

การค้นหาตัวตนของจารชนอันตราย Jason Bourne ใน The Bourne Ultimatum ฝีมือการกำกับของ Pual Greengrass ผู้กำกับยอดเยี่ยมที่ได้รับรางวัลบาฟต้าจากอังกฤษ อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสายลับซึ่งก็คือ Jason Bourne รับบทโดย Matt Damon ((อีกหนึ่งขวัญใจคนร่างฝัน^^)) ถ้า James Bond เป็นตัวแทนของสายลับจากเมืองผู้ดี Jason Bourne ก็จะเป็นตัวแทนสายลับอเมริกันที่ได้ใจคนร่างฝันใจไปเต็มๆ ยิ่งกว่า 007 เพราะไม่ได้เจ้าชู้และมาดสุขุมนิ่งกว่า คุณสมบัติ ความสามารถและทักษะรอบด้านเป็นเลิศสมกับเป็นชายในฝัน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ ภาษา การดำรงชีวิต ปฏิภาณไหวพริบ ความเป็นเยี่ยมทางความคิดและการตัดสินใจ เรื่องราวของเขาเริ่มต้นที่ The Bourne Identity เมื่อปี 2002 เป็นจุดเริ่มต้นในการไล่ล่าหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองที่ไม่เหลือติดในความทรงจำ ในขณะที่ The Bourne Supremacy เมื่อปี 2004 จะเป็นมุ่งล้างแค้นให้กับคนรักที่ถูกลูกหลงระหว่างโดนไล่ล่าจนเสียชีวิต แต่ก็ทำให้เขาได้เบาะแสเกี่ยวกับตัวเองมาด้วยเช่นกัน ส่วน The Bourne Ultimatum คือจุดจบของการค้นหา ได้พบว่าตัวตนที่แท้จริงคือใครมาจากไหนอีกทั้งได้ชื่อจริงของตัวเองคืนมา เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่คนร่างฝันรอคอยค่ะ เท่าที่ทราบมา Bourne เป็นภาพยนตร์ไตรภาคดังนั้นนี่ก็คือภาคสุดท้ายซึ่งต้องบอกตามตรงว่าอดเศร้าใจไม่ได้ แต่อะไรบางอย่างในเรื่องก็ทำให้แอบมีความหวังว่าจะมีต่อได้อีก ((เพี้ยงขอให้มีเถิดดดด)) โลเคชั่นในเรื่องถ่ายทำใน 7 ประเทศ 3 ทวีปซึ่งล้วนเป็นสถานที่ที่คนร่างฝันชอบทั้งนั้นค่ะ ขอนับเรียงตามการเดินทางของ Bourne ก่อนนะคะ เริ่มจากมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย, ปารีส ประเทศฝรั่งเศส, ลอนดอน ประเทศอังกฤษ, แเมดดริด ประเทศสเปน, แทนเจียร์ ประเทศโมร็อคโค และ อเมริกา แถมอีกหนึ่งเมืองที่พระเอกของเราไม่ได้ไปคือ ทูริน ประเทศอิตาลี่ เป็นอีกหนึ่งการทุ่มทุนสร้างเพราะฉากวินาศสันตะโรมีเกือบทุกเมือง สังเกตุดูจะเห็นว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวทั้งนั้นแต่ว่าจุดประสงค์ที่ทางทีมสร้างเลือกสถานที่เหล่านี้เป็นโลเคชั่นไม่ใช่เพื่อให้เห็นว่าเป็นเมืองใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวเท่านั้น เป็นการนำเสนอที่บอกให้รู้ว่าจริงๆ แล้วอันตรายมีอยู่รอบตัวเราเสมอไม่ว่าจะเป็นสถานที่ดีเพียงไหนก็ตาม Sound ประกอบแม้ตลอดการชมจะไม่ได้สังเกตเท่าไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าน่าจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้คนร่างฝันจ้องตาไม่กระพริบ ลุ้นไปกับเรื่องราวแทบจะไม่อยากละสายตาเลยทั้งๆ ที่หัวใจเต็มตุ๊บๆ ตื่นเต้นไปตลอดทั้งเรื่อง มีจังหวะให้ผ่อนตัวสบายๆ ไม่เท่าไรเลยค่ะ ต้องบอกว่ามันส์จริงๆ เรื่องราวดำเนินไปแบบที่หักมุมได้ลุ้นไม่มีขาดช่วงเลย ว่ากันว่าผู้กำกับ Paul Greengrass ตั้งใจเอาไว้ว่าสิ่งที่ผู้ชมจะได้รับจากการชมคือจะได้รู้สึกเหมือนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ติดตาม Bourne ไปมากกว่าจะเป็นแค่คนดูเท่านั้น ซึ่งก็คนร่างฝันก็รู้สึกไปอย่างนั้นจริงๆ ทั้งเรื่องเลยค่ะ การไล่ล่าในเรื่องทั้งหมดที่ตาม Bourne ไปทำให้คนร่างฝันคิดถึงคำว่าสติและการวางแผน ก้าวเดินอย่างเชื่อมั่น สิ่งใดพลาดไปจะหาหนทางใหม่แก้ไขไม่รั้งรอ ไม่เสียเวลาแม้สักนิดที่จะคิดย่อท้อ โลกนี้อาจมีคำว่าโชคเข้าข้าง แต่จะให้ดีคนเราควรพยายามให้สุดกำลังเพื่อตัวเอง ไม่ท้อถอยงอมืองอเท้าแล้วรอให้ใครยื่นมือเข้ามาช่วย คิดที่จะก้าวไปข้างหน้าเสมอ ไม่มีวันยอมแพ้ ความทรงจำอาจถูกทำให้ลบเลือนได้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่มีใครพรากจากเราได้คือความเป็นเรา หัวใจและความเข็มแข็งมุ่งมั่นที่เป็นตัวตนของเรานั่นเอง อีกอย่างที่สำคัญคือความรอบคอบ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่นับถือเคยบอกว่าไม่ว่าจะทำอะไรให้คิดถึงแนวคิดของ Sigmund Freud นักจิตวิทยาคนสำคัญของโลกที่มักจะสอนให้เผื่อใจมองปัญหาให้รอบด้าน โดยเฉพาะด้านที่เลวร้ายที่สุดไว้เสมอ เพื่อเราจะได้วางแผนให้รัดกุม ป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่ไม่อยากเผชิญให้ได้มากที่สุด Hope for the best, plan for the worst...หัวใจอาจเฝ้าหวังใจสิ่งที่ดีที่สุดได้ แต่อย่าลืมก้าวไปแล้ววางแผนเผื่อสำหรับสิ่งที่เลวร้ายไว้เสมอนะคะ((วันนี้ทุกรูปที่นำมาทักทายกันอาจเต็มไปด้วยพ่อพระเอกขวัญใจนะคะ แหะๆ ^^")) ข้อมูลเพิ่มเติมเยี่ยมชมได้ที่ official website The Bourne Ultimatum นะคะ






