ความอบอุ่นจากมือใหญ่ที่กระชับอยู่ทำให้กอหญ้าอดไม่ได้ที่จะยิ้มขณะเอนตัวพิงเบาะรถ ดวงตาสีน้ำตาลมองมือของตัวเองที่สอดประสานกับมือของปรัชญานิ่งอยู่อย่างนั้น เธอถามตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน…สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับเขาคือความจริงแน่หรือเปล่า…
เสียงเพลงภายในรถดังเบาๆ ความเงียบของคนรักทำให้ปรัชญาอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง ตั้งแต่ขึ้นรถมาหลังคำทักทายสวัสดีแล้วกอหญ้าก็ราวกับจะกลายเป็นนิ่งเงียบ
“เป็นอะไรวันนี้ โกรธที่พี่มารับช้าหรือเปล่า” มือใหญ่เพิ่มแรงกระชับขณะถาม
“เปล่าค่ะ ก็พี่ไปป์ทำงานนี่คะ หญ้าเข้าใจ” กอหญ้าตอบ เวลาหกโมงกว่าๆ เหมือนตอนนี้บางทียังเร็วเกินไปด้วยซ้ำที่เธอจะออกจากออฟฟิศ เพราะหากช่วงไหนมีงานเร่งกอหญ้ามักจะเพลินจนลืมเวลา จนบางทีกลับบ้านหลังหนึ่งทุ่มก็บ่อยไป
“พี่ขอโทษนะ อือ…วันนี้หญ้าขับรถกลับบ้านเลยดีไหม เอารถกลับไปใช้ดีกว่า ช่วงนี้พี่ถ่ายละครไม่ได้ใช้หรอก อีกอย่างหญ้าจะได้ไม่ต้องรอพี่อีก เลิกงานก็จะได้กลับได้เลยไงคะ” ปรัชญาถามน้ำเสียงอ่อนโยน
“ยังไงก็ได้ค่ะ เอาพี่ไปป์สะดวกดีกว่า” กอหญ้าเลือกที่จะตามใจเขา
“พี่อยากให้หญ้ามีรถใช้จะได้ไม่ต้องคอยพี่ แต่ว่าพี่ก็กลัวว่าหญ้าจะไม่ยอมมาหา…รับปากพี่ได้ไหมว่าได้รถกลับไปแล้วเช้าจะมาทานข้าวกับพี่ก่อนทำงาน แล้วเย็นก็จะแวะมาทานมื้อเย็นกับพี่ด้วยเหมือนกัน” ปรัชญาต่อรอง กอหญ้าหัวเราะเบาๆ แต่ก็อดรู้สึกว่าดวงหน้าร้อนผ่าวไม่ได้
…ไม่จำเป็นต้องต่อรองเลย…เธอเองก็อยากมาหาเขา…
“ค่ะ”
“นี่ค่ำแล้ว เราไปทานข้าวที่โรงแรมที่พี่พักแล้วกันนะ” ปรัชญาเสนอแล้วก็หัวเราะออกมาเมื่อได้ยินเสียงอ่อยๆ ของกอหญ้า
“ทานที่ห้องอาหารนะคะ” ประสบการณ์มื้อเช้าที่รู้สึกว่าขาดทุนในห้องพักของปรัชญาทำให้กอหญ้าอดไม่ได้ที่จะขอไว้ก่อน
“จริงๆ แล้วจากระเบียงห้องพี่น่ะ กลางคืนสวยมาก ไปทานที่ห้องพี่ดีกว่าไหม” แม้จะรู้ว่ากอหญ้ากำลังกลัวอะไรแต่ปรัชญาก็อยากแกล้ง
“อือม…ไปลองร้านอาหารใกล้ๆ โรงแรมไหมคะ บรรยากาศดีเหมือนกัน” กอหญ้ารีบเสนอแล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากเขา
“กลัวพี่?”
“เปล่า” กอหญ้าปฏิเสธเสียงสูง แล้วก็พูดไม่ออกเมื่อมือบางถูกยกไปรับสัมผัสของริมฝีปากอุ่นของเขา
“ทานที่ห้องอาหารของโรงแรมก็ได้ค่ะ กลางคืนเขามีเล่นดนตรีแจ๊สด้วยนะ ดีไหม”
“ดีค่ะ” กอหญ้าตอบรับรวดเร็ว
“ไม่กลัวพี่แต่ตอบรับไวเชียวนะ” ปรัชญาดักคอแล้วก็หัวเราะเบาๆ อีกครั้งเมื่อเห็นว่าเธอทำเป็นเสหันไปมองนอกรถ ไม่ต่อปากต่อคำเหมือนที่เคยเป็นมาเสมอ แต่รอยยิ้มที่มุมปากและสีหน้าคล้ายเก้อเขินของเธอทำให้เขารู้สึกมีความสุข
…กอหญ้าของเขา…
ห้องอาหารที่แทบจะเรียกได้ว่าร้างผู้คนเพราะนอกจากกอหญ้าและปรัชญาแล้วก็ไม่มีลูกค้าเลยมีเสียงดนตรีจากนักดนตรีแจ๊สสองคนกล่อมเบาๆ แสงไฟอ่อนแรงเทียนแต่พอจะมองเห็นได้ทั่วส่งให้บรรยากาศที่เงียบอยู่แล้วดูสงบยิ่งขึ้น
ปรัชญาเลือกที่นั่งริมระเบียงใกล้สระน้ำของโรงแรมที่ตอนนี้ร้างผู้คนเพราะเป็นเวลาปิดทำการแล้วเช่นกัน กำแพงเตี้ยๆ รอบสระที่กั้นอาณาบริเวณเป็นสัดส่วนถูกเจาะเป็นช่องเล็กๆ ห่างเป็นระยะสำหรับติดตั้งไฟโคมดวงเล็กๆ
ผืนน้ำที่สะท้อนแสงไฟบางครั้งขยับเบาๆ เพราะสายลมที่กระทบผิวน้ำ ทิวไม้สูงรอบบริเวณและเหนือขึ้นไปบนท้องฟ้ามีดวงดาวกระพริบพรายทำให้กอหญ้าอดนึกชมการตกแต่งของโรงแรมแห่งนี้ไม่ได้ …ตั้งอยู่กลางเมืองแท้ๆ แต่ให้บรรยากาศราวกับอยู่ในดินแดนแสนสงบที่แสนห่างไกล
“วันนี้ทำงานเป็นไงมั่ง ไม่มีอะไรเล่าให้พี่ฟังเลยเหรอ” ปรัชญาถาม ความเคยชินที่จะได้โทรศัพท์หากันและกอหญ้ามักจะเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันให้รับรู้ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะถาม …วันนี้เขาวุ่นทั้งวันจนไม่ได้โทรหาเธอเลย…
“ก็เรื่อยๆ ตามประสาล่ะค่ะ วันนี้ภรรยาของผู้ถือหุ้นที่หญ้าพอจะคุ้นเคยอยู่บ้างแวะมาที่ออฟฟิศด้วยนะคะ พี่เค้าซื้อช็อคโกแล็ตจากเมืองนอกมาฝากหญ้าล่ะ” กอหญ้าเล่าถึงคุณลินดาด้วยแววตาสดใสแล้วก็กลายเป็นฉงนเมื่อเห็นมือใหญ่ยื่นมาตรงหน้า
“อะไรคะ?”
“ส่วนของพี่ล่ะ ฝากหญ้า…พี่ก็ต้องมีส่วนด้วยสิ”
“แน้… เกี่ยวอะไรคะ พี่ลินดาซื้อมาฝากหญ้าไม่ได้บอกสักหน่อยว่าให้แบ่งให้ใครได้” กอหญ้าล้อกลับ
“อ้าวแล้วกัน พี่เป็นแฟนหญ้านี่นา เพราะฉะนั้นก็ต้องได้เท่าๆ กับหญ้านั่นแหละ”
“ใครบอก…ยังไม่ใช่แฟนสักหน่อย” ประโยคหลังกอหญ้าบ่นเสียงเบากับตัวเองพร้อมกับก้มหน้างุดๆ ทำเป็นสนใจอาหาร
ปรัชญามองท่าทางของเธอแล้วอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือมาแตะปลายคางเล็กๆ กอหญ้ายอมเงยหน้าตามแรงแตะที่อ่อนโยนของเขาแต่ยังเลือกที่จะไม่เลื่อนสายตาตามไปมองสบตา
“เมื่อไรหญ้าจะมั่นใจในตัวพี่…เมื่อไรจะยอมรับที่จะบอกใครๆ ว่าเราเป็นอะไรกัน” ปรัชญาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง น้ำเสียงที่คล้ายจะติดแววตัดพ้ออยู่ด้วยทำให้กอหญ้าพยายามยิ้มเพราะไม่รู้จะตอบออกไปอย่างไร
“หญ้ากลัวอะไรบอกพี่ได้ไหม” ปรัชญาถามอีก คำถามนี้ทำให้กอหญ้ายิ่งถามตัวเองเงียบๆ ในใจ
…กลัว?...เธอกำลังกลัวอย่างนั้นเหรอ…กลัวอะไร…ไม่มั่นใจในตัวเขาหรือว่าตัวเอง…
ปรัชญาถอนหายใจน้อยๆ เมื่อไม่ได้รับคำตอบอะไรจากเธอเป็นคำพูด ความน้อยใจผ่านเข้ามาทำให้เขาปล่อยมือจากปลายคางเนียน
“พี่ไปป์…” กอหญ้าที่พอจะรู้สึกเรียกเขาด้วยน้ำเสียงเอาใจ
“พี่เป็นอะไรสำหรับหญ้า…บอกให้พี่ได้ยินสักนิดได้ไหม” ปรัชญาถามด้วยน้ำเสียงเว้าวอนเช่นเดียวกับแววตา
กอหญ้าตัดสินใจเลื่อนมือไปวางทับมือใหญ่แล้วบีบกระชับ ส่งยิ้มที่อ่อนหวานที่สุดไปให้
“เป็นคนที่หญ้าให้ความสำคัญยิ่งกว่าใครๆ เป็นคนเดียวที่หญ้าจะขอวางมือไว้ให้จับจูงเสมอไงคะ”
ปรัชญาถอนหายใจแรงๆ เป็นเชิงประชด …เลี่ยงอยู่ดี… แต่แล้วดวงตาของเธอที่หันไปมองประตูห้องอาหารแล้วค้างอยู่กับอย่างนั้นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองตาม …พระแพง…
“พระแพงนี่คะ แปลกจังมาเชียงใหม่ด้วย” กอหญ้าเปรยเบาๆ ปรัชญาถอนสายตาหันกลับมาหาคนรักของเขา พระแพงเดินทางมาพร้อมกับกองถ่ายเมื่อเช้านี้…แม้จะถูกจัดให้พักอยู่โรงแรมเดียวกันแต่เขาไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
“มาถ่ายละครน่ะ”
“หือ? ถ่ายละคร ทำไมพี่ไปป์รู้ล่ะคะ หรือว่า?” กอหญ้าหันมาหาปรัชญาแล้วไล่เรียงความเข้าใจ
ปรัชญายิ้มน้อยๆ แล้วพยักหน้ากลับมาให้
คำตอบเป็นอากัปกิริยาที่ได้รับแม้จะไม่มีทีท่าให้รู้สึกไม่สบายใจแต่กอหญ้าก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ ก่อนหน้านี้ตอนไปงานแต่งงานของพระแพงและแม็คเธออาจจะไม่รู้สึกอะไรกับข่าวของปรัชญากับพระแพง เพราะความรู้สึกของตัวเองที่วางไว้เพียงคนนอกสำหรับเขา แต่ในเวลานี้…เธอรู้สึกไม่สบายใจ
ไม่เห็นพี่ไปป์เล่าให้ฟังเลยว่าเล่นคู่พระแพง
แววตาของกอหญ้าสลดแต่ก็เพียงวูบเดียว เธอพยายามเกลื่อนให้สดใสไม่มีอะไรผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่พระแพงก้าวเข้ามาใกล้บริเวณโต๊ะของเธอกับปรัชญา แล้วประโยคไม่คาดฝันก็ดังขึ้นจากผู้มาใหม่
“นั่งด้วยคนได้ไหมคะ”
กอหญ้าหันไปมองใบหน้าสวยหวานของพระแพงแล้วอดรู้สึกวูบในใจไม่ได้ แววตาของพระแพงที่มองมาทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยสะดวกใจแต่ก็ยังฝืนยิ้มรับ
“นั่งสิ” ปรัชญาเอ่ยแล้วร่างสูงโปร่งสวยก็ทรุดตัวลงนั่งกลายเป็นบุคคลที่สามทันที
“ขอสลัดกุ้งนะคะ” น้ำเสียงไพเราะน่าฟังของพระแพงบอกรายการอาหารแก่บริกรที่โค้งรับก่อนจะถามรายการเครื่องดื่ม พอได้คำตอบก็ถอยห่างไปอย่างสุภาพเพื่อไปจัดการตามหน้าที่
“เห็นไปป์หายไป นึกว่าไปไหน ไปรับสาวน้อยน่ารักมาทานข้าวนี่เอง พระแพงนะคะ…จำได้ว่าเคยพบกันแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่ได้รู้จักกัน” พระแพงหันมาถามกอหญ้าด้วยน้ำเสียงสดใส
“สวัสดีค่ะ กอหญ้าค่ะ” กอหญ้าตอบ
“ดีใจที่ได้พบกันอีกนะคะ”
“แล้วนี่แพงมาคนเดียวเหรอ” ปรัชญาถามพระแพงบ้าง
“อือม…คนเดียว ถึงได้นึกอยู่เนี่ยว่าไปป์ใจร้าย ไม่ชวนกันบ้างเลย พักที่เดียวกันแท้ๆ”
“พอดีไปป์ต้องไปรับหญ้าน่ะ เรามีนัดกันทุกวัน”
“กอหญ้ามาเที่ยวเชียงใหม่เหรอคะ” พระแพงหันมาถามกอหญ้าที่เพิ่งได้รู้จัก
“หญ้าอยู่เชียงใหม่ค่ะ ไม่ได้มาเที่ยวหรอก”
“อ้าวเหรอคะ เป็นชาวเหนือนี่เองผิวถึงได้สวยเชียว”
“ขอบคุณค่ะ แต่คงไม่เท่าคุณพระแพงหรอกค่ะ”
“แหม ขอบคุณนะคะ อาชีพอย่างแพงก็ต้องพยายามดูแลตัวเองหน่อย เหมือนไปป์นั่นแหละค่ะ รายนี้ดูดีเสมอเลย” พระแพงเอ่ยแล้วหัวเราะพร้อมๆ กับหันไปมองสบตาชายหนุ่มคนเดียวภายในโต๊ะที่ส่งยิ้มสุภาพตามนิสัยของเขา
“จริงสิ ได้ยินว่าจะมีนักข่าวตามมาทำข่าวด้วยนะไปป์”
“อ้าว ก็เคยมาทำข่าวตอนเปิดกล้องแล้วนี่นา” ปรัชญาสงสัย พระแพงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะขยายความ
“เก็บภาพเบื้องหลังครั้งที่สองน่ะ”
หัวข้อสนทนาที่ตัวเองไม่มีประสบการณ์หรือความเกี่ยวข้องเลยแม้แต่นิดเดียวทำให้กอหญ้าได้แต่นิ่งฟัง ท่าทางของปรัชญาและพระแพงที่คุยกันสบายๆ เกี่ยวกับงานละคร บางครั้งเคล้าเสียงหัวเราะดูเป็นธรรมชาติของคนทั้งคู่ประสานกันในสิ่งที่ตัวเองไม่ค่อยเข้าใจทำให้กอหญ้านึกในใจ …คนจากโลกเดียวกัน… ภาพนางเอกสาวสวยและนายแบบหนุ่มตรงหน้าทำให้กอหญ้าเกือบลืมหายใจ
…เหมาะสมกันราวภาพวาด…
“ขอตัวแป๊บนะคะ” กอหญ้าขยับตัวเมื่อเริ่มรู้สึกว่าหัวใจตัวเองคล้ายจะเต้นแผ่วลง
“ไปไหนคะ” ปรัชญาถามด้วยความเป็นห่วง คำลงท้ายที่ได้ยินทำให้พระแพงอดหันไปมองไม่ได้แล้วก็บีบมือเข้าหากันเมื่อเห็นแววตาห่วงใยของปรัชญาทอดมองกอหญ้า
“ห้องน้ำค่ะ” กอหญ้าที่พอจะรู้ว่าเขาเป็นห่วงบอกพร้อมกับยิ้มก่อนจะลุกจากโต๊ะก้าวจากมา
…ความรู้สึกของเขาที่ส่งผ่านแววตาทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น…สำหรับเขา เธอคือคนสำคัญ…เสมอไปใช่ไหม จะเป็นแบบนี้เสมอไปหรือเปล่า สุดท้ายแล้วกอหญ้าก็คล้ายกับจะไม่มั่นใจในอนาคต…
ทางเดินที่เงียบสงบมีแสงโคมเป็นระยะให้ความสว่างแค่พอมองเห็นส่งให้บรรยากาศของโรงแรมแห่งนี้ราวกับจะไม่ใช่สถานที่กลางเมืองเชียงใหม่ ห้องพักที่มีไม่มากนักทำให้บริเวณต่างๆ เรียกได้ว่าแทบจะร้างผู้คน
กอหญ้าเดินเอื่อย พยายามลืมความรู้สึกไม่สบายใจของตัวเอง ตามทางเดินที่นอกจากพนักงานของโรงแรมใกล้ห้องน้ำแล้วก็ไม่พบใครอีกทำให้กอหญ้าไม่ได้ระวังตัวมากนัก จนกระทั่งร่างของใครคนหนึ่งที่เร่งรีบสวนมาจากมุมหนึ่งชนจนตัวเซ
“ขอโทษครับ อ้าว!” คำขอโทษตามมาด้วยน้ำเสียงและอาการราวกับจะรู้จักเธอทำให้กอหญ้าหันไปมอง
“คุณ!”
“มาทำไมแถวนี้ล่ะเนี่ย อ้อ…ตามไปป์มาเหรอ” แม็คถามแล้วประกายก็เหมือนกับจะดีใจ
“ไม่เกี่ยวกับคุณสักหน่อย” กอหญ้าขยับจะเดินหนีแต่แล้วมือของแม็คก็เอื้อมมารั้งไว้
“มากับไปป์ใช่ไหม…ใช่ไหม?” น้ำเสียงคาดคั้นราวกับว่าคำตอบของเธอคือสิ่งที่รอคอยมาทั้งชีวิตทำให้กอหญ้าประหลาดใจ ก็ไม่ชอบพี่ไปป์แล้วจะมาถามหาทำไมเนี่ย
“ใช่ ปล่อยนะคุณ ฉันเจ็บ”
“เอ่อ…ขอโทษ” แม็คบอกแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก มันเป็นท่าทางที่ทำให้กอหญ้ายิ่งงง
“เป็นอะไรของคุณ ถามหาพี่ไปป์ทำไม” กอหญ้าอดไม่ได้ที่จะถาม
“ก็แค่โล่งใจ ช่วยจับแฟนของเธอไว้ดีๆ หน่อยได้ไหม” เสียงของแม็คที่เปลี่ยนไป กลายเป็นรวนหาเรื่องเหมือนที่เคยได้พบกันครั้งแรกทำให้กอหญ้านึกโมโห
ไอ้ดารานิสัยเสียนี่เอาอีกแล้ว เห็นดีแป๊บเดียวเกิดบ้าขึ้นมาจนได้
“ปากเสีย นิสัยก็ไม่ดี ถามจริงๆ นะ ไปทำอีท่าไหนพระแพงเค้าถึงยอมแต่งงานด้วยเนี่ย”
“เธอ!” แม็คไม่คิดว่าจะได้ยินคำๆ นี้จากผู้หญิงตัวเล็ก ท่าทางเหมือนเด็กเมื่อวานซืน
กอหญ้าขยับห่างรักษาระยะ …อย่างน้อยหากไอ้ดาราบ้านี่ทำตัวไม่เป็นสุภาพบุรุษจะซัดเธอขึ้นมา จะได้มีระยะให้วิ่งหนีทัน… สู้กลับน่ะทำแน่ แต่ต้องขอสู้แล้วมีทางรอดด้วย เธอถึงจะทำ
“ปากดีนักนะ ผู้หญิงบ้าอะไรเนี่ย”
“ก็ผู้หญิงแบบนี้แหละ ทำไม” กอหญ้าไม่มียอมแพ้ แล้วเธอก็ได้ยินเสียงถอนหายใจแรงๆ จากแม็คก่อนที่เขาจะขยับตัวพิงกรอบระเบียงทางเดินด้วยท่าทางอ่อนใจ
“จะไปหาแฟนเธอก็ไปเถอะ ไม่อยากยุ่งแล้วผู้หญิงแบบนี้ เถียงคำไม่ตกฟาก ไม่น่ารักเอาเสียเลย”
“แหมคุณ หลงตัวเองไปหรือเปล่า ฉันไม่ได้ขอให้คุณชมว่าน่ารักสักหน่อย” กอหญ้าชักสีหน้าแล้วสะบัดหนี ก้าวห่างไม่อยากอยู่ใกล้คนพาล ท่าทางลมเพลมพัดเหมือนผีเข้าผีออกอย่างแม็ค …ใครจะชมว่าหล่อยังไงก็เถอะ แต่ถ้านิสัยไม่น่าคบแบบนี้กอหญ้าคนหนึ่งล่ะจะขอเชิด แล้วหนีให้ห่าง…
“เดี๋ยว! เอ่อ…เธอ” แต่แล้วเสียงของแม็คก็รั้งเอาไว้ ท่าทางเหมือนลังเล
“อะไร เรียกทำไม” กอหญ้ากระชากเสียงถาม
“เห็น…พระแพงบ้างไหม” น้ำเสียงไม่มั่นใจที่ได้ยินทำให้กอหญ้านิ่งไปชั่วครู่ เธอหันกลับไปมองแม็คแล้วก็เห็นท่าทางคล้ายเด็กที่ตามหาของรักแล้วหาไม่พบ
พระแพง…ถ้าเขารู้ว่าเธออยู่กับพี่ไปป์ตอนนี้ อะไรจะเกิดขึ้น… เค้าความยุ่งยากรางเลือนทำให้กอหญ้ากลั้นหายใจคิดแล้วก็ได้ยินเสียงของแม็คดังขึ้นมาก่อน
“ช่างเถอะ! ไปหาเองได้” ร่างของเขาขยับตัว หันไปมองทิศที่ตั้งของห้องอาหารทำให้กอหญ้าต้องรีบรั้งเอาไว้
“ตามหาพระแพงเหรอ”
“อือ…”
“คุณไม่ได้มากับเธอเหรอ…ถ่ายละคร” กอหญ้าก้าวเท้าเข้าไปใกล้แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นแววตาที่บอกไม่ถูกของแม็ค คล้ายเศร้าขื่น…แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่
“ไม่เกี่ยวกับเธอ” เสียงห้วนที่ได้ยินทำให้กอหญ้าถอนหายใจแรงๆ เป็นเชิงประชดทันที
“นี่คุณ จะขอความช่วยเหลือใคร ช่วยแสดงท่าทางให้เห็นหน่อยดีไหมว่าน่าช่วย ไม่ใช่น่าซ้ำเข้าให้แล้วชี้ส่งทางมั่วๆ ให้ไปหลงงมเอาเอง”
“เธอ!”
“เรียกเธอหลายทีแล้วนะ กอหญ้า…ฉันชื่อกอหญ้า”
“จะชื่ออะไรก็ช่างเถอะ ไอ้ที่เถียงๆ อยู่เนี่ยเห็นหรือไม่เห็น” น้ำเสียงที่ได้ยินทำให้กอหญ้าอยากตะโกนออกไปจริงๆ เห็นสิ เห็นภรรยาของนายกำลังนั่งทานข้าวกับแฟนของฉันสองต่อสองตอนนี้
“ลองไปดูที่ห้องหรือยังล่ะ กลับห้องไปแล้วหรือเปล่า” กอหญ้าเลือกที่จะบอกไปอีกทาง แม้จะรู้จักแม็คน้อยนิดแต่เธอคิดว่าพอจะเข้าใจความรู้สึกของเขาที่หวาดระแวงปรัชญากับภรรยาของตัวเอง ถ้าให้ไปเห็นว่าอยู่ด้วยกันตอนนี้มีแต่จะเป็นเรื่องวุ่นวายเสียเปล่าๆ
แม็คเหมือนจะพึมพำอะไรสักอย่างที่กอหญ้าจับคำพูดไม่ทันแล้วร่างของเขาก็ขยับไว หายไปทางที่ทอดยาวสู่ห้องพัก กอหญ้ามองตามแผ่นหลังของเขาแล้วถอนหายใจ พอหันกลับไปมองห้องอาหารที่อยู่ไม่ไกลก็นึกในใจ
ที่สำคัญคือตรงนั้น…หมดเวลาดินเนอร์แล้วมั้ง
“เป็นห่วงจังนะ คนพิเศษตัวจริงใช่ไหมเนี่ย” ท่าทางของปรัชญาที่คอยมองทางเดิน รอให้กอหญ้ากลับมาปรากฏชัดตาทำให้พระแพงอดไม่ได้ที่จะถาม แล้วก็ได้ยิน…ได้เห็นสิ่งที่ทำให้ตัวเองเจ็บที่หัวใจ
“อือม…” คำตอบรับสั้นๆ แต่แววตาที่อ่อนละมุนแทนทุกความรู้สึกในหัวใจ
“รู้จักกันนานแล้วเหรอ ไม่เห็นได้ข่าวเลย” พระแพงถามต่อ
“ตอบยากเหมือนกันนะ คำถามนี้” ปรัชญายิ้มอ่อนโยนเมื่อลองนึกย้อนเรื่องราวที่รู้จักกอหญ้าทั้งหมด จะบอกว่าเคยเห็นเธอเมื่อสี่ปีก่อน แล้วเพิ่งมารู้จักและเริ่มเรียนรู้ผูกพันเมื่อไม่นานมานี้ มันจะฟังประหลาดไปไหมนะ
“ทำไมล่ะ หรือไม่อยากเล่าให้แพงฟัง”
“ไม่ใช่ไม่อยากหรอกนะ จริงๆ แล้วไปป์ติดคำสัญญาบางอย่างไว้กับหญ้าด้วย เลยยิ่งจับต้นชนปลายเล่าให้แพงฟังไม่ถูก” สีหน้าติดแววขออภัยและเหตุผลที่ได้ยินทำให้พระแพงไม่เข้าใจ แต่ท่าทางให้ความสำคัญกับคำสัญญาของเขายิ่งย้ำว่ากอหญ้าคือคนสำคัญตัวจริงสำหรับหัวใจของปรัชญา
“ดีจริงนะ แพงชักอิจฉาน้องกอหญ้าแล้วสิ” พระแพงเอ่ยเสียงขื่น
“อย่าอิจฉาเลย ไปป์เชื่อว่าสำหรับแม็คแล้ว แพงก็สำคัญที่สุด…ยิ่งกว่าใคร”
“แต่แพงไม่อยากได้…” พระแพงเอ่ยสวนทันที
“มีปัญหากับแม็คเหรอแพง” ปรัชญาถามด้วยความเป็นห่วง
“จะผิดไหมไปป์ ถ้าคนที่แพงรักไม่ใช่สามีตัวเอง” คำพูดที่ได้ยินและแววตาของพระแพงที่มองมาทำให้ปรัชญาเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เขานิ่งมองพระแพงไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดีในสถานการณ์แบบนี้
“บางทีแพงก็คิดว่าการแต่งงานระหว่างแพงกับแม็คมันไม่ควรเกิดขึ้นเลย…แพงพลาดเอง แล้วชีวิตของแพงก็เหมือนจะพลาดหมด”
“คิดมากไปหรือเปล่า แม็ครักแพงนะ อาจจะเพราะกำลังปรับตัวเข้าหากันอยู่หรือเปล่าถึงได้ทำให้แพงคิดมากแบบนี้”
พระแพงหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ มือยกแก้วไวน์ดื่มรวดเดียวเกลี้ยงแก้ว ปรัชญามองด้วยความไม่สบายใจ หัวใจคิดถึงกอหญ้า…อยากให้เธอกลับมาอยู่ข้างเขาเสียทีในเวลาแบบนี้
“แพงไปดูให้ไหม” พระแพงมองตามสายตาของปรัชญาแล้วอดไม่ได้
“ไม่ต้องหรอก…มาแล้ว” ปรัชญาตอบพระแพงแต่ตามองคอยคนตัวเล็กที่ก้าวกลับเข้ามาในห้องอาหาร มือใหญ่ของเขาเอื้อมไปดึงมือของกอหญ้าเอาไว้ยามที่เธอเดินผ่านแล้วก็ไม่ยอมปล่อย กุมไว้อย่างนั้นแม้ยามที่เธอทรุดตัวลงนั่งแล้ว
“ทำไมหายไปนานจัง พี่เป็นห่วง” ปรัชญาถาม
“ขอโทษค่ะ พอดีโรงแรมสวยหญ้าเลยเพลินไปหน่อย” กอหญ้าบอกในขณะที่สมองนึกหาเหตุที่จะยุติอาหารค่ำมื้อนี้เสียที “หญ้าเหนื่อยจังค่ะวันนี้ อยากกลับแล้ว พี่ไปป์ทานเสร็จหรือยังคะ เอ่อ…ขอโทษคุณพระแพงด้วยนะคะ”
“อ๋อ…ไม่เป็นไรค่ะ น้องหญ้าจะกลับก่อนก็ได้ ไม่ต้องเป็นห่วงไปป์หรอก พี่นั่งทานเป็นเพื่อนไปป์ได้ ยังไงก็พักโรงแรมนี้ด้วยกัน” คำตอบที่ได้รับกลับมาทำให้กอหญ้ารู้สึกราวกับมีใครสักคนขอคนรักของเธอไปดูแลแทน มือบางจึงกุมกระชับตอบแรงของปรัชญาทันที
“เมื่อวานหญ้าเหมือนจะลืมของไว้ที่ห้องพี่ไปป์ ไปเอาได้ไหมคะ” กอหญ้าถามคนรักเสียงอ่อนหวาน ความหวงผ่านเข้ามาในหัวใจของเธอ
“ได้สิคะ งั้นไปป์คงต้องขอตัวก่อนนะแพง” ปรัชญาเลือกที่จะเอาใจคนรักมากกว่าพระแพง เขาหันไปมองสบตาบริกรเพื่อเรียกมาจัดการค่าใช้จ่าย
“อย่าอยู่ดึกนักนะแพง” ปรัชญาบอก พระแพงส่งยิ้มสุภาพกลับไปให้แล้วก็ได้แต่ทอดสายตามองแผ่นหลังของปรัชญาที่หายลับไปด้วยแววตาเศร้า
“ขอบรั่นดีหน่อย ออนเดอะร็อคนะ” เสียงของพระแพงเรียกบริกรมารับออร์เดอร์ แล้วมันก็กลายเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่พระแพงเลือกแอลกอฮอล์รสแรงเป็นเพื่อนให้กับตัวเอง
อาการก้าวเดินเรื่อยๆ โดยมีมือของเธออยู่ในอุ้งมืออบอุ่นทำให้กอหญ้าได้แต่มองอย่างลำบากใจ …เธอไม่ได้ลืมอะไรไว้ที่ห้องพักของเขา… ระยะทางที่ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ ทำให้กอหญ้าตัดสินใจเอ่ย
“เอ่อ…เราไม่ต้องไปห้องพี่ไปป์แล้วก็ได้ค่ะ หญ้าน่าจะไม่ลืมอะไร”
“ลืมสิ ทำไมจะไม่ลืมล่ะ”
“ลืม? ไม่ลืมหรอกค่ะ” แม้จะยืนยันไปแบบนั้นแต่กอหญ้าก็ยังต้องเดินตามปรัชญาอยู่ดี “พี่ไปป์คะ…” กอหญ้าทำเสียงอ่อนเรียกแต่ดูท่าทางคนเดินนำจะไม่ได้ยิน เพราะเขายังคงเดินเงียบ กอหญ้าเร่งฝีเท้าเพื่อจะได้เดินเสมอกันแล้วก็ได้เห็นมุมปากของเขายกน้อยๆ เป็นเชิงยิ้ม แววตาวิบวับจนเธอรู้สึกว่าเขาเป็นคนเจ้าเล่ห์บอกไม่ถูก
“รู้ว่าหญ้าไม่ได้ลืมอะไร? แกล้งหญ้า?” กอหญ้าถามแล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะต่ำๆ ในลำคอของเขา
ปรัชญามองไปที่สนามหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ของโรงแรมแล้วตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง รั้งให้หญิงสาวร่างเล็กได้ก้าวไปพร้อมกันแล้วทรุดตัวนั่งที่ม้านั่งตัวยาว
“หญ้าลืมจริงๆ นะ ไม่เชื่อพี่เหรอ”
“ลืมได้ยังไงคะ ก็หญ้ากะ…” พูดไปได้แค่นั้นกอหญ้าก็หยุด …จะบอกได้อย่างไรว่าตัวเองจงใจอยากแยกปรัชญาออกมา ไม่อยากให้เขานั่งอยู่กับพระแพงอีกต่อไป
“พี่ดีใจ”
“ค้า?” เสียงกอหญ้าสูงโดยไม่รู้ตัว ดวงตาสีน้ำตาลหันไปมองปรัชญาด้วยความไม่เข้าใจ
“พี่อยากให้หญ้าเชื่อพี่สักอย่างได้ไหม…พี่ไม่มีอะไรกับพระแพง พี่รักหญ้าเท่านั้น” คำพูดหวานหูและอ่อนโยนทำให้กอหญ้ารู้สึกราวกับความอบอุ่นบางอย่างผ่านเข้าสู่หัวใจ
“หญ้าเชื่อพี่ค่ะ” กอหญ้าบอกเสียงเบาแล้วร่างก็เอียงตามแรงรั้งไปพิงไหล่หนา
ลานกว้างที่นอกจากต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้นและอาคารห้องพักที่ไม่สูงนักยังพอจะทำให้มองเห็นท้องฟ้าได้ชัดเจน ดวงดาวที่กระจายทั่วแม้จะไม่ถึงกับเกลื่อนฟ้าแต่ก็ให้ความรู้สึกไม่ถึงกับอ้างว้าง กอหญ้ายื่นมือสูงราวกับอยากจะแตะดวงดาวสักดวง
“อยากได้เหรอ?” ปรัชญาถาม
“เอาให้หญ้าได้ไหมล่ะคะ” พอได้อยู่ด้วยกันเงียบๆ ไม่ต้องมีใครมาแทรก กอหญ้าก็เริ่มรู้สึกสบายใจเหมือนที่เคยเป็น กลับไปเป็นกอหญ้าที่สดใส
“ไม่ได้หรอก…ต่อให้อยากหาทุกอย่างที่หญ้าอยากได้มาให้แต่อะไรที่ทำไม่ได้ พี่จะไม่โกหก…ไม่หลอกล่อ…ไม่หาทางพลิกแพลง” ปลายนิ้วของปรัชญาไล้หลังมือของกอหญ้าเบาๆ ขณะบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ว้า…สักนิดสิคะ อย่างน้อยหญ้าจะได้ดีใจตอนนี้ไง” กอหญ้าแกล้งทำเสียงเสียดาย
“ไม่…พี่จะไม่ทำแบบนั้น ระหว่างเราจะมีแต่ความจริง เพราะพี่อยากให้หญ้าเป็นความจริงของพี่” ประโยคที่ได้ยินทำให้กอหญ้ายิ้ม
…ความจริง…นั่นสินะ ถ้าเขาบอกในสิ่งที่ทำไม่ได้…ไม่ก็หาทางแปลงความหมายพลิกแพลงตามใจ สุดท้ายเมื่อได้พบว่ามันไม่จริง ความดีใจเพียงระยะเวลาสั้นๆ มันก็คงไม่ยืนยาว…
กอหญ้าปล่อยให้ร่างของตัวเองเอียงซบกระไออุ่นของเขาอยู่อย่างนั้นท่ามกลางความเงียบสงบ ดวงตามองไปที่ดวงดาว “งั้นเอาเป็นเราจะหาเวลามานั่งมองดาวด้วยกันได้ไหมคะ”
น้ำเสียงอ่อนหวานแม้คนพูดจะไม่หันมามองสบตา ยังคงทอดมองไปยังฟากฟ้าแต่ปรัชญาก็ยังได้เห็นรอยยิ้มของกอหญ้า
“ครับ เราจะหาเวลามานั่งดูดาวด้วยกันสองคนเสมอนะ” ปรัชญากระซิบตอบแล้วจรดริมฝีปากลงไปที่หน้าผากได้รูปของเธอ
“อื้อ…” กอหญ้าขยับห่าง แกล้งทำตาขุ่นมองปรัชญาที่ยิ้มรับหน้าตาย
“ดึกแล้วค่ะ หญ้าต้องกลับแล้ว ไปส่งที่รถนะคะ” กอหญ้าบอก ปรัชญาพยักหน้ารับแล้วลุกยืน มือยังเกาะกุมจูงกันไปตามทางสู่ลานจอดรถของโรงแรม
รถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดแต่สองหนุ่มสาวไม่สนใจ เดินเลี่ยงเพื่อตรงไปยังรถของกอหญ้าที่จอดอยู่ไม่ไกล แต่แล้วก็ต้องหันไปมองเมื่อได้ยินเสียงเรียก
“ไปป์”
กอหญ้าหันไปมองว่าใครเรียกคนรักของเธอ ในขณะที่ปรัชญาขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจก่อนจะเรียกชื่อหญิงสาวที่ก้าวลงมาจากรถ …ไม่นึกว่าจะมาถึงคืนนี้…
“พี่ริน”