


เสียงจอแจและความแออัดท่ามกลางกลุ่มคนในตลาดนัดจตุจักรไม่ได้ทำให้ร่างเล็กที่เดินนำพี่ชายมีทีท่าอ่อนแรงแม้เพียงสักนิด ยังคงเพลิดเพลินกับการเลือกซื้อข้าวของ เข้าร้านนั้นออกร้านนี้อย่างสนุกสนาน
กอหญ้าจบทริปทะเลสั้นๆ กลับถึงกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ช่วงเวลาที่ยังเป็นวันหยุดและพี่ชายยังไม่จำเป็นต้องไปทำงานทำให้เธอชวนเขามาเดินเที่ยวตลาดนัดเลื่องชื่อของกรุงเทพฯ และทิวไผ่ก็ยอมรับปากเพราะไม่คิดว่ามันหนักหนาอะไร จะมีตอนนี้นั่นแหละที่เริ่มคิดว่าชักจะไม่ไหว ในที่สุดร่างสูงของทิวไผ่ที่เดินตามน้องก็หยุดเอาดื้อๆ ที่ร้านข้าวแกงขึ้นชื่อ
"อ้าวพี่ทิว! ทำไมหยุดเอาง่ายๆ อย่างนี้ล่ะ" กอไผ่โวยวาย
"นี่เดินมาตั้งนานแล้วนะ เราไม่หิว ไม่เหนื่อยบ้างหรือไงเจ้าหญ้า" ทิวไผ่บ่นเหนื่อยๆ
"โธ่นิดเดียวเอง ทีเมื่อเช้าหญ้าไปเดินเป็นเพื่อนที่สนามกอล์ฟตั้งหลายชั่วโมงยังไม่บ่นเลย" กอหญ้าทวงบุญคุณที่วันนี้ตัวเองตื่นแต่ไก่ยังไม่โห่ ไปเดินเป็นเพื่อนพี่ชายออกรอบ
"ไม่ได้ขอสักหน่อย อยากตามไปเองนะ ไม่รู้ล่ะ หิวแล้วก็เหนื่อยด้วย ถ้าไม่ได้กินอะไรตอนนี้ก็ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ป้าครับขอข้าวราดพะแนงหมูไข่พะโล้ที่หนึ่ง แล้วก็โอเลี้ยงแก้วหนึ่งด้วยครับ" ทิวไผ่ไม่มีทีท่าจะลุกแถมยังสั่งอาหารให้ตัวเองเรียบร้อย
"ก็ได้ๆ พักก่อนก็ได้" ว่าแล้วกอหญ้าก็ทรุดตัวนั่งตาม มือเอื้อมไปดึงจานข้าวแกงที่เด็กยกมาวางให้พี่ชายไปตักทานหน้าตาเฉย
"อ้าว! เฮ้ย! นั่นมันของพี่นะเจ้าหญ้า"
"ยกให้น้องเถอะน่า นะ เป็นพี่ต้องเสียสละให้น้อง" ประโยคที่ได้ยินมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ทิวไผ่ถอนหายใจ
"เวรของฉันที่เกิดเป็นพี่ เอ้านี่ ทิชชู่" ทิวไผ่บ่น มือหันไปสาวกระดาษทิชชู่ม้วนในกล่องที่วางไว้พับทบแล้วส่งไปให้น้องสาว ก่อนจะหันไปสั่งอาหารให้ตัวเอง ข้าวราดแกงที่จะเป็นของทิวไผ่จริงๆ ถูกวางลงมา คราวนี้เขาไม่รอช้า จัดการจนเกลี้ยงจานในเวลารวดเร็ว ไม่นานทิวไผ่ก็ต้องมาเดินตามน้องสาว ตะลอนๆ ไปจนทั่วตลาดนัดอีกครั้งจนได้
"กลับบ้านสักทีได้หรือยังเจ้าหญ้า พอเถอะ" ทิวไผ่เริ่มบ่น
"ทำไมขี้บ่นแบบนี้พี่ทิว ถามจริงๆ นะเวลาเดินตามพี่เจน่าบ่นแบบนี้ไหมเนี่ย"
"เจน่าเหรอ" พอได้ยินชื่อคนรักใบหน้าทิวไผ่ก็อ่อนละมุน ...หลายวันแล้วที่เจน่าไม่อยู่...ตั้งแต่แต่งงานกันมามีครั้งนี้ล่ะมั้งที่ห่างกันเสียหลายวันแบบนี้...
"อือ ก็พี่เจน่าสิ หรือว่ามีแอบมีกิ๊ก" กอหญ้าถามย้อน
"เจ้าหญ้า เอาที่ไหนมาพูด เดี๋ยวเหอะ" ทิวไผ่มองน้องด้วยแววตาคาดโทษ
"พี่เจน่าจะกลับมาเมื่อไรเหรอพี่ทิว"
"อาทิตย์หน้าน่ะ เราคงไม่ทันได้เจอหรอก จะอยู่แค่ไม่กี่วันไม่ใช่เหรอ"
"นั่นสินะ เสียดายจัง เลยอดรอรับของฝากเลย ไม่เป็นไรๆ พี่ทิวส่งไปให้หญ้าที่บ้านแล้วกันนะ จะรอรับ"
"เปลืองค่าส่ง"
"อย่ามาทำพูดเหมือนจะแฮฟส่วนของหญ้าแบบนี้นะ" ท่าทางตีโพยตีพายทันทีของกอหญ้า และภาษาแสลง ‘แฮฟ' ทำให้ทิวไผ่หัวเราะ ไอ้ตัวดีมันกลัวเขาโมเมเหมาส่วนที่เป็นของมันไป
"เมื่อไรจะมีหลานเสียทีหาพี่ทิว รอนานแล้วนะ"
"ก็ยังไม่ถึงเวลามาของเค้ามั่ง รออีกหน่อยสิ" ทิวไผ่เองก็อยากมีเทวดาตัวน้อยๆ อยู่เหมือนกัน แต่เขาบังคับธรรมชาติไม่ได้นี่นา
"พี่ทิวไม่ได้ผิดปกติใช่ไหม"
"เอาแล้วเจ้าหญ้า ถามคำถามน่าโดนเขกหัวจริงๆ" ทิวไผ่ชักสีหน้าใส่น้อง
"โอเคๆ ไม่ถามแล้วก็ได้ แต่อย่าลืมก็แล้วกันว่าใครๆ เค้ารอเจ้าตัวเล็กอยู่นะ"
"เออน่า" ทิวไผ่ทำเป็นรำคาญ แล้วหันมาชวนน้องออกเดินต่อ
"จะดูอะไรอีกเร็ว ทางโน้นไหม"
ผู้คนเบียดเสียดทำให้เขาเป็นห่วงน้องสาวที่ตัวเล็กนิดเดียว เจ้าหญ้าเหมือนแม่จ๋าที่ตัวเล็กบางในขณะที่เขาหนักจะเหมือนพ่อจ๋าที่ค่อนข้างสูงใหญ่ ความที่ผู้หญิงในบ้านตัวเล็กกันหมดทำให้ผู้ชายสองคนต้องคอยเป็นห่วงเสมอไม่ว่าจะทำอะไร น้องสาวของเขาเคยฮึดดื่มนมเอาเป็นเอาตายจนท้องเสียนอนซนหมดเรี่ยวแรงเพราะอยากจะสูงให้มากกว่านี้ แต่ก็ได้แค่เท่าที่เป็น
"ระวังหน่อย" ทิวไผ่บอกน้องด้วยความเป็นห่วง
"อุ้มหน่อยได้ไหมพี่ทิว" กอหญ้าเงยหน้าไปบอกพี่ชาย
"ไม่เอา หนัก"
"แน่ละสินะเจ้าหญ้ามันเป็นแค่น้อง แต่ถ้าเป็นพี่เจน่าไม่ต้องรอให้ขอก็คงรีบอุ้ม"
"ทำแซวนะ ไปๆ ดูเสร็จจะได้กลับบ้านกันเสียที"
แล้วสองพี่น้องก็ตะลอน สำรวจทุกซอกมุมของจตุจักรเท่าที่กอหญ้าจะพอใจ โดยที่คนเป็นน้องเดินยิ้มตัวปลิวมีความสุขเพราะของทุกอย่างที่ชอบใจและอยากจะได้ นอกจากจะไม่จ่ายสตางค์เองแม้แต่บาทเดียวแล้ว ยังไม่ยอมถือเองอีกด้วย
สุภาพบุรุษน่า...พ่อจ๋าสอนให้พี่ทิวเป็นสุภาพบุรุษ ส่วนเธอก็เป็นสุภาพสตรี ให้พี่ชายคนดีดูแล
สองพี่น้องกลับถึงบ้านเกือบบ่ายแก่ๆ แต่ถึงอย่างนั้นแดดก็ยังร้อนเปรี้ยง กอหญ้าทยอยเก็บข้าวของลงจากรถเข้าบ้าน กำลังจะวิ่งไปปิดประตูรั้วที่เปิดค้างไว้แต่แล้วก็กลายเป็นชะงัก รถคุ้นตาที่เห็นแต่ไกลทำให้เธอหันไปเรียกหาพี่ชาย
"พี่ทิว พี่ไปป์มา"
ทิวไผ่ขยับมามองด้วยความประหลาดใจแล้วยืนคอยเพื่อนนิ่งอยู่อย่างนั้น รถของปรัชญาแล่นเข้ามาจอดต่อท้ายก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวลงมาจากรถ
"ไปไหนมาไปป์" ทิวไผ่ทักเพื่อน
"นายกับหญ้ากำลังจะไปไหนหรือเปล่าเนี่ย" ทิวไผ่ไม่ตอบแต่กลับตั้งคำถามแทน
"ก็ไม่ได้จะไปไหน เพิ่งกลับมานี่แหละ"
"อ้าวเหรอ เหนื่อยกันหรือเปล่าเนี่ย ว่าจะมาขออนุญาตนายพาหญ้าไปหาซื้อชุดสำหรับคืนวันอังคาร" ปรัชญาบอกแล้วหันไปส่งยิ้มให้กับกอหญ้าที่มายืนข้างพี่ชาย
"หือ?" "คะ?" สองที่น้องที่ทำท่าทางประหลาดใจพร้อมกันทำให้ปรัชญาหัวเราะ
"หญ้าคงไม่ได้เตรียมตัวจากเชียงใหม่ว่าต้องไปงานแต่งงานใครใช่ไหม ไหนๆ งานนี้หญ้าไปเพราะพี่...ก็ให้พี่ทำอะไรให้หญ้าบ้างนะ"
"ไม่ต้องหรอกค่ะ พรุ่งนี้หญ้าจะไถตังค์พี่ทิวไปเดินห้างอยู่แล้ว ไม่ต้องกวนพี่ไปป์หรอก"
"อ้าว" ทิวไผ่หันไปหาน้องสาวเพราะไม่รู้แผนนี้ของน้องมาก่อน ...ไอ้ขอเงินพี่น่ะ เจ้าหญ้าทำแน่...แต่น่าจะบอกให้ตั้งตัวกันก่อนสักนิดดีไหมว่าเมื่อไร...
"ไปกับพี่ดีกว่านะ ยังไงงานนี้พี่ก็จะขอรับผิดชอบเอง"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ เงินแค่นี้พี่ทิวขนหน้าเข้งยังพอมี" กอหญ้าบอกพร้อมกับหันไปยักคิ้วให้พี่ชาย
"ตกลงนี่จะไม่จ่ายอะไรเลยใช่ไหมเนี่ยเจ้าหญ้า" ทิวไผ่ถามน้องสาว
"โธ่ น้องมีคนเดียว ถึงจะมีแฟนแล้วแต่ยังไงน้องก็ยังเป็นน้องนะ ตัดไม่ตายขายไม่ขาดหรอก" กอหญ้าอ้อน
"เออ เวรของฉันที่เกิดมาเป็นพี่มัน" ทิวไผ่เกาศีรษะแกล้งทำหน้ายุ่งมองน้อง
"อย่าเลย หญ้าไปงานนี้เพราะพี่ ให้พี่จัดการเถอะนะ" ปรัชญาบอกน้ำเสียงหนักแน่น
"แต่..." กอหญ้าลังเล ที่แน่ๆ คือเธอเกรงใจเขา
"เอางี้ นายซื้อชุดให้ตัวยุ่ง ฉันเลี้ยงข้าวดีไหม เย็นป่านนี้แล้วจะรอไอ้ตัวยุ่งเตรียมอะไรให้กินท่าทางจะอีกนาน ไปหาอะไรกินที่ห้างอร่อยๆ ดีกว่า" ทิวไผ่สรุปพลางหันไปมองนาฬิกา
"ไม่เอากระโปรงได้ไหมคะ...ใส่กางเกงไปงานแต่งงานได้ไหม" กอหญ้าบอกถึงสิ่งที่เริ่มเป็นกังวล เธอไม่ได้สวมกระโปรงนานแค่ไหนแล้วนะ ตั้งแต่งานแต่งงานของพี่ชายเห็นจะได้มั้ง
"ไม่กลัวแม็คว่าเอาเหรอคะ" ทิวไผ่ชะโงกหน้าลงมาใกล้บอก สิ่งที่ได้ยินทำให้กอหญ้าเกิดแรงฮึด ...เธอจะต้องเป็นคู่ควงแสนสวยสำหรับพี่ไปป์ให้ได้...
ท่าทางทำเก่งของน้องสาวทำให้ทิวไผ่อดส่ายหน้าไม่ได้ ...นอกจากกระโปรงแล้วก็ส้นสูงด้วยสินะ เขาเองก็ชอบให้น้องสวมกระโปรงสวยๆ เหมือนกัน...
แม้จะปากเก่งไม่กลัวใคร พอเอาเข้าจริงวันอังคารก็มีเรื่องให้กอหญ้าลำบากใจจนได้ ชุดกระโปรงตัวสวยเนื้อผ้าพริ้วสีแชมเปญและรองเท้าส้นสูงไม่ใช่ปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาคือช่างแต่งหน้าทำผมที่กำลังรุมเธออยู่ตอนนี้ ผมซอยสั้นของเธอถูกจัดทรงเก๋ได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ที่กอหญ้าอยากร้องไห้คือการแต่งหน้า เมื่อตอนงานแต่งงานของพี่ชายเธอแค่ปัดแก้มทาปากนิดเดียวตามที่มารดาจัดการให้ แต่เต็มขั้นแบบนี้กอหญ้าไม่ชินสักนิด
"เหลือบตามองข้างบนสิคะคุณน้อง" ช่างแต่งหน้าเอ็ดอีกครั้งเพราะไม่อาจกรีดอายไลน์เนอร์ที่ขอบตาล่างให้กอหญ้าได้อย่างใจ ที่ดัดขนตาที่วางอยู่ไม่ไกลทำให้เธอนึกหวาดต่อทันที ขนตาสั้นจู๊ดจู๋อย่างเธอสุดท้ายแล้วพี่ๆ ช่างแต่งหน้าจะหนีบเอาเปลือกตาเธอไปแทนหรือเปล่า
เสียงเอ็ดบ้างปลอบบ้างดังเป็นพักๆ กลายเป็นเสียงร้องโวยวายเมื่อกอหญ้าได้ยินเสียงของพี่ชาย
"หญ้าเสร็จหรือยัง เป็นไงมั่ง"
"ออกไปก่อนเลยพี่ทิว เสร็จทีเดียวค่อยดู" แล้วหูของกอหญ้าก็ได้ยินเสียงหัวเราะของพี่ชาย และหากจับปลายน้ำเสียงอีกเสียงไม่ผิดก็น่าจะเป็นเพื่อนเขานั่นแหละ
ให้ตายพี่ไปป์กำลังหัวเราะเธอใช่ไหมเนี่ย กอหญ้าได้แต่นึกปลงเพราะไม่อาจขยับไปทางไหนได้ทั้งนั้น ต้องนั่งนิ่งๆ ขยับไปมาเป็นหุ่นตามแต่ช่างแต่งหน้าจะพอใจ
"เอาค่ะ เสร็จแล้ว ดูสิคะ" เสียงชวนของช่างแต่งหน้าทำให้กอหญ้าเงยหน้าไปมองเงาตัวเองในกระจก แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเลื่อนปลายนิ้วมาแตะโหนกแก้ม
"ตายแล้ว! อย่าแตะสิคะ" เสียงกรีดร้องของช่างแต่งหน้าตามมาด้วยแปรงปัดทำให้กอหญ้าต้องรีบหลับตา กลัวฝุ่นและขนแปรง
"โครงหน้าสวยแต่งไม่ยากแต่ดื้อ" เสียงของช่างแต่งผมทำให้กอหญ้าหันขวับไปมองด้วยแววตาประท้วง ไม่ดื้อสักหน่อย...แค่ไม่ชอบ
ชุดราตรีตัวสวยถูกยื่นมาให้พร้อมกับร่างถูกดันไปยังห้องน้ำมุมหนึ่ง กอหญ้ากลับออกมาอีกครั้งแล้วก็รู้สึกเขินกับสายตาของพี่ๆ ช่างแต่งหน้าที่ส่งยิ้มให้กำลังใจ
"ฝีมือไม่ตกจริงๆ ฉัน" คำพูดที่ได้ยินจากปากช่างแต่งหน้าทำผมที่รั้งร่างเธอไปดูความเรียบร้อยอีกครั้งทำให้กอหญ้านึกตาม พี่ๆ น่าจะหมายถึงเธอสวยด้วยใช่ไหม
"เอาไปป์ มารับแม่ซินเดอเรลล่าไปได้แล้ว" สิ้นเสียงเรียกชายหนุ่มสองคนที่คอยอยู่ในชุดสูธลำลองเท่ก็ก้าวเข้ามา
"ขอบคุณนะครับพี่" ปรัชญาบอกช่างแต่งหน้าทำผมที่สนิทกันดีเพราะเคยร่วมกันกันบ่อยๆ
"เปลี่ยนเป็นหอมแก้มสักทีได้ไหม" ประโยคที่ได้ยินได้รับแต่อาการหัวเราะของปรัชญากลับไป
สายตาของพี่ชายไม่เท่าสายตาของปรัชญา ประกายตาพราวระยับของเขาทำเอาเธอขยับตัวไม่ออก ที่สุดก็เลือกทำเก่งยิ้ม วาดขาทำย่อตัวแต่อารามประหม่าทำเอาเกือบพลาดล้มลง ปรัชญาที่อยู่ใกล้ผวาเข้ามารับเอาไว้รวดเร็ว
"หญ้า!"
อ้อมแขนที่โอบเกือบรอบทำเอากอหญ้ายิ่งวางตัวไม่ถูก เธอรีบขยับยืนให้มั่นคง
"ขอบคุณค่ะ" กอหญ้ากระซิบตอบ
"แล้วกัน ซุ่มซ่ามอยู่ดีนะเรา" ประโยคกึ่งล้อเลียนของพี่ชายทำให้ กอหญ้าได้ทีรีบหันไปแลบลิ้นล้อหวังจะกลบเกลื่อนความรู้สึกเก้อเขิน ท่าทางของเธอทำให้ช่างแต่งหน้าอดส่ายหน้าไม่ได้
"เฮ้อ...ตกลงฉันแปลงกายซินเดลเรลล่า หรือลูกสาวตระกูลซิมป์สันเนี่ย"
"ครับพี่ริน ไม่ต้องห่วงหรอกครับผมไปได้...ทิวไปเป็นเพื่อน" เสียงของปรัชญาที่กำลังคุยโทรศัพท์มือถือภายในรถ ซึ่งมีพี่ชายของเธอเป็นสารถีทำให้กอหญ้าได้แต่เงียบ มือจับชายกระโปรงเล่นด้วยความไม่เคยชิน ...เนื้อผ้าบางเบาพริ้วสวย...ถ้าแม่จ๋าได้เห็นคงจะชอบ...
"หูชาหน่อยนะ" ทิวไผ่ถามเพื่อนที่ลดโทรศัพท์ลงมากดวางสาย ปรัชญาได้แต่หัวเราะเบาๆ
...ไม่ต้องเล่าเขาก็เชื่อว่าทิวไผ่รู้ว่าพี่รินจะบ่นอะไรบ้าง เพื่อนและผู้จัดการส่วนตัวที่ไม่ค่อยถูกชะตากันเท่าไรและเมื่อเขาเลือกจะให้ทิวไผ่มาเป็นเพื่อนในงานแต่งงานครั้งนี้...พี่รินถึงเลือกที่จะไม่มาประกบดูแลเขาด้วยตัวเองทั้งๆ ที่ห่วงเรื่องข่าวสำหรับการไปร่วมงานแต่งงานในครั้งนี้ของเขาอย่างที่สุด
"เป็นอะไรหญ้า เงียบเชียว" ทิวไผ่หันไปหาน้อง
"หนาวหรือเปล่าหญ้า พี่มีผ้าคลุมนะ สีคงเข้ากับกระโปรงของหญ้า วางข้างๆ ไง ให้ยืมแล้วต้องคืนนะ" กอหญ้าขมวดคิ้วฟัง ความรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นของรักของห่วงทำให้อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ จึงเอื้อมมือไปหยิบมามอง แล้วปลายนิ้วก็เหมือนจะสั่นยามไล้ผ่านแพรคลุมสีโอลด์โรสนั้น
...ของเธอที่เคยให้พับให้เขาหนุนต่างหมอน...
"ของ..."
"ของพี่ เอามาให้ยืมแล้วต้องคืน" ปรัชญาไม่รอให้กอหญ้าพูดจบ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แล้วกอหญ้าก็กลายเป็นพูดไม่ออก ได้แต่เม้มปากแน่นกลั้นยิ้ม
...เขาจะรู้ไหมนะว่าเป็นของเธอ... กอหญ้าได้แต่สงสัย แต่แรงสังหรณ์ในใจเหมือนจะบอกว่า ...เขารู้...พี่ไปป์ตั้งใจ
งานแต่งงานของคู่รักดาราได้รับความสนใจจากนักข่าวพอสมควรแม้จะเป็นดาราหน้าใหม่ และคนหนึ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้คู่บ่าวสาวคือปรัชญา ที่สื่อพากันเล่นข่าวว่าคือคนรักเก่าที่ถูกหักอกของเจ้าสาว
ผู้คนที่รุมล้อมและคำถามบางคำถามที่หากเป็นตัวเธอ กอหญ้าคงไม่สามารถทนยิ้มแล้วตอบอย่างอารมณ์ดีได้เหมือนปรัชญา จึงทำให้นึกเห็นใจเขาไม่น้อย มือที่คล้องแขนเขาจึงไม่ปล่อยห่างแม้แต่ชั่วอึดใจกระทั่งได้รับคำถามเกี่ยวกับตัวเธอ
"คนรักใหม่หรือเปล่าคะไปป์ หน้าตาไม่คุ้นเลย สาวนอกวงการพามาเปิดตัวงานแต่งงานคู่รักเก่า?"
กอหญ้าทำหน้าไม่ถูกเมื่อโดนถามแบบนี้ แต่แล้วมือของปรัชญาก็ทาบลงมาบนมือของเธอที่เกาะแขนเขาอยู่
"คนสำคัญครับ แต่คงต้องขอไม่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเธอ"
ทิวไผ่ที่ยืนประกบอีกด้านหนึ่งของน้องนึกถึงความยุ่งยากที่จะตามมาทันทีเมื่อนักข่าวคนหนึ่งกดชัทเตอร์ กอหญ้าเปลี่ยนใจที่จะเกาะแขนปรัชญาเอาไว้
...เขากำลังจะเป็นข่าวหัวข้อใหม่เพราะเธอ... แต่แล้วคู่บ่าวสาวที่หันมามองโดยเฉพาะสายตากวนโมโหของเจ้าบ่าวก็ทำให้กอหญ้าต้องกระชับมือแน่น อดไม่ได้ที่จะยกอีกมือไปไล้แขนเขาเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ
"ห้าร้อยหรือพันนะพี่ทิว" กอหญ้ากระซิบเบาถามพี่ชาย
"อะไร" ทิวไผ่ไม่เข้าใจ
"ค่าปรับ"
"จะรวมค่ารองเท้าของรปภ. ในงานด้วยไหมล่ะ"
เสียงคุยของสองพี่น้องที่ใครไม่ได้ยินแต่ปรัชญาได้ยินเต็มสองหูทำให้สีหน้าของเขาดูประหลาดเพราะกำลังพยายามกลั้นหัวเราะ ...กอหญ้า...ทิวไผ่...เขาดีใจที่สองพี่น้องมาเป็นเพื่อนในวันนี้
"ไปป์" เจ้าสาวมองปรัชญาด้วยแววตาอาวรณ์ในขณะที่เจ้าบ่าวมองเย้ย ประกายตาที่ได้เห็นทำให้กอหญ้ารู้สึกว่ามันกลบความหล่อเหลาบนใบหน้าของเขาจนสิ้น อาฆาต...ชิงชัง...เย้ยหยัน
"ขอให้มีความสุขนะแพง" ปรัชญาเอ่ยพร้อมกับยิ้มสุภาพ
"ขอให้มีความสุขนะครับ" ทิวไผ่เอ่ยบ้างในขณะที่กอหญ้ายิ้มน้อยๆ ที่มุมปากแทน เธอมองดวงตาเจ้าสาวที่คล้ายกับจะคลอน้ำตาแล้วนึกรู้ทันที พระแพงรักพี่ไปป์...แล้วทำไมต้องยอมแต่งงานกับแม็คล่ะ
"ขอให้เป็นคำอวยพรจากใจนะ อย่าทำเป็นปากปราศัย น้ำใจเชือดคอล่ะ" สิ่งที่ได้ยินจากปากเจ้าบ่าวทำเอากอหญ้าทึ่ง อะไรของเขานะผู้ชายคนนี้!
"แม็ค" เสียงพระแพงเรียกเจ้าบ่าวด้วยความตกใจ กอหญ้าเห็นอ้อมแขนของแม็คโอบกระชับเอวของพระแพงแรงๆ จนเจ้าสาวแทบจะนิ่วหน้า
ความไร้มารยาทของเขาทำให้กอหญ้านึกไม่ชอบใจ ตามองรองเท้าสีขาวสะอาดของเขาแล้วเหยียบให้เจ็บๆ สักที
"ถ่ายรูปหน่อยนะครับ" เสียงช่างภาพตามมากำกับ แล้วกอหญ้าก็ยิ้มที่มุมปาก บอกพี่ชายให้ไปยืนข้างเจ้าสาว ส่วนตัวเธอและปรัชญาขยับไปยืนข้างเจ้าบ่าว
"มาจริงๆ เสียด้วย" น้ำเสียงที่ได้ยินจากเจ้าบ่าวทำให้กอหญ้าฉีกยิ้มเต็มที่ไปให้
"มาสิคะ อุตส่าห์ออกปากเชิญแล้วนี่ อุ้ย!" พูดแล้วกอหญ้าก็ทำท่าทางเซเหมือนเสียหลัก ปรัชญาที่รู้ทันโอบแขนรอบเอวของเธอเอาไว้แน่นชิดตัว แล้วช่างภาพประจำงานและนักข่าวที่มาร่วมสมทบก็ได้ภาพสวยๆ อย่างใจที่กอหญ้านึกเสียดายเป็นที่สุด
"พี่ไปป์ก็" กอหญ้าอดไม่ได้เมื่อขยับห่างออกมาจากคู่บ่าวสาว
"พี่ลืมเอากระเป๋าสตางค์มา เดี๋ยวไม่มีเงินค่าปรับหญ้าจะต้องนอนโรงพักเสียเปล่าๆ นะคืนนี้"
อาการค้อนไม่ได้ดังใจของน้องและประกายพราวระยับอ่อนโยนของปรัชญาทำให้ทิวไผ่อดมองด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาด ...ไปป์กับหญ้า...ไม่มีอะไรหรอกใช่ไหม...หรือมี...
"โอ๊ย...ปวดเท้า ปวดแก้ม ปวดแขน ปวดขา" กอหญ้าบ่นอู้ขณะที่ทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ริมระเบียงบ้านของปรัชญา เธอและพี่ชายมาส่งเขาที่บ้านเพราะเดินทางไปงานด้วยกันโดยรถของทิวไผ่ และพอมาถึงพี่ชายตัวดีดันบ่นอยากเข้าห้องน้ำทำให้ต้องเธอต้องตามเข้ามานั่งหมดแรงรออยู่แบบนี้
"ขอบคุณที่ไปเป็นเพื่อนพี่คืนนี้" น้ำเสียงของปรัชญาอ่อนโยนขณะที่ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ พร้อมแก้วน้ำเย็นสำหรับเธอ
"พี่ไปป์เก่งจังนะคะ ต้องทนยิ้มๆ นานๆ เหมือนงานคืนนี้ตลอดเลยหรือเปล่าคะ" กอหญ้าถาม การได้มีโอกาสไปร่วมงานปาร์ตี้คนมีชื่อเสียงในคืนนี้ทำให้เธอรู้อย่างหนึ่ง ...คนสาธารณะต้องทำรอยยิ้มให้เป็นสาธารณะและต้องวางตัวให้เป็นสาธารณะเช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าใครจะมาทักทายอย่างไรก็ต้องพร้อมต้อนรับเสมอ...
"ก็ไม่เท่าไรหรอก ว่าแต่พี่ทำให้วันหยุดพักร้อนของหญ้ากลายเป็นประสบการณ์ไม่ประทับใจหรือเปล่า"
"ไม่หรอกค่ะ เป็นประสบการณ์แปลกที่คงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว ขอบคุณนะคะ" กอหญ้าบอกกลับไปพร้อมกับหัวเราะเบาๆ พลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบ
บรรยากาศเงียบสงบรอบบ้านที่แม้จะตกแต่งสวยงามแต่ก็ให้ความรู้สึกเหงาสำหรับคนครอบครัวอบอุ่นอย่างกอหญ้า แล้วเธอก็อดไม่ได้ที่จะถามเจ้าของบ้าน "พี่ไปป์อยู่คนเดียวเหงาไหมคะ"
"เหงา? ทำไงได้ พี่ลูกคนเดียวนี่นา" ปรัชญาหัวเราะน้อยๆ ขณะพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนทำใจได้
ความเป็นลูกคนเดียวและบิดามารดามักจะวุ่นอยู่กับธุรกิจของท่าน ทำให้การที่เขาแยกออกมาอยู่บ้านที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงเพียงลำพังไม่ต่างอะไรกับอยู่ที่บ้านพร้อมบิดามารดา ที่แทบจะไม่มีเวลาพบกันสักเท่าไร ปรัชญาไม่ได้น้อยใจเพราะรู้ดีว่าแม้จะไม่ค่อยได้ใกล้ชิดแต่ก็ยอมรับว่าเหงาอยู่บ้างเหมือนกัน
"ว่าแต่ขอผ้าคลุมคืนได้แล้วครับ" อาการทวงถามที่ได้ยินทำให้กอหญ้าชะงัก อยากถามสิ่งที่ค้างใจแต่ก็ไม่กล้า
"มีผู้หญิงผมยาวใจดีพับให้พี่หนุนแทนหมอน แล้วกระซิบขอให้พี่นอนฝันดีด้วยนะ บอกทั้งๆ ที่สุดท้ายทิ้งพี่นอนบนผืนหญ้าคนเดียว แปลกไหม"
"เหรอคะ" กอหญ้าไม่รู้จะพูดอะไร
"ทำไมทิ้งพี่นอนคนเดียว" คำถามต่อมายืนยันความเชื่อของกอหญ้า พี่ไปป์รู้จริงๆ
"ก็...เห็นเหนื่อย" น้ำเสียงของกอหญ้าแผ่วเบา
"ก็เหมือนจะเหนื่อยนะวันนั้นน่ะ แต่หญ้าใจร้ายจัง น่าจะยอมสละตักให้พี่หนุนแทนสักหน่อย พี่นอนไม่นานหรอก"
"อื้อ..." น้ำเสียงและคำถามที่ราวกับตัดพ้อทำให้กอหญ้าได้แต่ร้อง
"ขอคืนนะครับ สละให้พี่แล้วก็ขอให้เป็นของพี่ตลอดไปนะ" น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ได้ยินทำให้กอหญ้ายอมขยับผ้าคลุมออกจากไหล่แต่โดยดี ปรัชญายื่นมือมาขอรับไปพับเอง กอหญ้ามองมือใหญ่ที่ค่อยๆ จับทบปลายผ้าเบามือด้วยอาการทะนุถนอมราวกับสัมผัสสิ่งมีค่าแล้วยิ้ม
"ทำไมถึงตัดผม...ไว้ผมสั้น" ปรัชญาพับผ้าเรียบร้อยแล้ววางไว้บนตักตัวเอง ถามอีกคำถามที่อยากรู้และบอกตรงๆ ว่าเสียดายไม่น้อย
กอหญ้ายกมือลูบศีรษะของตัวเองที่ตอนนี้แม้จะสั้นแต่ก็ถูกจัดทรงเข้ารูปสวย
"เคยไว้ยาวมากๆ จนเริ่มเบื่อหน้าตัวเองก็เลยตัดน่ะค่ะ...ไม่สวยเหรอคะ เหมือนทอมบอยล่ะสิ แต่คืนนี้หญ้าใส่กระโปรงสวมส้นสูงน้า" กอหญ้าทำหน้าทะเล้นบอก
"คืนนี้หญ้าสวยมากแต่พี่อยากเห็นหญ้าไว้ผมยาว...ไว้หน่อยได้ไหมคะ" ไม่รู้อะไรทำให้ปรัชญาหลุดปากขอไปแบบนั้น แต่เขากำลังคิดถึงภาพเธอที่ได้พบก่อนหน้านี้ทั้งสองครั้งจริงๆ เรือนผมยาวสลวยนุ่มน่าสัมผัส ครั้งหนึ่งเคยระแก้มแผ่วเบาด้วยซ้ำไป...นึกแล้วอยากให้วันเวลาย้อนกลับมา แล้วเธอรู้จักเขาเหมือนตอนนี้ เพราะเขาคงได้มีโอกาสขอแทรกปลายนิ้วเข้าไปเรือนผมของเธออย่างที่ใจหวัง
"ไว้ยาวเหรอคะ"
"อือม เอาให้ถึงกลางหลังเลยได้ไหม"
"โห นานนะคะ"
"นั่นสิ น่าจะนาน...ได้ไหม" ปรัชญาย้ำคำขอเดิม กอหญ้าหันไปมองสบตาของเขาแล้วก็รู้สึกเก้อเขิน ราวกับใบหน้าจะร้อนผ่าวด้วยซ้ำ เธอแสร้งทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อนความรู้สึกประหลาดเหล่านี้พร้อมกับรับคำ
"ก็...ได้ค่ะ"
รอยยิ้มของปรัชญาเผยกว้างทันที
"สัญญากับพี่แล้วนะ"
"ค่ะ สัญญาก็ได้ ไว้ยาวแล้วจะส่งรูปมาให้ดูนะคะ แต่ตอนนั้นพี่ไปป์อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าหญ้าส่งรูปมาให้ทำไม" กอหญ้าตอบอารมณ์ดี
"พี่ไม่มีทางลืมหรอก" ปรัชญาบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น กอหญ้าได้แต่ยิ้ม เธอหันไปมองท้องฟ้าที่มืดแต่ไม่ถึงกับมิด
"ชอบมองท้องฟ้าเหรอ"
"ค่ะ" กอหญ้าตอบสั้นๆ
"พี่ไม่ค่อยได้มองฟ้านานแล้ว ที่เชียงใหม่เป็นแบบนี้ด้วยไหมหญ้า" ปรัชญาเงยหน้าไปมองดวงดาว ...เชียงใหม่ พูดถึงก็ใจหายเพราะที่ของกอหญ้าอยู่ที่นั่น...และเธอก็ต้องกลับไป
"ฟ้าเดียวกันนี่คะ ไม่ต่างหรอก อย่างเวลาเรามองดาว บางทีถึงหญ้าจะอยู่เชียงใหม่แต่พี่ไปป์อยู่กรุงเทพฯ เราก็อาจจะกำลังมองดาวดวงเดียวกันอยู่ก็ได้นะคะ" เสียงเล็กๆ ของเธอบอกโดยที่ดวงหน้ายังเงยมองท้องฟ้า จึงไม่เห็นว่าคนข้างตัวเลิกมองมันแล้ว กลับหันมามองเธอแทน
"หญ้าจะกลับเชียงใหม่เมื่อไรเหรอ"
"วันสองวันนี้ล่ะค่ะ" คำยืนยันว่าเธอจะจากไปทำให้ปรัชญาใจหาย มือเอื้อมไปอยากจะแตะปลอบตัวเองว่าตอนนี้อย่างน้อยเธออยู่ตรงนี้ไม่รู้ตัว แต่ก็กลายเป็นจังหวะเดียวกับที่กอหญ้าอยากยกมือลองเอื้อมไปยังปลายฟ้า ปลายก้อยของปรัชญาจึงคล้องสร้อยข้อมือของกอหญ้าหลุดขาด
"อุ้ย! สร้อย..." กอหญ้าอุทานพร้อมกับรีบตะครุบสร้อยที่เลื่อนตัวจากข้อมือ
"อ้าว พี่ทำสร้อยหญ้าขาดเสียแล้ว ขอพี่ดูหน่อยนะ" ปรัชญายื่นมือใหญ่มาขอตรงหน้า
"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหญ้าไปให้ร้านต่อให้ก็ได้ค่ะ" กอหญ้าไม่ยอมส่งให้แต่ตาก็มองสำรวจรอยขาด
"ไม่ได้สิ พี่ทำของหญ้าขาดนี่นา ส่งมาให้พี่ดูนะ"
"ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ" กอหญ้ายังยืนยันแต่สายตามุ่งมั่นที่มองมาของชายหนุ่มทำให้เธอจำต้องยอมส่งสร้อยข้อมือให้อย่างอ้อยอิ่ง แววตาอ่อนแสงย้ำให้รู้ว่าไม่เป็นไรจริงๆ ของแค่นี้เธอกลับไปให้ช่างเจ้าประจำของมารดาที่เชียงใหม่ดูให้ได้
"โซ่ขาดไปข้อหนึ่งนี่นา เอางี้พี่เอาไปซ่อมให้นะ"
"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหญ้าเอาไปทำที่เชียงใหม่ดีกว่า ขอสร้อยคืนนะคะ" กอหญ้าแบมือขอบ้าง แต่แทนที่จะได้สร้อยคืน ปรัชญากลับเก็บสร้อยเส้นบางของเธอเข้ากระเป๋าเสื้อหน้าตาเฉยแล้วถอดสร้อยคอที่มีจี้ไม้กางเขนของเขาออกส่งให้เธอแทน
"เอาสร้อยพี่ไปแทนก่อนนะ ของหญ้าพี่จะซ่อมให้ แล้วเราค่อยเอามาเปลี่ยนคืนกัน"
"แต่นี่ไม้กางเขนนะคะ พี่ไปป์ไม่ต้องใส่ติดตัวเหรอ" กอหญ้ารับมามองงงๆ
"ไม่เป็นไรค่ะ แต่ว่าหญ้าถือหรือเปล่าที่ต้องแขวนไม้กางเขน"
"ไม่หรอกค่ะ แต่ว่า..."
"ถ้าไม่ พี่ฝากไว้กับหญ้าก่อนนะ หรือว่าหญ้ารังเกียจ" เสียงของปรัชญาทำให้กอญ้ายอมหยิบสร้อยมาคล้องไว้กับคออย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอให้ใครช่วย
"ซ่อมเสร็จแล้วฝากพี่ทิวไว้นะคะ แล้วเดี๋ยวหญ้าฝากสร้อยกับพี่ทิวให้มาคืนพี่ไปป์อีกทีเหมือนกัน"
"ขอเบอร์โทรศัพท์มือถือของหญ้าให้พี่ไม่ได้เหรอ แล้วพี่โทรหาหญ้าเองง่ายกว่า" คำขอที่ได้ยินทำเอากอหญ้ามองค้างพูดไม่ออก
"เบอร์หญ้าเหรอคะ"
"ไม่ได้เหรอ กลัวพี่กวนใจ"
"โธ่เปล่าค่ะ" แล้วกอหญ้าก็รีบบอกหมายเลขของตัวเองรวดเร็ว ปรัชญาคว้าโทรศัทพ์มือถือของตัวเองมากดบันทึกแถมยังกดเข้าเครื่องเธอไว้ด้วย
เสียงโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่ดังขึ้นพร้อมกับสั่นน้อยๆ ทำให้กอหญ้าหยิบมาจัดการบันทึกตามบ้าง ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้
"ให้เบอร์ตัวเองแบบนี้ไม่กลัวหญ้าโทรมากวนใจเหรอคะ"
"อยากให้กวนได้ไหมล่ะ"
"ค้า" ยิ่งพูดคุยกอหญ้ายิ่งรู้สึกเหมือนจะจนคำพูดเข้าไปทุกที
"โทรมาหาพี่บ้างก็ได้นะ พี่จะรอ"
"รออะไรเหรอ" ทิวไผ่ที่เสร็จธุระก้าวออกมาจากบ้านของปรัชญาได้ยินแต่คำสุดท้ายอดไม่ได้ที่จะถาม
"ก็รอพี่ทิวนั่นแหละ เสร็จหรือยังหญ้าง่วงแล้ว" กอหญ้านึกโล่งใจ เบี่ยงเบนประเด็นที่กำลังคุย ขยับลุกยืนแกล้งทำหน้ายุ่งให้พี่ชายทันที
"เออๆ เสร็จแล้วไปๆ กลับบ้าน" ทิวไผ่บอกขณะสวมรองเท้า แล้วออกเดินตามน้องสาวก้าวลงจากระเบียงบ้านที่แกล้งทำงอแงโดยมีปรัชญาเดินที่มุมปากตามไปส่งและบอกลาที่รถ
เขายืนมองมือเล็กๆ ของเธอที่โบกลาแล้วรถของทิวไผ่ก็ค่อยๆ ห่างลับตาไปจึงหมุนตัวกลับเข้าบ้านเพื่อพักผ่อนบ้างสักที และคืนนี้เขามีความรู้สึกว่าตัวเองอารมณ์ดีจนน่าจะนอนฝันดีได้เสียด้วย