Subscribe to:

เธอ...ที่รัก ตอนที่ 32

 

 ประตูบ้านตัวเองที่มองเห็นไม่ทำให้กอหญ้ารู้สึกสบายใจเลยในวันนี้ คนดื้อรั้นที่ยืนยันว่าจะเข้าไปส่งเธอในบ้านให้ได้ทำให้ยิ่งพูดไม่ออก
“พี่จะไม่ทิ้งให้หญ้าตอบคำถามใครๆ เองหรอกนะ” มือใหญ่กระชับมือข้างที่ไม่บาดเจ็บของกอหญ้าขณะที่เขาก้าวลงจากรถมายืนเปิดประตูให้กับเธอ
“เสียดายนะคะ หญ้าไม่มีหมวกกันน็อค” กอหญ้าบ่นเบาๆ
“ทำไมล่ะ”
“ก็เพราะพี่ไปป์อาจจะต้องใช้น่ะสิคะ” กอหญ้าบอกได้แค่นั้นแล้วประตูบ้านก็เปิดออกมา
คุณราตรีที่ก้าวออกมาหยุดรอเมื่อเห็นท่าทางประคับประคองของปรัชญาที่มีต่อลูกสาวของท่าน แขนของกอหญ้าที่เห็นตั้งแต่ในระยะไกลมีผ้าคล้องรั้งไว้ที่ไหล่ทำให้ตกใจ เกิดอะไรขึ้นกับหญ้า
“หญ้า เป็นอะไรลูก แล้วไปป์…หน้าตาไปโดนอะไรมา” มือของท่านยื่นไปรับลูกสาวออกมาจากปรัชญาที่ยอมปล่อยแต่โดยดีแม้จะห่วง เพราะรู้ความควรไม่ควรต่อหน้าผู้ใหญ่ แล้วยกมือไหว้ทำความเคารพคุณราตรี
“อุบัติเหตุน่ะค่ะ” กอหญ้าตอบมารดา
“อุบัติเหตุอะไร!” เสียงดุที่ตามมาจากในบ้านทำให้กอหญ้าอึ้ง ก่อนจะมองผ่านมารดาเข้าไป
คุณทิวาที่สาวเท้าไวเข้ามาหาใบหน้าเครียดทำให้กอหญ้าพยายามยิ้ม เธอหันกลับไปมองปรัชญาแล้วก็เห็นว่าเขาไม่ได้มองเธอแม้แต่นิดเดียว สองมือของเขายกไหว้ทำความเคารพบิดาของเธอด้วยท่าทางสุภาพ แต่คุณทิวาไม่แม้แต่จะยกมือรับ ดวงตาดุมองปราดไปที่ใบหน้าของเขาด้วยความไม่พอใจ
กอหญ้าแอบผ่อนลมหายใจ คืนนี้อาจไม่จบลงง่ายๆ พี่ไปป์อาจจะต้องเผชิญหน้ากับท่านนายพลทิวา ไม่ใช่พ่อจ๋าเสียแล้ว
 
ร่างสูงที่ก้าวออกไปจากบ้านทำให้กอหญ้ามองตามด้วยสายตาเป็นห่วง มืออ่อนโยนของมารดาที่ลูบลงมาบนเรือนผมที่เริ่มยาวทำให้เธอหันกลับไปมองด้วยแววตาอ้อนวอน
“แม่จ๋า…”
“พ่อจ๋ารักหญ้านะลูกถึงได้ทำแบบนี้”
“แต่ไม่เห็นจะต้องไล่พี่ไปป์ไปแบบนั้น มันเป็นอุบัติเหตุนะจ๊ะ” กอหญ้าบอกเหตุผลที่พยายามบอกบิดามาแล้วแต่ท่านเหมือนจะไม่ฟังเลยสักนิด
“อุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างที่หญ้าอยู่กับเขาก็แสดงว่าเขาไม่มีความสามารถที่จะดูแลลูกสาวของพ่อได้” น้ำเสียงของบิดาที่ดังมาจากด้านหลังทำให้กอหญ้าหันไปหารวดเร็ว
“พ่อจ๋า…”
“อย่าขอร้องพ่อ ไอ้ที่พ่อปล่อยให้พวกเราคบกันโดยไม่ห้ามมันก็มากเกินพอแล้ว”
“แต่ตอนนี้พ่อจ๋าห้าม…”
“ใช่ ตอนนี้พ่อห้าม”
“อย่าห้ามสิจ๊ะ เราสองคนไม่ได้ทำอะไรผิด หญ้ารู้ว่าพ่อจ๋าไว้ใจเราถึงได้ยอมมาตลอด แล้วตอนนี้…”
“พ่อยอมเพราะคิดว่าจะเชื่อใจให้เขาดูแลหญ้าได้ แต่ตอนนี้พ่อไม่คิดแบบนั้น” คุณทิวาไม่รอให้ลูกสาวพูดจบ ท่านเอ่ยความในใจออกมาตรงๆ …ครอบครัวของท่านอยู่กันมาแบบนี้…ความจริง ความเข้าใจและคำอธิบาย ทุกการกระทำของคนในครอบครัวต้องมีเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านหรือสมาชิกคนใดในครอบครัวก็ตาม ทุกคนมีความเท่าเทียมกันที่จะถูกไถ่ถามขอความกระจ่างในการกระทำไม่เว้นแม้แต่หัวหน้าครอบครัว
“หญ้าบอกแล้วว่ามันเป็นอุบัติเหตุ”
“กอหญ้า ฟังพ่อให้ดีนะ ถ้าหญ้ากับเขารักกันและอยากจะคบหากันจริงๆ เขาต้องทำให้พ่อเชื่อใจได้เหมือนเดิมว่าจะดูแลหญ้าได้ ไม่อย่างนั้น แม้แต่โทรศัพท์มือถือของหญ้าพ่อก็จะยึด” คุณทิวาเอ่ยน้ำเสียงเด็ดขาด แววตาแน่วแน่ที่มองมาทำให้กอหญ้าหันไปหามารดา หวังจะให้ท่านช่วย
“หญ้าเคยมีเหตุผลไม่ใช่เหรอลูก แม้จะดื้อแต่ก็ไม่เคยทำตัวเป็นคนกลัวความจริง หญ้าต้องเข้าใจพ่อจ๋ากับแม่ว่าเรารู้สึกแบบไหนที่เห็นหญ้าเป็นแบบนี้ หญ้ากับไปป์คบหากันแค่ไม่เท่าไรลูกแม่ก็ต้องเลือดตกยางออก แล้วถ้าจะคบหากันต่อไปจะมีเรื่องแบบนี้อีกบ่อยแค่ไหน”
“แม่จ๋า อุบัติเหตุมันห้ามไม่ได้นี่จ๊ะ ต่อให้ไม่ได้อยู่กับพี่ไปป์ แต่หญ้าก็อาจจะเจ็บตัวอีกเมื่อไรก็ได้”
“แต่คราวนี้หญ้าเจ็บตัวเพราะเขาต่อยกับคนอื่นไม่ใช่เหรอ ถ้าเขาไม่มีเรื่องกับใคร หญ้าก็ไม่ต้องพลาดโดนลูกหลง” คุณทิวาถามทันที
“พ่อจ๋า…”
“อย่าอ้อน อย่าขอร้อง วันนี้พอแค่นี้ พ่อไม่อยากฟังอะไรอีก ขึ้นไปนอนได้แล้ว”
“แต่…”
“กอหญ้า อย่าให้พ่อทำยิ่งกว่านี้”
ลูกสาวที่ทำท่าทางหยาดน้ำตาจะรินทำให้คุณราตรีสงสารจับใจ กอหญ้าอาจจะสดใสร่าเริงและดูเข้มแข็งเสมอ แต่หากจะร้องไห้ลูกสาวของท่านก็จะร้องออกมาตรงๆ เหมือนกัน ตอนที่กอหญ้าเล็กๆ คุณทิวาเคยเอ็ดว่าเป็นลูกทหาร อย่าเจ้าน้ำตา แต่ลูกสาวก็บอกว่าเพราะเป็นลูกทหาร เสียใจก็จะยืดอกรับแล้วแสดงให้เห็นตรงๆ ว่าเสียใจ จะไม่โกหกทำเป็นมีความสุข
“ให้เวลาพ่อจ๋ากับแม่บ้างนะหญ้านะ” คุณราตรีปลอบลูกที่ยกหลังมือข้างที่ไม่บาดเจ็บปาดเช็ดน้ำตา แม้จะอยู่ใกล้จนสามารถไล้เช็ดให้ลูกได้แต่ท่านก็ไม่เคยทำ
…หญ้าร้องเองก็จะเช็ดเองจ้ะ…พ่อจ๋า…แม่จ๋าไม่ต้องเช็ดให้ แต่ต้องให้หญ้าได้ร้อง… กอหญ้าเคยบอกแบบนั้น
“แล้วพ่อจ๋ากับแม่จ๋าจะให้โอกาสหญ้ากับพี่ไปป์ใช่ไหมจ๊ะ” คำถามของลูกทำให้คุณทิวาถอนหายใจ ท่านก้าวเข้ามาใกล้ลูกสาว รั้งร่างเล็กเข้ามาแนบอก มือลูบผมเบาๆ
“พ่อกับแม่รักหญ้านะ…ดังนั้นก็ต้องรักความสุขของหญ้าด้วย แต่พ่อกับแม่จะต้องมั่นใจก่อนว่าหญ้าจะต้องมีความสุขจริงๆ” คุณทิวาพูดกับลูกสาว คุณราตรีได้แต่มองด้วยความหนักใจเงียบๆ กอหญ้าไม่แย้งหรือถามอะไรอีก แม้จะไม่สบายใจเลยแต่ก็รู้ว่าพ่อจ๋ากับแม่จ๋าเองก็ไม่ต่างกัน
 
‘ลูกสาวฉันเลี้ยงมากับมือไม่เคยให้เลือดตกยางออก ถ้าใครจะรับดูแลเค้าต่อจากฉันก็ต้องดูแลอย่างดีไม่น้อยกว่าที่พวกฉันดูแล ถ้าทำไม่ได้ก็ถอยไป…ไม่ต้องมายุ่ง’ น้ำเสียงเรียบชาและแววตาดุของคุณทิวาทำให้ปรัชญานอนไม่หลับมาแทบจะทั้งคืน
เขาเข้าใจดีว่าท่านรักและเป็นห่วงกอหญ้ามากเพียงไร เพราะความรักของคนเป็นพ่อเป็นแม่…ไม่ว่าอย่างไรคือที่สุดเสมอ มนุษย์…หากจะมองหาใครสักคนที่จะยอมทำทุกอย่างแม้แต่แลกชีวิตให้กับเรา เราจะมองหาง่ายนิดเดียว…เพียงแค่ย้อนกลับไปหาบุพการี อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือและจะมีแต่พวกท่านเท่านั้นในโลกใบนี้ที่จะยอมก้าวไปแลกความตายให้กับเราโดยไม่ลังเล
‘ผมเสียใจสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น และขอสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก’ ปรัชญาจำได้ว่าตัวเองตอบคุณทิวาไปอย่างนั้น
‘ไม่จำเป็นต้องสัญญาในสิ่งที่ทำไม่ได้และจะไม่มีโอกาสได้ทำ เพราะฉันจะไม่เสี่ยงชีวิตลูกสาวฉันกับคำพูดลอยๆ’ หลังประโยคที่แสดงชัดว่าไม่เชื่อถือคำสัญญาของเขาเลยแม้แต่น้อยนี้ คุณทิวาก็ออกปากไล่เขาโดยที่ทั้งคุณราตรีและกอหญ้าช่วยพูดอย่างไรก็ไม่ได้ผล ท่านไม่ใจอ่อนสักนิดแถมยังออกปากสั่งยึดกุญแจรถลูกสาวไว้อีกด้วย
‘พี่ไปป์…’ เสียงเรียกอ่อนระโหยเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรของกอหญ้ายังติดหู ยังดีที่ท่านไม่สั่งยึดโทรศัพท์มือถือของกอหญ้า เขาและเธอจึงยังสามารถติดต่อกันได้
‘จำไว้ว่าพี่รักหญ้านะ’ ปรัชญาบอกกอหญ้าเป็นคำสุดท้ายก่อนที่จะเอ่ยปากให้เธอวางสายโทรศัพท์เพื่อพักผ่อน เข้านอน แล้วก็กลายเป็นตัวเองที่นอนไม่หลับเกือบทั้งคืน
ก๊อกๆ! “ไปป์ ตื่นหรือยัง” เสียงเคาะประตูและเสียงเรียกของระรินที่ดังไม่หยุดทำให้ปรัชญาขยับตัวที่นั่งจมอยู่บนเก้าอี้อาร์มแชร์ในห้องพักไปเปิดรับผู้จัดการส่วนตัวให้เข้ามาภายในห้อง
“วันนี้ไม่มีคิวถ่ายแล้ว เก็บของ เราจะกลับกรุงเทพฯ กัน” ระรินบอกทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง ใบหน้าช้ำของปรัชญาทำให้เธอไม่สบายใจ พยายามนึกคำนวนว่าจะหายทันคิวถ่ายละครไหม หรือบางทีอาจจะต้องพึ่งเมคอัพ
“ผมยังไม่กลับ อีกตั้งสองวันกว่ากองจะย้ายไปกรุงเทพฯ ทั้งหมด ผมจะรอ” ปรัชญาบอก
“ไม่กลับได้ยังไง เอ้า ดูเลยนะ” ระรินโยนหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งลงมา แล้วจัดการก้าวไปเลื่อนเปิดม่านให้แสงอาทิตย์ส่องสว่างเข้ามาภายในห้อง
ปรัชญาเอื้อมมือไปรับหนังสือพิมพ์มาดูใกล้ๆ ด้วยท่าทางเนื่อยๆ แล้วก็ต้องกลายเป็นขมวดคิ้วอ่านข่าวแล้วพลิกหน้าในรวดเร็ว
…สงครามถ่านไฟเก่า…ดูท่าละครเรื่องใหม่จะแซะไฟที่ยังไม่ดับจริงให้ลุกโชน จนเจ้าของที่แท้จริงและคนรักเก่าต้องซัดกันนัว… พาดหัวข้อข่าวและเนื้อหาที่เล่าว่าเขาทะเลาะกับแม็คเพราะยังตัดใจจากพระแพงไม่ได้ถูกใส่ไข่ตามใจจนแทบจะไม่มีตรงไหนที่จริงเลยสักนิด แถมยังมีภาพประกอบที่ปรัชญาจำได้ว่าเป็นซีนหนึ่งในละครที่เขาโอบกอดพระแพงแนบอกราวกับคนทำข่าวตั้งใจจะเพิ่มน้ำหนักเต็มที่
“พี่ก็รู้ว่าไม่จริง” ปรัชญาโยนหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นลงพื้น สีหน้าเครียด …ที่บ้านของหญ้าจะได้อ่านข่าวนี้หรือเปล่า…
“งั้นอยากอ่านอีกเล่มไหมล่ะ กำลังให้คนไปหาซื้อ มีข่าวยัยเด็กกอหญ้าของไปป์ด้วย”
“หญ้าเหรอครับ”
“ใช่สิ เล่นเนื้อข่าวเลยว่าของว่างนอกวงการให้ไปป์กับแม็คประลองฝีมือกันดู เผื่อจะแก้มือเรื่องพระแพง”
“อะไรนะครับ!” สิ่งที่ได้ยินทำให้ปรัชญาตกใจ ไม่นึกว่าจะมีเล่นข่าวกันแรงขนาดนี้
“เรื่องคาวๆ น่ะคนมันชอบ พี่เคยบอกแล้วว่าให้ระวัง เห็นไหมได้เรื่องจนได้” ระรินบ่น หัวใจของปรัชญาเริ่มร้อนรนด้วยความเป็นห่วงกอหญ้า เขาเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มือถือมากดทันที
“หญ้าไม่อยู่ เป็นไปได้วันหลังก็ไม่ต้องโทรมา ลูกสาวฉันไม่ใช่ของว่างของใคร” เสียงคุณทิวาที่ได้ยินมาตามสายเย็นชาทำเอาปรัชญาแทบจะมือไม้อ่อน
…ที่บ้านของหญ้าอ่านข่าวแล้ว…และคราวนี้คุณทิวาโมโหแล้วจริงๆ…
 
“ครับพ่อ” ทิวไผ่ตอบรับไปตามสายโทรศัพท์เป็นคำสุดท้ายก่อนจะวางสาย ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างหนักใจ น้องสาวที่โทรหาแต่เช้าซึ่งได้คุยแค่ไม่กี่คำก็ถูกบิดาแย่งสายไปคุยทำให้เขาเกือบจะอยากหาทางกลับเชียงใหม่
…พ่อจ๋าโกรธจัดรอบนี้…โกรธอย่างที่เขาไม่เคยเห็นนานแล้ว ข่าวที่เกิดขึ้นแม้จะไม่มีการเอ่ยชื่อกอหญ้าแต่ท่านถือว่าศักดิ์ศรีของครอบครัวถูกหยาม
‘ลูกสาวฉันไม่ใช่ของว่างของใคร’ น้ำเสียงดุดันของบิดาทำให้เขานึกห่วงน้องสาวจับใจ …เจ้าหญ้า…ต่อให้ตามใจกันแค่ไหน แต่รอบนี้เห็นทีพ่อจ๋าจะไม่ยอมง่ายๆ แน่
“เป็นไงบ้างคะทิว” เจน่าก้าวเข้ามาหาสามีพร้อมแก้วกาแฟของเขา
“โกรธจริงๆ แล้วล่ะตอนนี้ หญ้ากับไปป์แย่แน่ๆ นี่เจ้าหญ้าไปทำงานก็ส่งคนไปคุมเหมือนเด็กๆ เลย”
“ตายจริง”
“ทิวจะไปเชียงใหม่นะ”
“ไปเถอะค่ะ แต่ทิวไปแล้วจะช่วยอะไรได้ล่ะคะ ในเมื่อทิวบอกเองว่าพ่อจ๋าโกรธจริงๆ คราวนี้”
“ยังไม่รู้เลย แต่อยากไป เป็นห่วงหญ้า” ทิวไผ่ยืนยัน
“งั้นเดี๋ยวจัดกระเป๋าให้นะคะ จะไปวันนี้เลยหรือเปล่า”
“จะเข้าออฟฟิศก่อนน่ะ ถ้าไม่มีอะไร แล้วหาตั๋วเครื่องบินได้ก็คงไปบ่ายๆ เลย อยู่บ้านคนเดียวได้ไหมเจน่า”
“ได้สิคะ ไม่ต้องห่วงหรอก ฝากบอกหญ้าด้วยนะคะว่าเป็นห่วง” เจน่าเข้าใจสามี ในขณะเดียวกันก็นึกเป็นห่วงน้องสามีที่ตัวเองเอ็นดูไม่น้อย ทิวไผ่พยักหน้ารับพร้อมกับพึมพำขอบคุณ

มือบางของเจน่าตบลงมาที่หลังมือของเขาเป็นเชิงให้กำลังใจ เธอพอจะเข้าใจว่าทิวไผ่รักน้องแค่ไหน แม้จะอยู่ห่างกันไกล แต่สายสัมพันธ์ของพี่น้องก็แน่นหนาไม่เคยเคลื่อนคลายตามระยะทาง ทิวไผ่พลิกมือมากุมกระชับก่อนที่จะถอนหายใจออกมา แต่กระนั้นแววตากลัดกลุ้มก็ยังไม่จางหายแม้แต่นิดเดียว

 

แนะนำพูดคุยกันได้ ที่นี่ ค่ะ