


ฟู่... ไอสีขาวขุ่นที่ผ่านริมฝีปากทำให้คนเป่าสนุกจนต้องผ่อนลมหายใจออกมาอีก อากาศที่เย็นจัดบนยอดดอยในหมู่บ้านชาวเขาที่กว่าจะเดินทางมาถึงก็กินเวลาหลายชั่วโมงเอาการอยู่สดชื่นปลอดโปร่ง
เสียงเห่าของสุนัขที่ดังมาเป็นพักๆ ไม่ถึงกับขู่กรรโชก แต่เหมือนกับจะเป็นเสียงเรียกความสนใจเสียมากกว่า
เอ๊กอิเอ๊กเอกกกกก... พ่อไก่ที่ท่าทางจะเพลินกับการขันยามเช้าส่งเสียงไม่หยุดหย่อน ชาวเขาที่ตื่นแต่เช้าหลายคนเตรียมตัวออกจากบ้าน บนศีรษะมีผ้าฝ้ายผืนหนาคาดรั้งตะกร้าใบใหญ่ไว้กลางหลัง
เด็กเล็กๆ หน้ามอมส่งเสียงร้องสนุกสนาน หน้ามอมทั้งๆ ที่ยังเช้าจัดจนคนต่างถิ่นนึกสงสัยว่าตื่นขึ้นมาเล่นซนกันตั้งแต่เช้ามืดหรืออย่างไร
เด็กๆ บางคนยิ้มทักหญิงสาวตัวเล็กด้วยความคุ้นเคย เพราะกอหญ้าและเพื่อนๆ ชาวค่ายอาสาปักหลักช่วยสร้างโรงเรียนมาสองสามวันแล้ว สายลมที่พัดมาทำให้ผมยาวสลวยเกือบถึงเอวของเธอยุ่งจนเจ้าตัวนึกรำคาญ มองหนังยางรัดผมในมือแล้วตัดสินใจจัดการรวบถักเปียแบบง่ายๆ
...ไว้นานแล้ว ตัดเสียทีดีไหมเนี่ย... กอหญ้านึกในใจ
"หญ้า! หญ้า!" น้ำเสียงเรียกที่ดังมาแต่ไกลไม่ได้รับความสนใจจากคนที่ยังยืนผ่อนลมหายใจเล่น จนกระทั่งร่างสูงโปร่งวิ่งเข้ามาฉุดกระชาก จับแขนกอหญ้าเขย่าจนตัวเซ
"โอ๊ย...อะไรกันจา ทำท่าอย่างกับหัวหน้าหมู่บ้านนี้เค้าขอแต่งงาน" เพื่อนสนิทที่สีหน้าตื่นเต้นทำให้กอหญ้าอดแซวไม่ได้ แต่จารวีไม่เล่นด้วย ยังพยายามจะพูดอะไรบางอย่างให้ได้แต่ก็ยังตะกุกตะกัก
"วันนี้นะ...คือวันนี้นะ...คือ"
"เอาเข้าไป อือม...จะเป็นเจ้าสาวเลยยิ่งตื่นเต้นติดอ่าง"
"โอ๊ยไอ้เพื่อนบ้า ฉันจะบอกแกว่าวันนี้จะมี..."
"มีสู่ขอวันนี้เลย" กอหญ้าพูดแทรก
"โอ๊ย! จะฟังให้จบได้ไหมเนี่ย เคยมีใครบอกไหมว่าแกนี่มารยาทไม่ดี" จารวีเริ่มฉุนเพื่อนเข้าแล้ว อาการหัวเสียจนได้ทำให้กอหญ้าหัวเราะเพราะสมใจ
"เคยได้ยินแต่กอหญ้าคนดี๊คนดี"
"ตกลงนี่แกจะฟังฉันดีๆ สักหน่อยได้ไหมเนี่ย" จารวียกมือเท้าสะเอว ก้มลงมองเพื่อนที่ตัวเล็กกว่า
ตั้งแต่ถูกจับคู่ให้เป็นบัดดี้ตอนเรียนปีหนึ่งทั้งจารวีและกอหญ้าก็กลายเป็นเพื่อนสนิทที่แทบจะเรียกได้ว่าตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ อาจจะเป็นปาท่องโก๋ไม่ค่อยสมประกอบสักหน่อยเพราะความสูงที่ต่างกันเอาการ จารวีนั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงสูงโปร่งรูปร่างตามสูตรสำเร็จของนางแบบอินเตอร์แต่กอหญ้านั้นตัวเล็กบาง สูงได้ระดับแค่ไหล่ของเพื่อนเท่านั้นเอง
"เอาฟังๆ มีอะไรคะคุณจารวีขา" กอหญ้าลากเสียงยาวเป็นเชิงเอาใจกึ่งเย้าตามนิสัย
"วันนี้นะแก จะมีพวกดารามาที่หมู่บ้านนี้ล่ะ เห็นว่าจะมาบริจาคผ้าห่มปันน้ำใจที่เคยโฆษณาทีวีรณรงค์เมื่อเดือนก่อนน่ะ"
"เหรอ อือ แล้วไงอีก"
"นี่นะ ฉันได้ยินมาว่ามีดารามาเพียบเลยนะแก รายการทีวีก็ตามมาถ่ายทำด้วยนะรู้ไหม"
"แล้วไงอีก"
"นี่เจ้าหญ้า แกจะถามกวนโมโหใช่ไหมเนี่ย คนเค้าตื่นเต้นกันทั้งนั้น มีแต่แกมาทำหน้าทะเล้นล้อเพื่อนอยู่ได้" จารวีชักสีหน้าเหนื่อยหน่ายให้กับคำถามย้ำไปย้ำมาของเพื่อนที่รู้ได้เลยว่ายั่วเล่น
"แหม...จ้าดีจ้า แล้วไงอีก" กอหญ้ายังไม่วายจะแกล้งอีก
"โอ๊ย ไอ้เพื่อนบ๊องส์ ไปๆ ไปหาข้าวเช้ากินกันดีกว่า แล้วจะได้เริ่มทำงานกันไวๆ เผื่อคณะบริจาคมาถึงเราจะได้มีเวลาว่างแอบมาดูเค้ากัน" จารวีชวนแล้วก็กึ่งลากกึ่งจูงเพื่อนที่ยังหัวเราะขำแล้วตั้งคำถามเดิมๆ ‘แล้วไงอีก' ให้กวนโมโหเล่น บังคับเอาเสียงบ่นจากจารวีให้ได้อย่างใจ
โป๊กๆ ปึก! "โอ๊ย" เสียงตอกค้อนสุดท้ายที่พลาดโดนปลายนิ้วทำให้กอหญ้าต้องร้องออกมาก่อนที่จะจัดการยัดปลายนิ้วเข้าปากรวดเร็ว
"อ้าว ได้แผลแล้วมั้งหญ้า" เจตต์หันไปมองด้วยความเป็นห่วง
คณะดาราที่ยกขบวนมาถึงวันนี้ทำให้ชาวค่ายกว่าครึ่งขอไปเกาะติดทำให้วันนี้ไม่ค่อยมีคนทำงาน เขาถึงต้องยอมให้กอหญ้าจับค้อนทำงานช่าง แต่ดูท่าทางจะคิดผิด
"นิดเดียว ยั้งทันน่า" กอหญ้าบอกไม่ใส่ใจอะไรนักแล้วก็เริ่มลงมือทำงานต่อหลังจากพิจารณาปลายนิ้วแล้วว่านอกจากอาการเจ็บแปลบๆ แล้วก็ไม่มีเลือดตกยางออกอะไรให้น่าห่วง
"หิวจัง วันนี้ใครๆ เค้าคงลืมเรากันหมดแล้วมั้งเนี่ย" ธีรวิทย์ที่ยังทำงานอยู่เช่นเดียวกันเปรย
กอหญ้าพลิกข้อมือเพื่อจะดูนาฬิกาแล้วก็พบว่ายังไม่ถึงเวลาอาหารเท่าไร แค่เกือบเท่านั้นเอง แต่การออกแรงทำงานของเพื่อนทำให้นึกเห็นใจ เธอถอดหมวกปีกกว้างแล้วจับปลายหางเปียของตัวเองมารูดหนังยางที่รัดอยู่ออกเพื่อจะปล่อยให้ผมได้สยายออกมา
"หิวแล้วเหรอ งั้นเดี๋ยวไปดูให้แล้วกัน"
ธีรวิทย์ยิ้มรับพร้อมกับพูดขอบคุณ กอหญ้าวางมือ ขยับตัวเพื่อไปจัดการตามที่รับปากเพื่อนแต่โดยดี
นิ้วที่ยังเจ็บและแดงทำให้กอหญ้าอดไม่ได้ที่จะกดมันเข้ากับริมฝีปากตัวเอง ขาก้าวไปเรื่อยๆ ตามทาง เสียงร้องไห้กระซิกที่แว่วเข้าหูทำให้อดมองหาที่มาไม่ได้ แล้วก็กลายเป็นเริ่มเดินออกนอกเส้นทาง ร่างเล็กที่นั่งกอดเข่าพิงต้นไม้มีสุนัขตัวน้อยอยู่ใกล้ๆ ทำให้ฝีเท้าของเธอถูกผ่อนให้ค่อยๆ เบาลง
ใบหน้าที่มอมอยู่แล้วเปื้อนน้ำตา เสียงสูดน้ำมูกดังขึ้น หลังมือเล็กๆ ยกป้ายเช็ดและไม่มีทีท่าจะรู้ว่ามีคนเห็นเข้าแล้ว กอหญ้าล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หาอมยิ้มที่มักมีติดอยู่เสมอออกมาถือแล้วก้าวเข้าไปทรุดตัวนั่งข้างๆ เด็กชายตัวเล็กหันมามองแล้วทำท่าจะขยับห่าง
"จะรีบไปไหนครับ อยู่เป็นเพื่อนพี่หน่อยสิ เนี่ยค้อนโดนนิ้วตะกี้เจ้บเจ็บกำลังอยากนั่งพักสักหน่อยเชียว" กอหญ้าเรียกไว้แล้วทำเสียงอ่อย ยื่นนิ้วแดงๆ ของตัวเองไปตรงหน้าหนูน้อย
"เจ็บมือ ทำไมจะต้องนั่ง ไม่ได้เจ็บขาสักหน่อย" เสียงเจ้าหนูน้อยถามเสียงแผ่วแต่ก็ยอมนั่งดีๆ ไม่ถอยห่างไปไหน หยุดร้องไห้มองนิ่ง
"มันลามไง โอ๊ยๆ ความเจ็บกำลังวิ่งไปแล้วดูสิ" กอหญ้าบอกแล้วลากปลายนิ้วข้างที่ไม่เจ็บจากแขนไปที่ขาหน้าตาเฉย เด็กน้อยมองท่าทางประหลาดของพี่คนเมืองอย่างไม่เข้าใจ อาการไม่อินไปกับเธอเลยสักนิดทำให้กอหญ้าหัวเราะเลิกเล่น ยื่นอมยิ้มไปให้แทน
"หม่ำไหม อร่อยนะ พี่ให้"
เจ้าหนูมองนิ่งครู่หนึ่งเหมือนกำลังตัดสินใจ แล้วก็ยกสองมือขึ้นไหว้ก่อนจะรับไปแต่โดยดี กอหญ้าขยับช่วยแกะเปลือกหุ้มก่อนที่เด็กน้อยจะส่งมันเข้าปาก
"ว่าแต่ร้องไห้ทำไม เป็นอะไรเหรอ" กอหญ้าถาม ก้านสีขาวๆ ของลูกอมยี่ห้อโปรดที่โผล่ออกมาจากปากของเด็กชายกระดุ๊กกระดิ๊กทำให้เธออดไม่ได้ที่จะล้วงกระเป๋า หยิบอมยิ้มที่ยังพอมีติดกระเป๋ามาแกะเข้าปากตัวเองบ้าง
"อยากได้เสื้อ..." เสียงบอกซื่อๆ ถึงเหตุผลแล้วก็คล้ายกับว่าหยาดน้ำจะคลอสองตาขึ้นมาอีก
"เสื้อเหรอ" กอหญ้าสงสัย แล้วเด็กน้อยก็ทำเสียงอ่อยเล่าให้ฟังว่าขบวนบริจาคที่กำลังแจกผ้าห่มนั้นได้นำเสื้อผ้ามาบริจาคด้วยเช่นกัน
เสื้อกันหนาวที่ได้รับมานั้นทำให้เขาดีใจมากแต่แล้วก็ถูกพี่ชายแย่งเอาไปหลังจากได้มาโดยที่ยังไม่ทันได้ลองด้วยซ้ำ พอจะขอคืนพี่ชายก็เตะสุนัขของเขาเข้าอีก เรี่ยวแรงที่น้อยกว่าทำให้สุดท้ายแล้วก็ต้องแอบมานั่งร้องไห้อยู่แบบนี้
"ร้องไห้พอหรือยัง ถ้ายังร้องต่อเลย เอาให้พอนะ แล้วเดี๋ยวเราจะได้ไปเอาเสื้อคืนกัน" กอหญ้าบอกเด็กชาย ในใจเริ่มนึกโมโห ...พี่อะไรกันรังแกน้อง ไม่รู้จักเสียสละ...
ความที่ตัวเองเป็นลูกสาวคนเล็กของบ้าน มีพี่ชายตัวโตอยู่หนึ่งคนที่แม้ว่าตอนนี้จะไม่ค่อยได้พบกันเท่าไรแต่พี่ชายของเธอไม่เคยรังแกน้องสักที ดีไม่ดีมีแต่น้องรังแกพี่เสียด้วยซ้ำ ทำให้กอหญ้าทำใจไม่ได้ถ้าจะได้ยินว่ามีพี่ที่ไหนรังแกน้องขึ้นมา
ประโยคที่ได้ยินทำให้เจ้าหนูน้อยขมวดคิ้ว ...มีแต่คนชอบดุว่าเขาเป็นเด็กผู้ชายขี้แยแล้วห้ามไม่ให้ร้องไห้ แต่พี่สาวคนนี้บอกให้ร้อง...
"ร้องได้เหรอ"
"คนเราน่ะ ต้องไม่โกหกตัวเอง เสียใจก็ร้องไปเถอะ แต่ต้องไม่ท้อ ต้องสู้รู้ไหม"
"สู้ไม่ได้หรอก แรงมันเยอะนะ" เด็กชายบอกพลางยกมือปาดเช็ดคราบน้ำตา
...พอมีคนบอกให้ร้องได้เต็มที่เขากลับรู้สึกมีกำลังใจ...ไม่อยากจะร้องไห้ต่ออีกแล้ว
กอหญ้ายิ้มให้กับท่าทางที่ได้เห็น ขยับลุกยืนเช่นเดียวกับเด็กชายที่ลุกตาม
"เยอะก็เยอะ ไป เดี๋ยวพี่จะเอาคืนให้เองนะ" กอหญ้าบอกแล้วมือก็จับจูงเจ้าตัวน้อยให้ออกเดิน ปากก็ถามว่าจะไปหาพี่ชายจอมเกเรได้ที่ไหน ไม่นานก็พบ
เด็กชายที่ตัวโตเพราะอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนต้นที่กำลังยืนทำหน้าเจื่อนๆ อยู่ใกล้ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาคมสันขาวจัดทำให้กอหญ้าชะลอฝีเท้า แม้ว่าจะไม่ค่อยติดตามข่าวสารบันเทิงเท่าไรนักแต่ก็พอจะจำได้ว่าที่เห็นตรงหน้าคือปรัชญา...นายแบบหนุ่มหน้าใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม
"น้องไม่เอาแล้ว" เสียงของเด็กชายตัวโตที่แว่วมาพอได้ยินฟังเจื่อนๆ
"อากาศหนาวเนาะ คนจะมีเสื้อสองตัวคงอุ่น แต่คนไม่มีสักตัวจะทำไงดี หนาวแล้วไม่สบายตายเลยหรือเปล่านะ" เสียงทุ่มนุ่มถามเหมือนเปรย ประโยคที่ได้ยินทำให้กอหญ้าหยุดรอไม่ก้าวเข้าไปจัดการเจ้าพี่เกเรเหมือนที่ตั้งใจไว้แต่แรก
"หนาวไม่ตายหรอก" เด็กชายเถียง
"หนาวแล้วจะตัวแข็งนะ เลือดก็จะแข็งไปด้วย พอแข็งมากๆ ก็จะทำให้หายใจไม่ไหว พอไม่หายใจก็ตายแน่ๆ เลยไง" ประโยคที่ได้ยินทำให้กอหญ้ายิ้ม ...เป็นคนดังที่หลอกล่อเด็กเก่งเสียด้วย...
"จริงเหรอ"
"จริงสิ น่าสงสารน้องเนาะ แต่ถ้าไม่รักน้องก็ไม่ต้องสงสารหรอก ปล่อยให้ตายเถอะ" ปรัชญาบอกแล้วขยับตัวลุกเหมือนตัดใจ เขาขยับห่างไปแต่กอหญ้ายังเห็นท่าทางแอบปรายสายตา แววตาอ่อนโยนใจดีที่ได้เห็นทำให้กอหญ้าเริ่มนึกประทับใจ
อาการลังเลของเด็กชายพร้อมทั้งขยับถอดเสื้อที่แย่งน้องมาได้ทำให้ปรัชญาที่เดินห่างออกไปยิ้ม นึกมั่นใจว่าตอนนี้ความรักของคนเป็นพี่น่าจะกำลังขจัดความเห็นแก่ตัวในใจของเด็กชายได้ เขาเดินห่างออกมาเรื่อยๆ แล้วเอี้ยวตัวกลับไปมองแต่ก็ต้องประหลาดใจ
หญิงสาวตัวเล็กที่มองเผินๆ ก็รู้ว่าไม่ใช่ชาวบ้านที่นี่กำลังยืนอยู่ข้างหลังเด็กชายตัวน้อยอีกคนที่เขาจำได้ว่าเป็นน้องชายที่โดนพี่แย่งเสื้อไป เรือนผมสลวยที่ยาวเกือบถึงเอวทำให้เธอยิ่งดูตัวเล็ก ท่าทางยิ้มและกำลังเอ่ยชมเจ้าเด็กตัวโตที่ยื่นเสื้อคืนให้น้องทำให้เขานึกในใจ
...มีคนยุ่งกับเรื่องพี่น้องคู่นี้เหมือนเขาด้วย...
ใบหน้าที่ดูคุ้นตาประหลาดทำให้ติดใจมองแล้วพยายามลำดับความคิดว่าเคยพบเธอมาก่อนหรือเปล่าแต่ก็นึกไม่ออก อาการตบไหล่หนักแน่นพร้อมกับพยักหน้ายิ้มแล้วยื่นอมยิ้มไปให้ทำให้เขาเลิกคิ้วมอง มีรางวัลเสียด้วย
มุมปากของสองเด็กชายและหนึ่งหญิงสาวตัวเล็กบางที่ตอนนี้ต่างคาบก้านลูกอมขยับไปมาเหมือนกันทำให้ปรัชญายิ้ม ก่อนจะหัวเราะเบาๆ เมื่อเจ้าสุนัขสีน้ำตาลมอมตัวเล็กกระโดดเกาะขาเธอ แล้วถอยห่างยืนสองขาเพื่อจะใช้ขาหน้าที่เหลือยกประกบแล้วกวักไวๆ ราวกับจะร้องขอบ้าง
ได้ยินมาว่าที่หมู่บ้านนี้กำลังมีนักศึกษามาออกค่ายอาสาพัฒนากัน เธอคงเป็นหนึ่งในนั้น เขามองเพลินนึกสบายใจที่ของซึ่งนำมาบริจาคไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้พี่น้องทะเลาะแตกคอจนกระทั่งหนึ่งในทีมงานตามมาหา
"ไปป์ ไปทานข้าวกันเถอะ"
"ครับ" ปรัชญารับคำแล้วหันกลับไปมองภาพเดิมอีกครั้งเป็นการส่งท้าย แต่ที่เห็นอยู่มีเพียงเด็กชายสองคนกับสุนัข ไม่มีเธอที่คุ้นตาอีกต่อไป
ใครกันนะ...ทำไมถึงคุ้นหน้านัก