สายน้ำเย็นๆ ที่เปิดซู่ลงมารดศีรษะทำให้กอหญ้ารู้สึกสดชื่น ความที่อยากสระผมทำให้เธอใช้เวลาอาบน้ำนานสักหน่อยแต่เสียงแว่วๆ ที่ดังมาจากห้องนอนทำให้ต้องรีบขยี้ผมล้างแชมพู กอหญ้าคว้าเสื้อคลุมมาสวมคาดเชือกรวดเร็วแล้วเปิดประตูห้องน้ำที่อยู่ภายในห้องนอนตัวเองออกไปรวดเร็ว พุ่งไปหาโทรศัพท์มือถือที่กำลังส่งเสียงโวยวายมากดรับ
“หญ้าค่ะ”
“ทำไมรับช้า พี่โทรหาตั้งหลายทีแล้วนะ นึกว่าเป็นอะไรไปเสียอีก” เสียงต่อว่ากลายๆ มาตามสายทำให้กอหญ้านึกวาดภาพหน้าคนพูดตามไปด้วยแล้วก็ยิ้ม
“ขอโทษค่ะ พี่ไปป์โทรมาหลายทีแล้วเหรอคะ พอดีหญ้าอาบน้ำ…เพิ่งเสร็จเดี๋ยวนี้เอง ผมยังเปียกอยู่เลยค่ะ”
“กลับบ้านนานแล้วไม่ใช่เหรอคะ ทำไมเพิ่งอาบน้ำล่ะ แล้วนี่รีบเช็ดผมให้แห้งนะ เดี๋ยวไม่สบาย” ปรัชญาบอกอย่างเป็นห่วงพร้อมทั้งนึกประหลาดใจ เมื่อเย็นเขาได้คุยกับเธอแล้วรอบหนึ่งว่ากำลังจะกลับบ้านแล้ว …ห้าโมงเย็นกับเวลาตอนนี้สี่ทุ่มที่ห่างกันพอสมควรทำให้ไม่เข้าใจ… เพื่อนสนิทของเธอเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ…ชวนกันหนีเที่ยวไม่บอกเขาหรือเปล่านะ
“พอดีพ่อจ๋ากับแม่จ๋ามีแขกมาบ้านค่ะ แล้วหญ้าก็ต้องขับรถไปส่งเขากลับที่พักเลยเพิ่งได้อาบน้ำเนี่ยล่ะค่ะ” สรรพนาม ‘เขา’ ที่ได้ยินทำให้ปรัชญาขมวดคิ้ว …ผู้ชายเหรอ…
“ใครคะ ทำไมหญ้าต้องไปส่งด้วยล่ะ” ปรัชญาพยายามสะกดน้ำเสียงให้เป็นปกติถามกลับไป
“เออ…” กอหญ้าอึกอัก ถ้าบอกว่าเป็นอเล็กซ์ก็อาจมีเรื่องให้คนปลายสายได้มีโมโหหรือเปล่า ตั้งแต่ใกล้ชิดกันเธอเริ่มเรียนรู้…พี่ไปป์เป็นคนรักขี้หึง ยิ่งเป็นอเล็กซ์ที่เขาเคยขวางตั้งแต่เที่ยว home stay กอหญ้ายิ่งไม่อยากนึกต่อว่าปฏิกิริยาของเขาจะเป็นอย่างไรถ้าได้ยินชื่อ …แล้วเธอควรบอกว่ายังไงดี…
“ว่าไงคะ” แม้คำลงท้ายจะฟังดูอ่อนหวานแต่น้ำเสียงของเขามีแววคาดคั้น
“เพื่อนของพ่อจ๋าน่ะค่ะ พี่ไปป์ไม่รู้จักหรอก” กอหญ้าตอบแล้วก็อดไขว้นิ้วกลางเข้ากับนิ้วชี้ไม่ได้
“อ๋อ แล้วนี่จะเข้านอนหรือยัง พี่จะโทรมาราตรีสวัสดิ์นะ” คำตอบที่ได้รับทำให้ปรัชญานึกวาดภาพไปว่าคงเป็นชายสูงอายุ จึงวางใจไม่ซักอีก แล้วก็นึกขำตัวเองกับความหึงหวงที่มักนำหน้าเสมอหากเกี่ยวกับเธอ
“คุยกับพี่ไปป์ก่อนแล้วค่อยเข้านอนก็ได้ค่ะ พี่โทรมาราตรีสวัสดิ์แล้วจะเข้านอนเลยหรือเปล่าคะ”
“ว่าจะรอเข้านอนพร้อมหญ้าไง” ประโยคที่ได้ยินทำให้กอหญ้าอดรู้สึกร้อนผ่าวบนสองแก้มไม่ได้ …พี่ไปป์คะ พูดจาไม่สงสารหัวใจคนฟังสักนิดเลยนะ…
“หมู่นี้เวลาหญ้าโทรหาเหมือนพี่ไปป์จะยุ่งๆ งานเยอะใช่ไหมคะ พักผ่อนบ้างนะ หญ้าเป็นห่วง”
“ก็นิดหน่อยน่ะ…อีกสองสามวันพี่จะมีบวงสรวงเปิดกล้องละคร” สิ่งที่ได้ยินทำให้กอหญ้าตื่นเต้น รีบถามรายละเอียดกลับไปรวดเร็ว
“พี่ไปป์จะเล่นละครเหรอคะ ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย เรื่องอะไรคะ แล้วเล่นเป็นพระเอกหรือเปล่า”
“พระเอกสิ หญ้าชอบดูละครไหม” ชายหนุ่มถามแล้วก็บอกชื่อละครไป
“ชอบสิคะ ยิ่งเป็นละครที่พี่ไปป์เล่นยิ่งไม่มีทางพลาด ไว้หญ้าจะรอดูนะ แล้วที่เคยบอกว่าจะมาเชียงใหม่ล่ะคะ ตกลงจะมาเมื่อไรเอ่ย ติดงานละครแล้วแบบนี้คงไม่ได้มาแล้วหรือเปล่าคะ”
“พี่รับเล่นละครเรื่องนี้เพราะอะไรรู้ไหม” ปรัชญาถาม
“เพราะอะไรล่ะคะ นางเอกสวย?” กอหญ้าทำเป็นล้อ แต่คำตอบที่ได้รับทำเอาเธองง
“เพราะหญ้า”
“ค้า? เพราะหญ้า”
“ใช่แล้วเพราะหญ้า ละครเรื่องนี้มีโลเคชั่นที่เชียงใหม่ด้วย พี่อยากไปเชียงใหม่…ไปอยู่ใกล้ๆ หญ้า พี่คิดถึงหญ้านะ…” คำพูดที่ได้ฟังทำให้หัวใจกอหญ้าอบอุ่น ระหว่างเธอกับเขา…ระยะทางเหมือนจะยิ่งทำให้ความคิดถึงเพิ่มพูน
“ขอบคุณค่ะ” น้ำเสียงของกอหญ้าแผ่วเบาราวกระซิบ
“ขอบคุณพี่ทำไม บอกว่าคิดถึงพี่เหมือนกันไม่ได้เหรอ…พี่อยากได้ยิน”
“ไว้มาฟังที่เชียงใหม่นะคะ” รอยยิ้มของเธอเหมือนจะทำให้น้ำเสียงอ่อนละมุน
“อยากฟังตอนนี้นี่นา พี่อยากนอนฝันดี” คำออดอ้อนที่ราวกับกระซิบข้างหูทำให้กอหญ้าปิดเปลือกตา แค่นั้นก็ราวกับว่าเขานั่งอยู่ข้างๆ เธอตอนนี้
“บอกแล้วจะไปนอนเลยไหมคะ ดึกแล้ว”
“นอนเลยก็ได้ ไหน…บอกให้พี่ฟังหน่อยสิ…นะ” ปรัชญาร้องขอแล้วหยุดคอย กอหญ้ารวบรวมความกล้าอยู่ชั่วอึดใจ ต่อให้ตัวของเขาไม่ได้นั่งอยู่ตรงหน้าแต่เธอก็อดรู้สึกประหม่าลมหายใจขัดไม่ได้
“หญ้าคิดถึงพี่ หลับฝันดีนะคะ”
“ฝันดีนะครับ” ปรัชญาบอกลา แต่กระนั้นกอหญ้าก็รู้ว่าเขารอให้เธอวางสายก่อน กอหญ้ากดตัดสายพร้อมกับยิ้ม วางโทรศัพท์ในมือลงบนโต๊ะข้างคอมพิวเตอร์ส่วนตัว แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปกดเปิดเครื่อง
ระหว่างที่รอให้เครื่องรันโปรแกรมเปิด ร่างเล็กก็ก้าวไปที่มุมห้องเพื่อจัดการแต่งตัวสวมชุดนอนให้เรียบร้อย ผ้าขนหนูผืนเล็กถูหยิบมาขยี้ซับน้ำจากผมซอยสั้นของเธอขณะที่กอหญ้าก้าวกลับมาหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์
เธอจัดการเข้าไปที่เวบบอร์ดเจ้าประจำทันที ไล่สายตาไม่นานก็พบข้อความของชายหนุ่มที่เพิ่งบอกราตรีสวัสดิ์ ตามองเวลาโพสข้อความของเขา…น่าจะหลังจากวางสายโทรศัพท์คุยกับเธอ…
…วันนี้ทุกคนเป็นยังไงบ้างคะ พี่กำลังจะได้ทำอะไรใหม่ๆ ล่ะ เอาไว้จะลงตัวแล้วจะมาเล่าให้ฟังเร็วๆ นี้ก็แล้วกัน นอนหลับฝันดีทุกคนนะJ…
กอหญ้าอ่านไปยิ้มไปกับสำนวนและคำพูดลงท้ายคะขาของเขา ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ข้อความกลับไปบ้าง
…เป็นกำลังใจให้กับทุกอย่างที่พี่จะทำนะคะ…little flower...
วันหยุดที่ไม่ต้องไปไหน เหมาะกับการนอนพักสบายๆ ทำให้กอหญ้าเลือกที่จะอยู่บ้าน ใช้เวลานั่งมองมารดากับชายหนุ่มผมทองร่างสูงที่กำลังขะมักเขม้นกับการนวดแป้งทำขนมกรอบเค็มอย่างสนุกสนาน อเล็กซ์กลายเป็นแขกขาประจำที่มักจะมาขลุกอยู่ที่บ้านกับมารดาของเธอ และตอนนี้เริ่มหมายมั่นปั้นมือที่จะเปิดร้านอาหารไทยที่อังกฤษให้ได้ ห้องครัวที่เป็นอาณาจักรของคุณราตรีจึงกลายเป็นที่สิงสถิตของเขาไปโดยปริยาย
“อเล็กซ์นวดพอแล้วลูก พักแป้งไว้ก่อน เอาผ้าคลุมไว้” คุณราตรีบอกพร้อมกับยื่นผ้าขาวบางที่เปียกพอหมาดให้ซึ่งอเล็กซ์ก็รับมาวางคลุมไว้แต่โดยดี
“แล้วทำอะไรต่อครับมัม”
“ตำ this for ผัดๆ กับกรอบเค็มสิพี่อเล็กซ์ จะได้ครบ” ป้อมทำมือทำไม้ประกอบคำพูดเพื่อให้อเล็กซ์เข้าใจภาษาผสมของตัวเอง กอหญ้าหัวเราะเบาๆ ไม่ห้ามป้อมที่กำลังโบ๊ยงานให้อเล็กซ์ที่ยอมรับมาทำง่ายๆ จัดการโขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทยเข้าด้วยกันเพื่อเตรียมเคล้าพร้อมน้ำตาลกับกรอบเค็มในภายหลัง
เสียงกริ่งประตูรั้วที่ดังแว่วทำให้กอหญ้าหันไปหาไอ้ตัวป้อมที่ทำท่าทางวางภูมิ สอนอเล็กซ์ทำอาหารเป็นคุ้งเป็นแควจนน่าหมั่นไส้
“ป้อมไปดูสิใครมา”
“ครับผม” ป้อมทำทะเล้น ลุกยืนตัวตรงเท้าชิด ยกมือตะเบ๊ะรับคำแล้วรีบวิ่งออกไปสวนกับคุณทิวาที่เดินมาหาลูกเมีย
“มันจะรีบวิ่งไปทำไมนะ ประตูก็อยู่ไม่ไกลสักหน่อยไอ้ตัวป้อมนี่ อ้าวว่าไง อเล็กซ์เป็นไงบ้างทำอะไรได้แล้วบ้างล่ะ” คุณทิวาบ่นเด็กป้อมแล้วก็ทักอเล็กซ์ที่วางมือมาจดสูตรอาหารยุกยิก
“ได้หลายอย่างแล้วครับ วันนี้รับรองแด็ดต้องทานอาหารอร่อยแน่เพราะส่วนใหญ่ฝีมือผมทั้งนั้น” อเล็กซ์เอ่ยรับ
"แล้วนี่แม่ลูกสาวทำไมไม่ช่วยเค้าบ้างล่ะ เป็นผู้หญิงยังไงวะ” คุณทิวาหันไปแซวลูกสาว
“หญ้าไม่ได้อยากเปิดร้านอาหารสักหน่อย ใครฝันอยากทำก็ทำไปสิ อย่างหญ้านี่ต้องเป็นลูกค้าค่ะ ธุรกิจเค้าจะได้อยู่รอดเพราะมีครบห่วงโซ่อาหาร” กอหญ้าตอบ
“ดูมันเปรียบเทียบเข้า ห่วงโซ่อาหาร” คุณทิวาเอ่ยพร้อมกับเอื้อมมือไปขยี้หัวลูกสาวเล่น กอหญ้าทำเป็นหลบพัลวันพร้อมกับแกล้งทำหน้ายู่ส่งให้ ท่าทางของกอหญ้าทำเอาอเล็กซ์กับคุณราตรีหัวเราะ
“พี่หญ้า พี่จามา” ป้อมวิ่งนำเข้ามาก่อนที่ร่างสูงโปร่งของจารวีจะตามเข้ามา
“อ้าวจา มาทำไมเนี่ย” เพื่อนที่ไม่ได้นัดไว้ทำให้กอหญ้าประหลาดใจว่ามาหาเธอถึงบ้านทำไม
คุณทิวาและคุณราตรีที่คุ้นหน้าเพื่อนสนิทของลูกสาวหันไปส่งยิ้มให้พร้อมกับรับไหว้จากจารวี ที่พอทำความเคารพท่านเรียบร้อยก็หันไปซัดเพื่อน
“ก็ฉันน่ะสิ โทรศัพท์แกอยู่ไหน ทำไมไม่รู้จักรับ”
“โทรศัพท์? อ๋อ ชาร์ทแบตฯ อยู่ข้างบนน่ะ แล้วทำไมไม่โทรเข้าบ้านล่ะ” แบตตารี่เกลี้ยงเพราะกอหญ้าลืมชาร์ทก่อนนอนทำให้ตั้งแต่เช้า โทรศัพท์มือถือของเธอจึงถูกทิ้งเอาไว้บนห้องส่วนตัว
“ลืมเบอร์น่ะแก” จารวีขยับไปกระซิบใกล้หูเพื่อน แต่ถึงอย่างนั้นคุณทิวาและคุณราตรีก็ยังได้ยิน เสียงหัวเราะเบาๆ พร้อมกับส่ายหน้าของคุณทิวาทำให้เธอหัวเราะหน้าแหย แล้วก็กลายเป็นชะงักเมื่อสบตาสีฟ้าที่มองอยู่เงียบๆ
ชายเสื้อของกอหญ้าถูกกระตุกเบาๆ ก่อนที่เสียงกระซิบของเพื่อนจะตามมา
“ใครน่ะแก…แฟนแกเหรอ” ประโยคภาษาไทยที่อเล็กซ์ฟังไม่เข้าใจแต่คนถูกกระซิบและคุณทิวาที่พอจับหางเสียงได้ร้องขึ้นมาพร้อมกัน
“ไม่ใช่!”
“อ้าว ไม่ใช่เหรอ เห็นมานั่งกลมกลืนในครัวแม่จ๋า ฉันก็นึกว่าเป็นคนที่แกโทรคุยเมื่อวันก่อน” จารวีหน้าแหยอีกครั้งเมื่อสบสายตาดุๆ ของคุณทิวา
“ไอ้บ้า วันหลังถามก่อนนะ อย่าเพิ่งคิดเอาเอง อเล็กซ์นี่จารวีเพื่อนสนิทของหญ้าน่ะ แล้วก็ยัยจา…นี่อเล็กซ์ ลูกชายของเพื่อนพ่อจ๋า เพิ่งมาจากอังกฤษ แกจะนับว่าเป็นพี่ชายฉันก็ได้นะ” กอหญ้าบ่นเพื่อนแล้วจึงแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกัน
“อ๋อ…สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ” ความเคยชินทำให้อเล็กซ์ขยับจะยื่นมือออกไป แต่มือเปื้อนที่เปื้อนแป้งทำให้ชะงักดึงคืน
“แล้วนี่หนูจาไปไหนมาเหรอลูก หรือว่าจะมาชวนหญ้าออกไปข้างนอกจ้ะ” คุณราตรีที่เงียบมานานถาม
“จาอยากชวนหญ้าไปหาซื้อหนังสือหน่อยน่ะค่ะ ขออนุญาตได้ไหมคะ ว่างไหมแก” จารวีขออนุญาตบิดาและมารดาของเพื่อนก่อนจะถามความสะดวกของเจ้าตัว
“แกขับรถให้ฉันนั่งไหมล่ะ ถ้าแกขับให้ฉันก็ไป เลี้ยงข้าวด้วยก็ดีนะ”
“รถน่ะฉันขับให้นั่งได้ แต่ข้าวน่ะเดี๋ยวเรากลับมากินฝีมือแม่จ๋าดีกว่านะแก ฉันคิดถึง” จารวีบอกแล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากคุณทิวา ฝีมือทำอาหารของภรรยานั้นคือความภูมิใจของท่านเลยทีเดียว
“ไอ้งก กลัวได้เลี้ยงเพื่อน” กอหญ้าไม่ไว้หน้าเพื่อน
“กลับมากินข้าวบ้านก็ดีแล้วน่า ไปไม่นานไม่ใช่เหรอสองสาว” คุณทิวาเห็นด้วยที่ลูกสาวจะกลับมาทานข้าวที่บ้านพร้อมกัน
“พ่อจ๋า…แม่จ๋าอยากได้อะไรหรือเปล่าจ้ะ อเล็กซ์ด้วย” กอหญ้าขยับตัวลุกยืน
“จะไปไหนเหรอญาญ่า” ภาษาไทยที่ทุกคนพูดคุยกันทำให้ชายหนุ่มต่างชาติไม่เข้าใจจึงต้องถาม
“ไปร้านหนังสือน่ะ”
“งั้นขอไปด้วยสิ กำลังอยากได้ตำราอาหารอยู่เหมือนกัน” อเล็กซ์บอก
“อ้าว ไม่ทำขนมให้เสร็จก่อนเหรออเล็กซ์” กอหญ้าถาม
“ไปเถอะลูก อเล็กซ์ทำไปตั้งเยอะแล้ว อีกอย่างแป้งยังต้องพักไว้…รีดแล้วตัดทอดไม่ได้ตอนนี้หรอก อยากไปก็ไปกับหญ้าเถอะ” คุณราตรีบอกเมื่อเห็นท่าทางละล้าละลังของชายหนุ่ม แล้วทั้งสามหนุ่มสาวก็ร่วมทางกันไปยังร้านหนังสือใหญ่กลางเมืองที่มีหนังสือครบครันทุกประเภทให้เลือกสรร
อเล็กซ์ที่คอยเดินตามกอหญ้าไม่ห่าง ในยามเลือกหนังสือก็คอยรั้งให้อยู่ใกล้ทำให้จารวีอดไม่ได้ที่จะคอยมองอย่างสังเกต แววตาอ่อนโยนสีฟ้าทำให้เธออยากเชื่อว่าอเล็กซ์คือคนรักของเพื่อนที่ยังไม่ยอมรับกับเธอ แต่ท่าทางของกอหญ้าก็ดูเป็นปกติ เป็นมิตร…เป็นเพื่อน… แต่ถ้าไม่ใช่อเล็กซ์แล้วใครกันล่ะ
“ฉันถามจริงนะ อเล็กซ์ไม่ใช่แฟนแกแน่เหรอ” จารวีกระซิบถามกอหญ้าเมื่อทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ภายในร้านกาแฟ ที่อยู่ภายในอาณาบริเวณร้านหนังสือชื่อดังของเชียงใหม่ ในขณะที่อเล็กซ์แยกไปรินน้ำเปล่ามาให้
“จะบ้าเหรอยัยนาจา”
ชื่อล้อเลียนที่ได้ยินทำให้จารวีอดซัดเพียะไปบนแขนของกอหญ้าไม่ได้
“ไม่เลิกนะแก ล้ออยู่ได้”
“ก็ถามบ้าอะไรล่ะ”
“ก็แกเห็นตาของอเล็กซ์ที่มองแกบ้างไหมล่ะ”
“ไม่ใช่อเล็กซ์ ไม่ใช่ ไม่ใช่” กอหญ้าย้ำพร้อมกับส่ายหน้าอ่อนใจ แม้จะอยากซักให้ได้ความ แต่อเล็กซ์ที่กลับมาสมทบทำให้จารวีต้องยอมรามือ หันไปคุยกับเขาแทน
“อเล็กซ์จะอยู่เชียงใหม่อีกหลายวันเหรอ จะกลับอังกฤษเมื่อไรล่ะ”
“ยังไม่รู้เลย เอาไว้กลับมาจากกรุงเทพฯ ค่อยว่ากันอีกทีน่ะ” อเล็กซ์ตอบน้ำเสียงสบายๆ
“ไปทำไมกรุงเทพฯ เที่ยวเหรอ”
“เปล่า ไปเรียนวิธีทำอาหารชาววังกับคุณแม่ของพี่เจน่า” ชื่อพี่สะใภ้ของกอหญ้าที่ได้ยินจากปากของอเล็กซ์ทำให้จารวีตาโต
“พี่เจน่าเหรอ?”
“อือ อเล็กซ์อยากเปิดร้านอาหารไทยที่อังกฤษน่ะ กำลังพยายามเรียนรู้อยู่” กอหญ้าขยายความแล้วหันไปรับแก้วกาแฟที่เจ้าหน้าที่ประจำร้านยกมาเสิร์ฟ
“เชื่อฉันไหม พ่อหนุ่มอังกฤษนี่หวังจีบแกแน่ๆ ไอ้หญ้า ไอ้เรียนทำอาหารเนี่ยฉันว่าแผนตีสนิทครอบครัวแกให้ครบทุกคนมากกว่า” จารวีแอบกระซิบเป็นภาษาไทย
“ไอ้นาจา” กอหญ้าย้อนเพื่อนได้แค่นั้น สีหน้าเหรอหราไม่เข้าใจแต่ก็ติดสงสัยของอเล็กซ์ที่ได้เห็นทำให้พูดไม่ออก จะโวยเพื่อนเป็นภาษาไทยก็ไม่อยากเสียมารยาท ได้แต่ส่ายหน้าระอาไปให้แล้วเลิกคุยกับจารวี หันไปถามอเล็กซ์เรื่องหนังสือที่เขาซื้อมาแล้วชวนคุย จารวีคอยเสริมเป็นพักๆ แล้วสุดท้ายก็ไม่ถามอะไรอีก แม้จะยังไม่หายค้างใจแม้แต่นิดเดียว