื้อรั้นไม่แพ้กันของชายหนุ่มสองคนก็มองต่อตากันนิ่งอยู่อย่างนั้น
“ฉันไม่ยอมจบแค่นี้แน่ จำไว้นะทิว ฉันไม่ยอมเลิกกับหญ้าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” ปรัชญาเอ่ยเสียงเข้มก่อนจะตัดใจก้าวออกจากห้องทำงานของเพื่อนไป ทิวไผ่มองตามประตูห้องที่ปิดลงด้วยความหนักใจ พอหันไปมองภาพที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป…จะยิ่งเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่หรือเปล่า
โทรศัพท์มือถือที่ถูกยึดไปทำให้กอหญ้าไม่สามารถติดต่อใครได้เลยทั้งสิ้นเพราะหมายเลขโทรศัพท์ทั้งหมดอยู่ในเครื่อง นอกจากหมายเลขโทรศัพท์ที่บ้านและออฟฟิศแล้วกอหญ้าแทบจะไม่เคยจำหมายเลขไหนอีก แม้แต่หมายเลขของปรัชญาที่เธออยากโทรหาเป็นที่สุด
ประตูห้องทำงานประจำแผนกถูกผลักก่อนที่คุณลินดาจะก้าวเข้ามา ดวงตาที่มองจ้องจอคอมพิวเตอร์นิ่งแต่ใจไม่ได้อยู่กับมันทำให้กอหญ้าไม่ทันรู้สึกตัวจนกระทั่งได้ยินเสียงเรียก
“อ้าวหญ้า ไปโดนอะไรมา” แขนที่ถูกคล้องรั้งแถมยังมีผ้าพันหนาของกอหญ้าทำให้คุณลินดาถามขณะทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเธอ
“อุบัติเหตุน่ะค่ะ อือม…พี่ลินดามีอะไรให้หญ้าช่วยหรือเปล่าคะ”
“พี่ดินกับพี่คุยกับพี่ฟ้าเรื่องรวมแผนกแล้วคิดว่าเราน่าจะต้องจัดประชุมรวมระหว่างทีมของหญ้ากับทีมเก่าพี่ดินน่ะ จะได้ชี้แจงกันเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย เห็นพี่ฟ้าบอกว่าจะไปอังกฤษกับหญ้าอาทิตย์หน้า พี่เลยคิดว่าเราคุยกันก่อนอาทิตย์นี้เลยดีไหม”
“อ๋อ…ยังไงก็ได้ค่ะ หญ้าเกริ่นกับดาวแล้วก็อารีย์ไว้บ้างแล้ว ทีมของหญ้าไม่มีปัญหาอะไร”
“งั้นพรุ่งนี้บ่ายเลยแล้วกันนะ”
“ได้ค่ะพี่” กอหญ้าบอกรับ แล้วก็ได้รอยยิ้มจากคุณลินดากลับมา
“แล้วนี่แขนเป็นแบบนี้จะไปเมืองนอกได้เหรอหญ้า หมอว่ายังไงบ้าง”
“ไม่เป็นไรมากจริงๆ ค่ะ ขอบคุณพี่ดาที่เป็นห่วงนะคะ”
คุณลินดามองพนักงานที่ถูกชะตาด้วยความเป็นห่วง แววตาและสีหน้าที่ไม่เหมือนกอหญ้าร่าเริงคนเดิมทำให้รู้สึกไม่สบายใจ วันนี้หลายคนเข้าออฟฟิศมาด้วยความประหลาดใจที่เห็นพลทหารคนหนึ่งยืนอยู่แถวๆ บริเวณจุดประจำของฝ่ายรักษาความปลอดภัยด้านนอกพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของบริษัท เท่าที่หลายคนคุยกันคือพลทหารคนนี้มาพร้อมกอหญ้าซึ่งแม้ใครๆ จะรู้ดีว่าบิดาของกอหญ้ามีตำแหน่งหน้าที่การงานใด แต่การที่จู่ๆ ทำเหมือนส่งคนมาคอยประกบลูกสาวใกล้ชิดก็ทำให้ประหลาดใจไม่น้อยเหมือนกัน
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าหญ้า” คุณลินดาอดไม่ได้
“ส่วนตัวนิดหน่อยค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หญ้ารับรองว่าจะไม่ทำให้เสียงาน” กอหญ้ารู้ดีว่าเสียเวลาจะปฏิเสธ และก็พอจะรู้บ้างเหมือนกันว่าลินดาคงไม่ได้อ่านข่าวซุบซิบดาราเท่าไร เพราะไม่ใช่คนชอบตามติดเรื่องวงการบันเทิง
“พี่รู้นิสัยหญ้าดี…ไม่ห่วงเรื่องงานหรอก ถ้ามีอะไรที่คิดว่าพี่ช่วยได้ก็บอกนะหญ้า”
“ช่วยลาออกจากงานประจำของพี่ลินดา แล้วมาทำงานด้วยกันที่นี่ได้ไหมคะ” กอหญ้าทำเป็นเปลี่ยนเรื่องคุย
“อย่าเลย แค่ช่วงนี้ที่พี่ลาพักร้อนมาวุ่นๆ แถวนี้หญ้าก็เบื่อพี่แย่แล้วมั้ง”
“แหม ไม่หรอกค่ะ จริงๆ แล้วธุรกิจของครอบครัว พี่ๆ มาช่วยกันดูแลเองน่าจะดีกว่า ไหนๆ ตอนนี้ก็ต้องปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่าง ถ้าพี่ลินดามาช่วยคงเบาแรงพี่ดินกับพี่ฟ้าได้เยอะเลยค่ะ”
“ยังไม่รู้เลย เอาไว้ว่ากันอีกทีนะ แต่ตอนนี้พี่ขอแรงหญ้าก่อนแล้วกัน”
“ยินดีเสมอค่ะ ถ้ายังมีประโยชน์ให้พี่ๆ เรียกใช้ หญ้าก็ยังไม่ตกงาน” กอหญ้าทำเสียงให้ร่าเริงบอกออกไปทั้งๆ ที่ตอนนี้หัวใจเหมือนจะหดหู่ลงเรื่อยๆ เพราะปัญหาส่วนตัวที่แก้ไม่ตก
คุณลินดาขยับตัวลุกจากเก้าอี้เมื่อเหลือบตามองนาฬิกา เวลาที่ใกล้เลิกงานแล้วทำให้ตัดสินใจที่จะปล่อยให้กอหญ้าได้เคลียร์งานของตัวเองเสียที กอหญ้าได้แต่ยิ้มส่ง พอประตูห้องทำงานปิดสายตาก็กลายเป็นหมอง
…พี่ไปป์…หญ้าจะติดต่อพี่ยังไงดี…
ร่างสูงกับใบหน้าหล่อเหลาแฝงแววขี้เล่นบวกกับความเป็นชาวต่างชาติของอเล็กซ์ที่ยืนอิงรถรอกอหญ้าหน้าสำนักงานเป็นจุดสนใจของสาวๆ ที่เดินไปมาอย่างช่วยไม่ได้ กอหญ้าที่ก้าวออกมาจากออฟฟิศอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมองด้วยความสงสัยหลังจากกวาดสายตาไปรอบๆ แล้วไม่เห็นพลทหารที่ถูกส่งมาคุมโดยคำสั่งของบิดา
“มารับกลับบ้านครับ” อเล็กซ์ยิ้มกว้างเอ่ยขณะก้าวเข้ามาใกล้
“ทำไม…”
“คนของแด็ดกลับไปแล้ว มีแต่ผม ญาญ่าเจ็บแขนขับรถไม่ได้หรอก ผมขับให้นะ” มือของอเล็กซ์ยื่มมาขอรับเอกสารและกระเป๋าถือของกอหญ้าที่หอบพะรุงพะรัง เธอยอมส่งให้แต่โดยดีเพราะมือที่บาดเจ็บแม้จะเป็นแค่ข้างเดียวแต่ก็ชักจะเอาไม่อยู่เหมือนกัน
สายตาของคนที่ผ่านไปมาและท่าทางที่หันไปกระซิบกันทำให้กอหญ้าหน้าไม่ดี …ข่าวของเธอกับแม็คและปรัชญาดูเหมือนจะไม่ได้มีแต่คนที่บ้านอ่านเท่านั้น…
“ไปนะ อย่าคิดมาก…อย่าไปสนใจเลย” อเล็กซ์ที่พอจะรู้สึกเหมือนกันยื่นมือข้างที่ว่างมาให้ราวกับจะบอกว่าเขาจะอยู่เคียงข้าง
กอหญ้ามองมือของอเล็กซ์ด้วยแววตาชั่งใจ …เธออยากให้มือนี้เป็นมือของใครอีกคน… แววตาของอเล็กซ์ที่รอคอยและน้ำใจที่เขามีให้ทำให้กอหญ้าฝืนยิ้มที่มุมปากก่อนจะวางมือลงไปกระชับไม่ให้เสียน้ำใจ แต่เพียงครู่เดียวก็ถอนออก
“กลับกันเถอะ ขับรถได้แน่เหรออเล็กซ์ นี่เชียงใหม่นะไม่ใช่อังกฤษ” กอหญ้าทำเสียงสนุกสนานแหย่หวังจะกลบเกลื่อนความไม่สบายใจ
“ได้สิน่า เพราะอังกฤษกับเมืองไทยเนี่ยเราขับรถข้างเดียวกันนะญาญ่าไม่รู้เหรอ” อเล็กซ์บอกน้ำเสียงสดใส ก้าวเดินไปพร้อมๆ กับกอหญ้า จัดการเปิดประตูรถให้เธอก้าวเข้าไปนั่งก่อนที่ตัวเองจะขยับไปวางข้าวของของเธอที่เบาะหลัง แล้ววิ่งไปประจำที่คนขับ พาคนตัวเล็กที่ตอนนี้ใครๆ ก็ห่วงใยกลับบ้านด้วยท่าทางยินดี โดยมีสายตาไม่หวังดีคู่หนึ่งมองตามจนรถแล่นหายลับไป
ประตูตู้เสื้อผ้าแบบบิวท์อินถูกเปิดออกแม้จะไม่รีบร้อนแต่ก็ไม่อ้อยอิ่ง กระเป๋าเดินทางใบใหญ่คือสิ่งแรกที่ถูกหยิบออกมาเปิดก่อนที่ร่างระหงจะก้าวเข้าไปถอดเสื้อผ้ามาพับวางลงไป ตามด้วยเครื่องสำอางค์และข้าวของส่วนตัวชิ้นเล็กชิ้นน้อย ดวงตาคู่สวยกวาดมองราวกับจะให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งไหนที่จำเป็นสำหรับตัวเองหลงเหลืออยู่อีก
“แพง! คุณทำอะไร” แม็คก้าวเข้ามากระชากกระเป๋าที่ถูกปิดเรียบร้อยออกจากมือคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา
“แพงจะกลับไปอยู่บ้านแม่” พระแพงตอบน้ำเสียงเรียบชา ราวกับไร้ความรู้สึก เธอเร่งเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่สนใจแม็คแม้แต่นิดเดียว ตั้งใจเด็ดขาดว่าจะกลับมาเก็บข้าวของไปจากเขาให้ได้ครั้งนี้
“ผมไม่ให้ไป” แม็คตวาดใส่
“แพงจะไป พอกันที แพงจะไม่ทนอยู่กับแม็คอีกแล้ว”
“แพงจ๋า…แพงจะทิ้งผมไปได้ยังไง เราแต่งงานกัน…เป็นสามีภรรยากันนะ”
“แต่แพงไม่ได้รักแม็ค” คำพูดที่แม้จะรู้อยู่แก่ใจ แต่พอได้ยินกับหูมันก็ราวกับเป็นมีดที่แทงเข้ามาแรงๆ ตรงหัวใจ
“ผมไม่แคร์! ผมรู้แต่ว่าคุณเป็นเมียผม ผมจะไม่ยอมให้คุณไปไหนทั้งนั้น”
“ฉันจะไป!” สรรพนามเรียกถูกเปลี่ยนไปตามแรงอารมณ์พร้อมกับมือที่เข้ามายื้อกระเป๋าเดินทางคืน
“ถ้าแพงไป ผมจะส่งรูปพวกนั้นให้นักข่าว” แม็คยื่นไม้ตายที่ใช้มาตลอดเพื่อรั้งให้ได้เธอมาเป็นของเขา เสียงกรีดร้องของพระแพงดังก้องเหมือนที่เคยเป็น ร่างระหงผวาเข้าไปหาแม็ค แววตาเคียดแค้นมองจ้องตาไม่กระพริบ
“เชิญเลย แกอยากทำอะไรก็เชิญ ฉันไม่แคร์อีกแล้ว ดีเสียอีกฉันจะได้ฟ้องหย่า บอกว่าแกใช้ความเป็นสามีบังคับถ่ายรูปบ้าๆ พวกนั้น” การได้เห็นกอหญ้าในอ้อมกอดที่ประคับประคองหวงแหนตั้งแต่มีเรื่องทำให้พระแพงทนไม่ได้อีกต่อไป ถ้าไม่มีไอ้รูปบ้าๆ พวกนั้นเธอคงไม่ยอมตกลงแต่งงานกับไอ้คนที่ทำลายเส้นทางความรักของเธอ
“แพง…” แม็คครางคาดไม่ถึงว่าจะมีวันนี้ …วันที่ความอดทนของเธอมาถึงจุดสิ้นสุด…
เขาหลงรักพระแพงมาตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ พอมีโอกาสได้เล่นละครเรื่องเดียวกับเธอ แม้จะได้รับบทเป็นแค่หนึ่งในเพื่อนพระเอกที่ไม่โดดเด่นแต่ก็คว้าเอาไว้ หวังแค่อยากใกล้ชิดเธอสักนิดแล้วก็สมใจในงานเลี้ยงปิดกล้องซึ่งจัดขึ้นที่รีสอร์ทชายทะเล ความคิดชั่ววูบบวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์และแรงรักทำให้เขามอมเหล้าและทำให้เธอเป็นของเขาพร้อมทั้งถ่ายภาพเหล่านั้นเอาไว้ ใช้มันบังคับให้เธอแต่งงานกับเขา บังคับทั้งๆ ที่ตลอดมาที่คอยเฝ้าแอบมองและจะต้องรับรู้ว่าพระแพงแอบมีปรัชญาในหัวใจเช่นกัน
“ฉันมันโง่ที่กลัวแกกับไอ้รูปบ้าๆ พวกนั้น วันนี้ฉันถึงต้องเสียใจแบบนี้” พระแพงกรีดร้องพร้อมกับน้ำตาที่รินออกมาด้วยความแค้นใจ
…วันนั้นเธอกลัวว่าจะต้องเป็นข่าว…สูญเสียชื่อเสียงที่พยายามบากบั่นทุ่มเทรักษา… แต่วันนี้เธอเสียใจมากกว่าที่ไม่มีโอกาสได้เป็นที่รักของปรัชญา
“แกทำลายชีวิตฉัน ทำลายความรักของฉัน”
“ไอ้ไปป์ใช่ไหม! แพงไม่เคยเลิกรักมันได้เลยใช่ไหม ไม่มีทาง! ผมไม่ให้คุณไป ต่อให้ตายก็ไม่มีทาง ไอ้ไปป์มันไม่รักคุณ ไม่เคยรัก มันมีคนรักของมัน ลืมตาจากความฝันหวานๆ ของคุณมาเปิดหูเปิดตาดูเสียว่ามันไม่เคยรักคุณ!” แม็คตวาดกลับ
พระแพงกรีดร้องก่อนที่จะผวาไปกวาดข้าวของใส่หน้าเขา แม็คไม่สนใจสักนิดว่าจะมีอะไรตกกระทบตัว เขาก้าวเข้าไปรั้งร่างระหงมาเขย่าแรง พระแพงสะบัดหนีพร้อมกับตวัดมือฉาดลงไปบนใบหน้าที่บวมช้ำเพราะการวิวาทกับปรัชญาของเขา มุมปากที่มีบาดแผลอยู่แล้วได้รับแรงกระแทกจนแตกปริ เลือดสีแดงข้นซึมออกมาแต่แม็คไม่สนใจ โยนร่างของพระแพงไปบนเตียงโดยที่มีร่างของเขาตามไปคร่อมทับ
“แพงเป็นเมียผม ผมจะไม่มีวันยอมให้ไปไหนทั้งนั้น ทั้งชีวิตแพงก็ต้องเมียผม”
“ไม่! ปล่อยฉัน” พระแพงกรีดร้อง บิดร่างหนีอาการคุกคาม เลือดของแม็คเปรอะไปตามเนื้อตัวของเธอยามที่เขาเลื่อนริมฝีปากฝากรอยทั่วไปหมด
แคว๊ก! เสื้อผ้าของพระแพงหลุดติดมือตามแรงกระชาก พระแพงกรีดร้องแต่ก็ราวกับจะยั่วยุให้แม็คเพิ่มความรุนแรง และไม่ว่าจะดิ้นรนร้องขอให้หยุดเพียงไร ดิ้นรนเพียงไร สุดท้ายพระแพงก็แพ้…แพ้แรงผู้ชายที่รักและไม่มีวันยอมให้เธอจากไปในที่สุด
“ฉันเกลียดแก” พระแพงบอกเสียงแผ่วแทบเป็นกระซิบ แต่มันก็ทำให้คนที่ได้ยินคลุ้มคลั่ง ทุกสัมผัสที่จงใจสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้หญิงตัวเล็กรุนแรง ภายในห้องนอนของคู่แต่งงานที่เพิ่งผ่านงานสมรสไปได้ไม่เท่าไรและน่าจะมีเสียงและบรรยากาศของความรัก กลับมีแต่ความแค้นและชิงชังแม้ร่างหนึ่งจะไม่มีเรี่ยวแรงจะตอบโต้เลยสักนิดก็ตาม
อากาศอบอ้าวของกรุงเทพฯ คืนนี้เย็นลงเพราะสายฝนที่ปรอยลงมา ปรัชญาที่นอนไม่หลับได้แต่นั่งมองสายฝนและรูปของกอหญ้าที่ตัวเองเคยแอบถ่ายไว้ตอนไปเที่ยวปางช้างด้วยกัน แววตาหม่นด้วยความไม่สบายใจ เขาพยายามโทรหาเธอแต่ไม่เป็นผล…ไม่มีใครยอมให้เขาได้คุยกับเธอ
มือข้างที่ว่างของปรัชญากำตั๋วเครื่องบินที่เขาจัดการจองเพื่อจะเดินทางไปเชียงใหม่แน่น ตอนนี้เขาทำได้แค่รอเวลา เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นทำให้ผวาแม้จะไม่ใช่เสียงที่ตั้งไว้ประจำว่าเป็นของกอหญ้าแต่คนแรกที่เขานึกถึงคือเธอ หญ้าอาจใช้โทรศัพท์อื่นที่หาได้โทรหาเขา
“ไปป์…” เสียงที่ดังมาแหบระโหย และไม่ใช่เสียงของคนที่เขาคิดถึง
“แพง…มีอะไรทำไมโทรมาป่านนี้”
“ช่วยแพงด้วย…” เสียงพระแพงแผ่วติดสะอื้นจนน่าตกใจ
“แพงเป็นอะไร”
“ช่วยแพงด้วยไปป์…ช่วยด้วย”
แม้จะรู้ดีว่าพระแพงเป็นผู้หญิงที่เขาไม่ควรเข้าใกล้ในเวลานี้แต่น้ำเสียงที่บอกชัดว่ากำลังลำบากทำให้ปรัชญาฝืนทำใจแข็งปฏิเสธไม่ลง ยิ่งได้รู้ว่าเธออยู่ที่ไหนเพราะอะไรต่อมายิ่งทำให้พูดไม่ออก ในที่สุดเขาก็หันไปคว้ากุญแจรถ ออกจากบ้านก่อนเวลาเดินทางไปสนามบินอย่างที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรก
แนะนำพูดคุยกันได้ ที่นี่ ค่ะ