เธอ...ที่รัก ตอนที่ 04


 

          เสียงคุ้นหูกับหน้าต่างเล็กๆ จากขอบล่างของจอคอมพิวเตอร์ทำให้กอหญ้ายิ้มก่อนจะก่อนมองข้อความจากหน้าต่างเอ็มเอสเอ็นที่ตัวเองเพิ่งคลิกปุ่ม sign in ได้ไม่เท่าไร

          ‘ว่าไงแก พี่ทิวกับพี่เจน่าชอบ little manmaid ของฉันไหม' ตัวอักษรสีฟ้าตามมาพร้อมตัวการ์ตูนยักคิ้วลิ่วตาของจารวีทำให้กอหญ้าหัวเราะก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไป

          ‘เค้าเรียก merman ย่ะ'

          ‘เรียก fish boy ดีกว่า' จารวีพิมพ์กลับมาด้วยภาษาสุดแล้วแต่ใจจะอยากผสมเรียก กอหญ้าพิมพ์เลขห้ากลับไปหลายตัวก่อนจะตามด้วยประโยคขอบใจพร้อมคำชมที่ทิวไผ่และเจน่าฝากไว้ให้

          ‘ฉันต้องไปก่อนแล้วล่ะ นัดหนุ่มไว้ กำลังจะออฟไลน์เห็นแกมาพอดีเลยอดไม่ได้ แค่นี้นะหญ้า' แล้วจารวีก็จัดการส่งตัวการตูนโบกมือลาส่งท้ายมาให้รวดเร็วก่อนจะออฟไลน์ ทำเอากอหญ้าได้แต่ร้องเสียดายแล้วบ่นอยู่กับตัวเอง

          "แล้วกันไอ้จา จะอยู่คุยกับเพื่อนหน่อยไม่ได้เลยนะ เธอเหลือบตามองนาฬิกาแล้วนึกเทียบเวลาทันที ...เมืองที่จารวีอยู่เพิ่งจะหัวค่ำ หนีเทียวอีกแล้วยัยเพื่อนตัวดี...

          กอหญ้าจัดการคลิกปิดหน้าจอเมื่อคนทักทิ้งเธอไปเรียบร้อยไม่มีอิดออด ภาพพื้น desktop ที่เป็นรูปชายหนุ่มนั่งสบายในร้านกาแฟมีสุนัขพันธ์บีเกิ้ลอยู่ในอ้อมกอดโดยที่ใบหน้าคมสันของเขาก้มลงไปใกล้ทำท่าราวกับแอบบ่นอะไรให้เจ้าเพื่อนสี่ขาฟังทำให้เธอยิ้ม

          ...พี่ไปป์... เลยไม่ได้เล่าให้จารวีฟังว่าเธอได้มีโอกาสพบเขา

          ภาพใบหน้าคมสันเดียวกันนี้นอนหลับเอาง่ายๆ บนผืนหญ้าผ่านเข้ามาในใจ แล้วเธอก็อดนึกเทียบกับภาพของเขาที่ตัวเองได้มาจากเวบไซท์

          ดวงตาสีน้ำตาลของเธอมองเพลินครู่ใหญ่แล้วก็ตัดสินใจขยับปลายนิ้วเปิดโปรแกรม internet explorer พิมพ์ตัวอักษรเพียงไม่นานก็เข้าสู่เวบบอร์ดที่คุ้นเคย หลายปีแล้วที่เธอเป็นสมาชิกเวบบอร์ดแห่งนี้ ที่นี่เป็นสังคมเล็กๆ ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มแฟนคลับของปรัชญา และตัวเขาเองได้เข้ามาทักทายร่วมเป็นสมาชิกสนทนากับทุกคนอยู่เสมอ

          ความใส่ใจจากเขาทำให้ที่นี่กลายเป็นสังคมเล็กๆ ที่รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น ปรัชญากลายเป็นพี่ชายคนโตของที่นี่ ข้อความของเขาสร้างกำลังใจและคอยตักเตือนเหล่าแฟนคลับเรื่องการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การอ่านหนังสือสอบรวมทั้งการตามเขาไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อถ่ายแบบ หลายคนเคยได้รับคำขอร้องให้เห็นแก่การเรียน...อย่าโดดเรียนเพียงเพื่อจะได้พบกับเขา

          แม้จะได้พบตัวจริงของปรัชญามาแล้ว แต่กอหญ้าก็ยังสมัครใจจะเข้ามาที่เวบบอร์ดนี้ฝากข้อความทักทายเขาในฐานะแฟนคลับคนหนึ่งอยู่ดี

          ‘...คิดถึงนะคะ ขอให้วันนี้เป็นวันดีๆ อีกวันของพี่ค่ะ...little flower' กอหญ้ายิ้มก่อนจะกดปุ่ม post reply พร้อมรอยยิ้มมีความสุข แล้วตัดใจคลิกปิดหน้าต่าง เริ่มต้นทำงานเป็นเรื่องเป็นราวเสียที

          เธอเลือกกดเปิดโปรแกรมเมล์บ็อกซ์ ตัวเลขจำนวนอีเมล์ที่รอวิ่งเข้าสู่เครื่องของตัวเองทำให้ต้องถอนหายใจ ไม่อยู่แค่สี่ห้าวันทำไมงานเข้ามารอขนาดนี้เนี่ย

          "เที่ยวสนุกไหมคะพี่หญ้า" เสียงทักของเพื่อนร่วมแผนกทำให้กอหญ้าหันไปส่งยิ้ม งานแต่งงานของพี่ชายเพิ่งผ่านไปได้สองวัน แต่สำหรับเธอวันนี้เป็นวันแรกที่กลับมาทำงานตามปกติเพราะเพิ่งจะถึงเชียงใหม่เมื่อวานบ่ายนี่เอง

          "สนุกไม่เท่ามีความสุข ว่าแต่ดาวดีกว่า เป็นไงงาน เข้าที่เข้าทางบ้างไหม พี่ไม่อยู่ก็เหมือนจะดูแลได้นี่นา"

          "ก็พอไหวค่ะ แต่ได้ยินพี่ฟ้าบอกว่าอาจจะรับคนเพิ่มสำหรับแผนกเราอีกสักคนนะคะ" ดาวหรือดาริกาเอ่ยถึงเจ้านายที่ใครๆ มักเรียกติดปากว่าพี่ฟ้า ซึ่งก็คือคุณฟารีดาเจ้าของบริษัทนี้นั่นเอง

          กอหญ้ามองแล้วพยักหน้าให้กับเพื่อนร่วมงานที่แม้จะทำงานด้วยกันในระยะเวลาไม่นานนัก แต่นักศึกษาจบใหม่อย่างดาริกาก็ดูเหมือนจะถูกชะตาและทำงานเข้ากับเธอได้เป็นอย่างดี ด้วยทัศนคติตามแบบเด็กจบใหม่ไฟแรงและมีความมุ่งมั่น

          "ดีไหมล่ะ จะได้มีอีกสักคนมาช่วยไง" บริษัทที่ขยายตัวรวดเร็วในระยะเวลาสองปีนี้ทำให้เจ้านายของกอหญ้ามีแผนจะขยายแผนกของเธอที่มียอดขายต่อปีมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นมูลค่าเกินแปดสิบเปอร์เซนต์ของยอดขายรวมเลยทีเดียว

          "ดีสิคะ จะได้มีเพื่อนมาช่วยให้อุ่นใจ เวลาพี่หญ้าไม่อยู่นะ ดาวไปทานข้าวคนเดียวแล้วเจอพวกในประเทศเมื่อไร กินจะไม่ลงทุกที"

          "หือ มีอะไรกันหรือเปล่าดาว" กอหญ้านึกเป็นห่วงทันที

          ฝ่ายขายภายในประเทศที่เพิ่งฟอร์มตัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมาแรกๆ ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร คุณแผ่นดินน้องชายแท้ๆ ของคุณฟาริดาที่ลาออกจากงานประจำที่บริษัทในกรุงเทพฯ ก็ดูเป็นผู้ใหญ่น่านับถือเหมือนพี่สาว แต่คนที่ทำให้มันเหมือนจะมีอะไรขึ้นมาก็คือภัทรีดา ผู้ช่วยของเขาที่หลายคนบอกว่าคุณแผ่นดินชวนให้ลาออกจากบริษัทเดิมมาทำงานที่เชียงใหม่ด้วยกัน

          ภัทรีดานั้นเรียกได้ว่าค่อนข้างจะเป็นคนโปรดของคุณแผ่นดินและมักจะแสดงออกไม่ปิดบังเสียด้วยกับเหล่าพนักงานด้วยกัน หลายคนหมั่นไส้ ไม่ชอบใจแต่ก็นิ่งไว้เพราะทำอะไรไปก็มีแต่จะเสีย ซึ่งมันคงจะเงียบไม่กลายเป็นคลื่นใต้น้ำถ้าผลงานของฝ่ายขายในประเทศมีให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน

          ยอดขายของทีมต่างประเทศที่มีอัตราเติบโตต่อเนื่องขึ้นทุกวัน ในขณะที่ยอดขายของทีมในประเทศมีแต่ทรงตัว ไม่เพิ่มขึ้นเลยแม้จะผ่านมาปีกว่าแล้วก็ตาม แถมบางครั้งยังเก็บเงินไม่ได้เป็นปัญหาให้ทีมบัญชีและการเงินต้องตามสางเรื่องต่อแต่ก็ยังไม่เรียบร้อยอีกหลายราย พอกหางหมูขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ใครๆ อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบผลการทำงานของทีมต่างประเทศและทีมในประเทศ จนทำให้ทั้งสองฝ่ายกลายเป็นคู่แข่งคู่แค้นไปเมื่อไรกอหญ้าก็ไม่ทันรู้ตัว

          "ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะพี่หญ้า แค่เค้าชอบกระแนะกระแหนเราก็เท่านั้นเอง แปลกจังนะคะ ต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างทำแท้ๆ งานเราก็เค้ามันคนละอย่างกันอยู่แล้วทำไมต้องคอยทำท่าทางเขม่นเรานักก็ไม่รู้" ดาริกาบ่น

          "อย่าไปยุ่งกับเค้าก็แล้วกัน เดี๋ยวจะเป็นเรื่องเปล่าๆ" กอหญ้านึกเห็นใจดาริกาอยู่เหมือนกันแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

          "ดาวไม่ไปยุ่งกับเค้าหรอกค่ะ แต่ถ้าพี่ฟ้ารับคนมาเพิ่มที่แผนกเราอีกสักคนไวๆ มันก็จะได้เป็นแนวร่วมไงล่ะคะ น่าจะรับไวๆ วันนี้พรุ่งนี้เลยก็ดี"

          "เมื่อไรก็เมื่อนั้นน่า ยังไงหมู่นี้พี่ก็ไม่ไปไหนแล้ว ดาวไม่ต้องเหงากินข้าวกลางวันคนเดียวแน่ๆ ไม่ต้องห่วงหรอก เค้าจะเป็นยังไงก็ปล่อยเค้าไปนะดาว เอาๆ ทำงานดีกว่าน่า" กอหญ้าพูดแล้วหันมาสนใจงานของตัวเอง

          "พี่หญ้ารู้ไหมคะ วันก่อนนะแป้งเค้ามีเรื่องกับฝ่ายบัญชีด้วยนะพี่ แต่ก็ตามเคย ฝ่ายบัญชีโดนไปเต็มๆ ตามระเบียบ" ท่าทางยิ่งว่าเหมือนยิ่งโดนยุของดาริกาทำให้กอหญ้าได้แต่ส่ายหน้าอ่อนใจ

          แล้วเธอก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างกับเรื่องเล่าที่ตามมาเรื่อยๆ ของเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องที่ยังบ่นไม่ยอมเลิกลา นึกใจว่าเห็นทีจะต้องลองแวะไปคุยกับฝ่ายบุคคลดูสักทีว่าที่หาคนมาช่วยเพิ่มได้หรือยัง

          งานน่ะยังพอไหว...แต่ฟังดาริกาบ่นเนี่ย เธอชักอยากได้ใครสักคนมาช่วยแบ่งเบาให้หายแน่นหูจริงๆ จะเอ็ดก็สงสาร จะปรามก็ไม่รู้จะปรามยังไงไหว เพราะเอาเข้าจริงกอหญ้าเองก็อดรู้สึกอยากบ่นบ้างเหมือนกันเพราะบางครั้งที่โดนฝ่ายขายในประเทศหาเรื่องเธอก็นึกเซ็งอยู่เหมือนกัน

         "ครับแม่ แล้วเจอกันครับ ไปป์ไปแน่ๆ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ....ไปป์รักแม่ครับ" ปรัชญาบอกลามารดาก่อนจะกดวางสายโทรศัพท์ เอาเอนกายพิงเบาะเก้าอี้อย่างเหนื่อยอ่อน

          นึกอยากถอนใจกับบทสนทนาที่ได้คุยกับมารดา ข่าวดาราชายเป็นเกย์ที่เหมือนจะกลายเป็นหัวข้อที่ถูกเขียนถึง แล้วไล่แฉแต่ไม่เอ่ยชื่อจริง กลับมีแต่ตัวย่อโน่นนี่ที่สำคัญล่าสุดดันมีตัว ป.ปลา เลยเป็นเรื่องให้มารดาโทรหาเขาแต่เช้าแบบนี้

          เสียงประตูรั้วหน้าบ้านถูกเลื่อนเปิดทำให้เขาขยับตัวไปหยิบกระเป๋า พี่รินคงมาแล้ว วันนี้เขามีนัดถ่ายโฆษณาแต่เช้าและคงยาวถึงค่ำ ปรัชญาก้าวออกจากบ้าน ออกไปทักระริน

          "เรียบร้อยแล้วเหรอไปป์ งั้นไปกันเถอะ"

          "ครับ" ปรัชญารับคำแล้วจัดการล็อคประตูบ้านที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง นอกจากเขาแล้วบ้านหลังนี้ก็ไม่มีใครอีก

          มารดาของเขาจะส่งคนมาจากบ้านใหญ่เพื่อทำความสะอาดอาทิตย์ละสามครั้ง ทำให้เขาค่อนข้างจะมีอิสระพอสมควร เคยนึกอยู่เหมือนกันว่าจะมีใครสักคนมาอยู่ร่วมชายคาเมื่อไร

          ทันทีที่ปรัชญาก้าวขึ้นรถเสียงของระรินก็ร่ายยาวถึงคิวต่างๆ ปรัชญาฟังอย่างตั้งใจ แต่สมองก็คิดถึงนัดทานอาหารปลายอาทิตย์นี้ที่รับปากมารดาเอาไว้

          "เสาร์เย็นผมว่างใช่ไหมครับ พอดีต้องไปกันข้าวกับที่บ้าน"

          "เสาร์นี้เหรอว่าง ไปเถอะ"

          ปรัชญานึกโล่งใจกับคำตอบที่ได้ยิน อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องผิดสัญญากับมารดา

          "เดือนหน้ามีนิตยสารติดต่อมาให้ไปถ่ายแฟชั่นที่มาเก๊านะ"

          "มาเก๊าเหรอครับ"

          "พี่คงไม่ได้ไปด้วยนะ ไปเองได้ไหม" ระรินถามขณะเลี้ยวรถ

          "แต่ช่วงนี้งานผมยุ่งเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะพี่ ไปกี่วันครับ"

          "ไม่กี่วันหรอกน่า ไอ้งานของไปป์ก็หอบไปทำด้วยตอนกลางคืนสิ อีกอย่างไปแค่นี้มันก็ไม่ถึงกับทำให้เสียงานที่ทำกับไอ้บ้านั่นสักเท่าไรหรอก" ระรินแถมจะพูดเสียงห้วน แม้แต่ชื่อของทิวไผ่เธอยังไม่อยากจะเอ่ยออกมา

          "ง่วงจังครับ เดี๋ยวถึงแล้วปลุกผมทีก็แล้วกันนะพี่ริน" ปรัชญาดึงหมวกปิดต่ำลงมาแล้วเอนเบาะรถทำเป็นจะนอนเพราะไม่อยากฟังผู้จัดการส่วนตัวบ่นมากไปกว่านี้ เพราะดีไม่ดีเขาจะได้ยินคำบ่นเกี่ยวกับทิวไผ่ให้หนักใจและหนวกหู เสียบรรยากาศเช้าๆ ที่สดใสนี้

          ระรินมองค้อนรู้ทัน แต่ก็ยอมเงียบ มือเลื่อนไปเปิดเพลงเบาๆ จากเครื่องเสียงภายในรถเป็นเพื่อนแทนคนที่ไม่ยอมคุยกับเธอ

          เสียงหัวเราะที่จะว่าแปลกหูก็ไม่ใช่ จะคุ้นหูก็ไม่เชิงทำให้ปรัชญาขมวดคิ้ว ขณะก้าวเท้าเข้าบ้านเพื่อมารับประทานอาหารเย็นกับมารดาตามที่นัดท่านเอาไว้ แล้วเขาก็ได้ความกระจ่างเมื่อเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งคุยอยู่กับมารดาของเขาพร้อมกับหญิงวัยกลางคนที่มีรุ่นราวคราวเดียวกับมารดาของเขาเช่นกัน

          "พระแพง" ปรัชญาทัก แล้วยกสองมือทำความเคารพมารดาของเขาและคุณมณี มารดาของพระแพง

          "อ้าวไปป์ มาแล้วเหรอลูก" คุณปณิฐาเรียกลูกชาย

          "คุณพ่อล่ะครับ"

          "คุณพ่อมีนัดลูกค้า แม่ก็เลยชวนคุณมณีกับหนูพระแพงมาทานข้าวเป็นเพื่อนแทน" คุณปณิฐาบอก แล้วหันไปหาเด็กรับใช้ที่ "ตั้งโต๊ะเรียบร้อยหรือยัง คุณไปป์มาแล้วจะได้ทานกันเลย"

          เด็กรับใช้รับคำแล้วหายออกไป

          "งั้นไปกันเถอะค่ะ เอ...งานการกุศลสัปดาห์หน้านี้คุณมณีไปไหมคะ" คุณปณิฐาหันไปชวนมารดาของพระแพงออกเดิน ปล่อยให้พระแพงกลายเป็นภาระของปรัชญา

          "วันก่อนถ่ายแบบกัน ไม่เห็นแพงบอกว่าจะมาบ้านไปป์" ปรัชญาถาม

          "ทำไมคะ ไม่ต้อนรับ?" ท่าทางช้อนตามอง และน้ำเสียงเหมือนตัดพ้อน้อยๆ ทำให้ปรัชญารีบปฏิเสธ

          "ไม่หรอก เพียงแต่แปลกใจเท่านั้นเอง"

          "ไม่ชอบใจด้วยหรือเปล่า"

          "ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ คุณแม่แพงกับคุณแม่ผมก็เป็นเพื่อนกัน ยังไงที่บ้านนี้ก็ต้อนรับแพงอยู่แล้ว" ปรัชญาบอก

          แล้วพระแพงก็ยิ้มตอบกลับมา เขาเดินเคียงเธอไปที่ห้องอาหารของบ้าน แล้วก็ทำหน้าที่สุภาพบุรุษที่ดี คอยดูแลพูดคุยกับเธอ และอยู่ตามไปส่งเธอกับมารดาถึงรถหลังอาหาร

          "วันหลังให้ไปป์ไปรับท่าจะดีนะคะ หนูแพงจะได้ไม่ต้องขับรถกลับบ้านค่ำๆ แบบนี้" คุณปณิฐาเปรย

          "เอาไว้นัดกันอีกทีก็แล้วกันนะคะ ขอบคุณสำหรับมื้อค่ำนะคะคุณณิ" คุณมณีบอกก่อนจะยกมือรับไหว้จากปรัชญา แล้วก้าวขึ้นรถ

          "สวัสดีนะคะคุณป้า" พระแพงยกมือไหว้ลาคุณปณิฐา ปรัชญาก้าวเข้าไปเปิดประตูรถให้แล้วรอปิด

          "ขอบคุณนะคะ ไว้โอกาสหน้าไปทานข้าวบ้านแพงนะคะ"

          ปรัชญาส่งยิ้มแล้วปิดประตูรถให้อย่างสุภาพ ก่อนจะถอยหลังไปยืนข้างมารดา

          "อยากได้ลูกสะใภ้เหรอครับคุณปณิฐา" ปรัชญากระซิบกับมารดา ตามองรถของพระแพงเคลื่อนออกจากบ้านไป

          "ก็ดีกว่าลูกเขยนั่นแหละ มีแฟนสักทีดีไหมลูก อยู่เปล่าๆ แบบนี้เค้าก็เอาไปเม้าท์กันว่าเป็นเกย์ พ่อกับแม่ใจเสียหมดรู้ไหม" คุณปณิฐาบ่นด้วยความหนักใจ

          "แม่ชอบพระแพงเหรอครับ"

          "หนูแพงก็สวยน่ารักนะลูก เป็นนางเอกด้วย เหมาะกับไปป์ออกนะลูก"

          "ผมอยากได้ใครสักคนที่เป็นคนรักของผมอย่างเดียวมากกว่าครับ พระแพงเค้าเป็นที่รักของแฟนๆ เกือบทั้งประเทศ ผมไม่อยากน้อยใจแล้วก็นึกห่วงอยู่คนเดียวว่าใครจะมาชื่นชมคนรักของผมไปด้วย"         

          "ทำพูดนะเรา ไม่รู้ล่ะ ใครก็ตามขอแค่ไม่ใช่ผู้ชาย ถ้ามีในใจแล้วก็รีบพามาให้แม่กับพ่อรู้จักได้แล้วนะรู้ไหม" แล้วคุณปณิฐาก็คาดคั้นเอากับลูกชาย ที่เริ่มทำท่าทางบ่ายเบี่ยง

          "อาทิตย์หน้าผมจะไปมาเก๊านะครับ แม่อยากได้อะไรหรือเปล่า"

          "อ้าว ไปทำไมล่ะลูก"

          "ถ่ายแบบโฆษณาน่ะครับ" แล้วปรัชญาก็เล่าให้มารดาฟัง แล้วก็อยู่คุยเป็นเพื่อนท่านจนค่อนคืนแต่ไม่ยอมค้างที่บ้านใหญ่ ยังคงขอกลับไปนอนบ้านตัวเองที่แยกไปอยู่เองมาหลายปีแล้วอยู่ดี และแม้จะไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องความรักหรือคนรักอีก ชวนท่านคุยเรื่องทั่วๆ ไปแต่ก็เหมือนกันเขาจะคิดถึงเพลงเพลงหนึ่ง

          ...when you love someone...นั่นสินะ เมื่อไรเขาจะรักใครสักคนเสียที

แนะนำพูดคุยกันได้ ที่นี่ ค่ะ