Novel

อสุราร่ายรัก บทที่ 10

azura10

ชายม่านขาวบางพลิ้วตามแรงลมคือภาพแรกที่ลิลลาภาเห็นเมื่อลืมตา พอมองต่อไปเรื่อยๆ จึงเห็นว่าเป็นม่านของเตียงสี่เสาแบบโบราณขนาดใหญ่ คุ้นตาแต่แน่ใจว่าไม่ใช่ทั้งเตียงและห้องของเธอ เป็นห้องกว้างเพดานสูงที่เจือกลิ่นสดชื่นของป่า แล้วสายตาก็สะดุดเข้ากับโครงร่างสูงใหญ่ของผู้ที่ยืนพิงกรอบประตูระเบียงเปิดกว้าง ด้านหลังมองเห็นเทือกเขาตระหง่านเลือนรางในม่านหมอกขาวมัวหนาทึบ

ซาช่า… ปราสาทซูวารอฟ!

หญิงสาวลุกพรวดขึ้นจากที่นอนด้วยความทรงจำที่ระลึกได้ แล้วก็ต้องอุทานออกมาเบาๆ เมื่อขยับตัวไวไปจนหน้ามืด ร่างกายยังล้าอย่างแปลกๆ พยายามคิดว่าตัวเองเป็นอะไร ไม่ทันเห็นอาการหันขวับกลับเข้ามาในห้องของอเล็กซิสที่ผละจากกรอบประตูระเบียงเข้ามาหา จนเขานั่งลงข้างกายแล้วรั้งร่างเธอเข้าไปพิงอกกว้างอย่างอ่อนโยน

อย่าขยับไวนัก คุณจะเวียนหัวนะที่รัก

“ฉันมาที่นี่ได้ยังไงเกิดอะไรขึ้นกับฉัน”

ลิลลาภานึกทบทวน พอจำได้ว่าลงชื่อในเอกสารทางกฎหมายให้ซูวารอฟไปเรียบร้อยแล้วก็นิ่งขึง หัวใจเหมือนถูกบีบ มือสั่นพยายามจะขยับดันคนที่โอบกอดเธอไว้ออกไป พร้อมกับสะกดน้ำเสียงให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้บอกคนที่ยังเอาแต่โอบกอดเธอเอาไว้ไม่ยอมห่าง

“ปล่อยเถอะค่ะ แล้วก็หยุดเรียกฉันแบบนั้นเถอะนะคะ…เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว และคุณก็ไม่ควรเข้ามาในห้องส่วนตัวของฉัน แม้ว่าจะเป็นห้องในบ้านของคุณ”

อ้อมแขนแข็งแรงไม่มีทีท่าสะดุ้งสะเทือน และโดยที่ลิลลาภาไม่ทันได้เตรียมใจใบหน้าของอเล็กซิสก็โน้มลงมาจูบแล้วกระซิบที่ริมฝีปากอิ่ม

“คุณเป็นที่รักของผมเสมอ…ตลอดไปลิลลา”

จูบนั้นอาจแผ่วเบาราวปีกผีเสื้อและเร็วราวโฉบผ่าน ทว่าก็ยังทำให้ความคิดอ่านของลิลลาภาสับสน และเมื่อเบี่ยงตัวออกมาไม่ได้ สุดท้ายก็จำต้องซุกหน้าหนีอยู่ในอ้อมแขนที่ยืนกรานจะกักตัวเธอเอาไว้ พร้อมกับขอร้องเสียงเบาหวิว

“ซาช่า…อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ”

อเล็กซิสกระชับร่างลิลลาภาแน่นขึ้นแล้วซบหน้านิ่งอยู่กับเรือนผมของเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมคลายพร้อมกับส่งถ้วยเครื่องดื่มสมุนไพรอุ่นๆ มาให้

“คุณต้องดื่มนี่”

แม้มือสั่นแต่ลิลลาภาก็ยังรีบรับถ้วยเครื่องดื่มมาถือไว้ ต้องการอะไรก็ได้มาขวางระหว่างเธอกับเขาไว้สักหน่อย สัมผัสอุ่นจากถ้วยสู่มือทำให้ค่อยๆ ผ่อนคลายขึ้น ครั้นพอลิ้นแตะได้ชิมรส ความรู้สึกสดชื่นอบอุ่นก็ซ่านทั่วร่างที่อ่อนเปลี้ย จนเรี่ยวแรงค่อยๆ คืนกลับมาอย่างรวดเร็วน่าอัศจรรย์

“ฝากขอบคุณอิริน่าด้วยนะคะ”

ลิลลาภาคืนถ้วยที่ไม่เหลือเครื่องดื่มสักหยดกลับไป เครื่องดื่มสมุนไพรที่ทำให้รู้สึกดีได้ขนาดนี้ทำให้คิดว่าน่าจะมาจากผู้รักษาของซูวารอฟ จนได้ยินอเล็กซิสประท้วง

“ทำไมต้องขอบคุณคนอื่นในเมื่อผมต่างหากที่เป็นคนชง นี่เป็นเครื่องดื่มที่พ่อมักจะชงให้แม่ จากนี้…ผมจะชงให้คุณ”

แววตายามเอ่ยถึงบุพการีของเขาอ่อนโยน น้ำเสียงบ่งบอกว่าการได้ระลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับพวกท่านคือสิ่งล้ำค่า อเล็กซิสรักพวกท่านเหมือนที่ตัวเองเป็นที่รักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ลิลลาภาจำความผาสุกของครอบครัวเขาในยามอยู่พร้อมหน้าได้แม่นยำ ไม่ว่าจะเอาแต่ใจกับใครแค่ไหนก็ตาม แต่กับพวกท่าน อเล็กซิสจะเป็นเพียงลูกชายของพ่อแม่ที่เชื่อฟัง เคารพ ยิ้มง่ายและร่าเริง อะไรก็ตามหากเพื่อความสุขของพวกท่าน เขาจะทำโดยเฉพาะเพื่อผู้เป็นแม่ แม้เป็นสิ่งที่ขัดความต้องการของตัวเองอย่างที่สุดเช่นเรื่องที่ปล่อยเธอกลับประเทศไทยเมื่อเก้าเดือนก่อน

“คิดถึงพวกท่านนะคะ ไม่น่าเชื่อเลย…ว่าจะเสียพวกท่านไปแล้ว”

แววตาอเล็กซิสหม่นแสงวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมามั่นคงดังเดิม บอกเธอด้วยเสียงอ่อนโยน

“พวกท่านจะอยู่ในความเป็น ‘เรา’ ตราบที่เรายังระลึกถึง ท่านก็จะเป็นนิรันดร์”

ลิลลาภาถอนใจเบาๆ ก่อนจะเรียกหากระเป๋าถือของตัวเอง อเล็กซิสหยิบมาส่งให้จนถึงมือ มองเธอค้นหาอะไรอยู่ชั่วครู่แล้วก็ได้เห็นกล่องเปลือกไม้คุ้นตา

“ของคุณแม่ให้ฉันไว้คืนนะคะ”

ความอาวรณ์ท้นขึ้นมา ลิลลาภาไม่กล้าแม้แต่จะเปิดฝาดูของที่อยู่ในนั้นเป็นครั้งสุดท้าย แทบกลั้นใจเมื่ออเล็กซิสยอมรับมันคืนอย่างง่ายดายโดยดี

“ดีขึ้นไหม” ความสนใจของเขาเหมือนจะอยู่ที่เธอเท่านั้น น้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความอาทรจนคนพยายามตัดใจจากเขาให้ได้น้ำตารื้น อยากบอกเขาให้หยุดอ่อนโยนกับเธอเสียทีแต่ก็ไม่ได้พูดออกมานอกจากรับคำสั้นๆ

“ค่ะ”

ไม่ว่าน้ำสมุนไพรของเขาจะทำจากอะไรก็ตาม มันให้กำลังเธอคืนกลับมาจนลิลลาภาแน่ใจ…หัวใจเธออาจสลาย แต่ร่างกายจะมีแรงเดินจากเขาไปอย่างแท้จริง

“คุณจะไม่ไปจากผม”

อเล็กซิสมองลึกเข้ามาในดวงตาของคนที่กำลังต่อสู้กับหัวใจตัวเองอย่างหนักหน่วง เชื่อว่าเห็นความรักเป็นเงาซ่อนอยู่ในดวงตาของเธอนั้น และไม่ลังเลที่จะโน้มตัวลงมาจูบที่ริมฝีปากส่งความรู้สึกเว้าวอนมาเคล้าเคลีย ใช้สัมผัสทั้งหมดยื้อยุดหัวใจเธอไว้ให้อยู่กับเขา และไม่เปิดโอกาสให้คำปฏิเสธใดๆ ได้พ้นริมฝีปากอิ่มของเธอออกมา

รสจูบนั้นอ่อนโยนและอ่อนหวานจนลิลลาภาถอนสะอื้นยอมจำนน แม้แต่เสียงของความต้องการที่จะไปจากเขาก็ยังกระซิบว่าขอก่อน…ขอสัมผัสและรอยจูบจากเขาก่อน สองมือเลื่อนไปโอบรอบคอแกร่งเอาไว้ ขณะที่กลีบปากแย้มเปิดทางให้ลิ้นของเขาได้ซอนแทรกเรียกร้อง และพัดพาเธอเข้าไปในห้วงเสน่หาที่วาบหวาม

อเล็กซิสละริมฝีปากแสนหวานเพื่อจะได้พร่างจูบไปทั่วใบหน้าคนรัก ริมฝีปากอุ่นจัดระเรื่อยลงมาตามลำคอระหง มือสัมผัสเรือนร่างรั้งกดให้เธอบดเบียดเข้าหา ลิลลาภาแทบไม่รู้เลยว่าถูกประคองให้ลดตัวลงไปนอนบนเตียงจนแผ่นหลังแตะที่นอนลื่นนุ่ม ใต้ร่างกายกำยำที่เบียดแนบชิดจนไม่เหลือแม้ช่องว่างให้อากาศเคลื่อนผ่าน

“ซาช่า…”

“ผมรักคุณ คุณเป็นของผม เหมือนที่ผมเป็นของคุณเท่านั้นลิลลา” เสียงแหบพร่าหวานรัญจวน ดวงตาสีอำพันมองเธอเต็มไปด้วยไฟปรารถนา ความต้องการ…โหยกระหายชัดอยู่ในสายตาที่มองมาของเขา ลิลลาภาถึงไหวสะท้านไปทั้งร่าง สติที่เหลือเพียงน้อยนิดสั่งให้เธอรีบบอกออกไปก่อนที่จะไม่เหลือความยับยั้งชั่งใจใดๆ เหลืออีกเลย

“เราไม่ควรทำแบบนี้” เสียงทักท้วงของเธอเบาหวิว แล้วลมหายใจก็ขาดห้วงเมื่อริมฝีปากของอเล็กซิสกลับมาครอบครองลมหายใจเธอไว้ มอบจูบยาวนานก่อนจะค่อยๆ ยอมหยัดตัวห่างออกมาด้วยท่าทางเสียดาย

“ใช่ที่รัก อย่างน้อยก็ตอนนี้”

ลิลลาภาเกือบรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งหากไม่เห็นไฟปรารถนาและความกระหายที่จะครอบครองเธอในดวงตาของอเล็กซิส แล้วใบหน้าก็แดงซ่านไม่กล้าสบตาเขาอีกต่อไป ทั้งกลัวอารมณ์ของตัวเองและอับอายที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้เพริดไปกับสัมผัสเรียกร้องของเขาอย่างน่าอาย

เธอแทบจะยอมพลีกาย…ยอมเป็นของเขาถ้าเพียงแต่อเล็กซิสจะไม่หยุด ซึ่งมันไม่ถูกต้อง เขากับเธอไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว

“อย่า…”

มือใหญ่ยึดปลายคางเธอไว้ให้หันกลับมามองเขา

“สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราคือเรื่องสวยงาม ไม่ใช่เรื่องน่าอาย นั่นเป็นวิถีของความรัก”

“แต่มันไม่ถูกต้อง เราไม่ใช่คู่หมั้นกันอีกแล้วนะคะ เราไม่ควร…”

“เราควรเป็นของกันและกัน” อเล็กซิสต่อประโยคที่ลิลลาภาไม่กล้าให้หลุดปาก มือละจากปลายคางไล้ไปทั่วกรอบใบหน้า แล้วพูดต่อมาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งและมั่นคง

“ได้เวลาที่เราต้องคุยกันแล้วที่รัก ความยับยั้งชั่งใจของคุณในเรื่องระหว่างเราควรยุติเสียที”

“คุณหมายถึงอะไร เรื่องของเราอะไรคะ” ลิลลาถาถามคนที่ส่งมือมาประคองเธอลุก แม้เคลื่อนไหวตามแต่ดวงตาเต็มไปด้วยคำถาม

“เครื่องรางของคุณยายคุณ ยังสวมอยู่ใช่ไหม” แทนที่จะตอบ อเล็กซิสกับถามในสิ่งที่ลิลลาภาไม่คิดว่าเขาจะสนใจ เธอยกมือข้างที่ว่างแตะละอองตะวันผ่านเสื้อตรงหน้าอกพร้อมกับพยักหน้า

“ค่ะ ทำไมคะ”

“เครื่องรางของคุณยายคุณจะเป็นพยานให้ผม คุณจะได้รู้เชื่อเสียทีว่าคุณเป็นคนเดียวในโลกใบนี้ที่จะปลอดภัยอย่างแท้จริงจากสิ่งที่คุณกลัว”

ลิลลาภาหน้าเสีย ทำท่าจะดึงมือคืนทว่าอเล็กซิสไม่ยอมง่ายๆ มือใหญ่แข็งแรงของเขายึดไว้มั่น ไม่ผ่อนปรนแต่ก็ไม่แข็งกระด้าง เหมือนปลอกเหล็กหุ้มด้วยกำมะหยี่เนื้อดีที่นุ่มนวล น้ำเสียงที่เอ่ยต่อมาอบอุ่นอย่างยากที่คนฟังจะแข็งขืนหรือคิดต้านทาน

“ไปกับผมเถอะที่รัก ถึงเวลาที่เราจะคุยกัน ทุกเรื่อง ทุกคำถามที่คุณอยากรู้และผมยังไม่ได้บอกคุณ รวมทั้งทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเรานับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จะไม่มีการโกหก หลอกลวงหรือปกปิด ระหว่างเราจะมีแต่ความจริงเท่านั้น ผมอยากให้คุณเชื่อมั่นในตัวผม เหมือนที่ผมเชื่อในตัวคุณ เราจะผ่านทุกอย่างไปด้วยกัน”

คำพูดที่ได้ยินแปร่งหู สีหน้าจริงจังและมือที่เกาะกุมเธอไว้ทำให้ลิลลาภาสังหรณ์ใจประหลาด วูบหนึ่งเธอคิดถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองในอาณาบริเวณของปราสาทซูวารอฟแห่งนี้ ความจริงที่เคยทำให้ตกใจแทบขาดสติจนต้องขอร้องให้เขาปล่อยเธอไป

“คุณกำลังทำให้ฉันกลัว”

“ผมรักคุณ…คุณก็รู้ที่รัก ยึดอยู่กับความรู้สึกนี้ เชื่อมั่นในตัวผม คุณรู้อยู่แล้วว่าผมเป็นใคร ผมอาจอันตรายต่อโลกทั้งใบแต่ไม่ใช่คุณ ผมรักคุณ ขอให้เชื่อว่ามีแต่คุณเท่านั้นที่จะปลอดภัยจากอสูรตนนี้ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม” ดวงตาสีอำพันมองเธออย่างลึกซึ้งด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อเธอ ไม่ว่าตัวตนเขาจะเป็นสิ่งใด

อสูร ใช่! เธอรู้ ที่ลิลลาภาวิ่งหนีเตลิดและอ้อนวอนขอจากไปครั้งก่อนก็เพราะรู้ ที่เขารักษาอาการบาดเจ็บของเธอได้ด้วยการสัมผัสหรือกระทั่งที่เธอเผลอเปรยกล่าวหาว่าเขาให้เวทย์มนตร์นั้น ไม่ใช่เพราะอเล็กซิสเป็นพ่อมดหรือผู้ที่มีเวทย์มนตร์ หากแต่คือหนึ่งในสายเลือดจากเผ่าพันธุ์โบราณที่แฝงตัวเป็นเงาในประวัติศาสตร์มนุษย์ เป็นทายาทสายตรงของผู้มีหน้าที่ยืนขวางระหว่างประตูนรกกับโลกใบนี้หลังสงครามล้างโลกในบรรพกาล สิ่งที่เรียกว่าปกรณัมโบราณเป็นเรื่องจริง

อเล็กซิส ซูวารอฟเป็นสายเลือดจอมอสูร!

 

Novel

อสุราร่ายรัก บทที่ 9

14445866_10210855120358292_857632855_n

จากเมืองหลวงอเล็กซิสพาลิลลาภาขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินตรงสู่เนมาห์ อิริน่าที่ลิลลาภาเพิ่งจะได้เห็นหน้าอีกครั้งรวมกลุ่มอยู่กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเช่นเคย ก่อนขึ้นเครื่องเธอเห็นหญิงสาวผู้นั้นสบตาอเล็กซิสแล้วก้มหัวให้เล็กน้อยโดยไม่ขยับเข้ามาใกล้ ความไม่สบายใจในดวงตาผู้ที่อยู่ข้างกายทำให้ลิลลาภายังมองตามอิริน่าด้วยสายตาสังเกตอย่างอดไม่ได้

สีหน้าจริงจังราวกับกำลังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขันนั้น ไม่ต้องเป็นหมอก็ดูออกว่ามีบางอย่างแผกไป อิริน่าวันนี้ดูซีดเซียวเหนื่อยอ่อน ขอบตาดำคล้ำ เคลื่อนไหวช้าเหมือนไม่ค่อยมีแรงสักเท่าไรนัก ลักษณะคล้ายคนที่สุขภาพถูกละเลยอย่างรุนแรง เหมือนมีความจำเป็นอื่นที่สำคัญกว่า ที่นั่งตัวตรงท่าทางเอาจริงเอาจังไม่ผ่อนคลายเลยสักนิดก็เพราะว่าเจ้าตัวกำลังเกร็งเพื่อพยายามเอาชนะความอ่อนแอของร่างกาย แต่ให้พยายามอย่างไรก็ยังดูเหมือนดอกไม้ก้านอ่อนที่พร้อมจะคอพับลงมาได้ตลอดเวลาจนน่าตกใจ

เพราะอเล็กซิส! เพื่อเขา!

อิริน่าปัดมือไอวานที่โน้มตัวเข้าไปใกล้ด้วยสีหน้าเป็นห่วง ฝ่ายชายจึงถอยออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก ท่าทางไม่ยอมรับความห่วงใยของใคร และอาการนิ่วหน้าปิดเปลือกตาทำท่าจะวูบที่ได้เห็นต่อมาทำให้ลิลลาภาทนไม่ได้เสียเอง เธอผุดลุกเดินเข้าไปหาด้วยสัญชาตญาณของความเป็นแพทย์ เร็วจนแม้แต่อเล็กซิสก็รั้งไว้ไม่ทัน

“คุณไม่สบาย ทำไมไม่พัก”

คนในเฮลิคอปเตอร์ทั้งหมดไม่รวมนักบินถึงกับมองตาค้าง ไม่นึกว่าจู่ๆ ลิลลาภาจะลุกเดินมาเอ็ดอิริน่าเข้าให้ ฝ่ายที่โดนเอ็ดก็ยังดูเหมือนจะงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเบือนหน้าไปมองด้วยสายตาเยือกเย็น

“เพื่อคุณอเล็กซิสที่ผู้หญิงขี้ขลาดบางคนทิ้งเขาไปไงล่ะ”

ลิลลาภาถึงกับผงะแต่ก็ยังมองต่อตาผู้กล่าวโทษ หูได้ยินเสียงอเล็กซิสเรียกอิริน่าเสียงเข้ม ขณะที่เพื่อนร่วมทีมรีบขยับเข้ามาทักท้วงเตือนเบาๆ

“อิริน่าจะไม่เป็นไรครับ เชิญที่ข้างหน้าเถอะครับ อย่าห่วงตรงนี้เลย” ไอวานบอกเสียงเป็นการเป็นงาน ทว่าลิลลาภาที่กลั้นใจครู่หนึ่งกลับขอ

“คุณช่วยลุกไปสักครู่ได้ไหม”

ต่อให้ไม่เต็มใจแต่ไอวานก็จำต้องลุก ให้ลิลลาภาได้ทรุดลงไปนั่งแทนที่ข้างอิริน่า ดึงมือที่อีกฝ่ายไม่ยอมให้ง่ายๆ มาจับชีพจร

“ไม่ต้อง ฉันแค่เหนื่อย”

“อยู่นิ่งๆ” ลิลลาภาเอ่ยเสียงเรียบ มือไม้เคลื่อนไปทั่วเพื่อตรวจดูสุขภาพร่างกายอิริน่าเท่าที่พอจะทำได้ คิดถึงเครื่องมือในการตรวจคนไข้จับใจ กลิ่นสมุนไพรที่แผกไปจากที่จำได้ว่ามันกรุ่นอยู่รอบตัวอิริน่าบอกว่าเจ้าตัวรักษาตัวเองในแบบของเธอบ้างแล้ว

อาจหันหลังให้อเล็กซิสและเรื่องราวของตระกูลซูวารอฟแต่ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่ใส่ใจ ครอบครัวของอิริน่าที่รับใช้ตระกูลซูวารอฟมายาวนานมีความสามารถบางอย่างคล้ายคุณยายของเธอ

สมุนไพร…และอาจรวมถึงมนตราโบราณ

เงาสะท้อนจากผิวของวัตถุคล้ายแก้วสีดำซึ่งเลื่อนเผยออกมานอกสาบเสื้ออิริน่าสะดุดตาลิลลาภา เจ้าของที่ดูเหมือนไม่อยากให้ใครเห็นนักรีบใช้มือข้างที่ว่างดึงสาบเสื้อปิด แต่รอยคล้ายถูกเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้ายกัดตะบบบนหลังมือข้างนั้นก็ดึงดูดสายตาลิลลาภาเช่นกัน คราวนี้อิริน่ากลับไม่คิดซ่อนรอยนั้น ยังมองคนที่นิ่งงันด้วยสายตาท้าทายระคนเยาะหยันอยู่ในที

ลิลลาภาเลือกที่จะไม่สนใจสายตานั้น พิศมองบาดแผลที่สมานเรียบร้อยก่อนจะหยิบกระดาษปากกาออกมาจดชื่อยาและวิตามินส่งไปให้อิริน่า บอกเธอเสียงสงบที่ทำให้อีกฝ่ายมองกลับมาด้วยสีหน้าคล้ายพิศวงเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง

“ขอบคุณที่ดูแลอเล็กซิสแทนผู้หญิงขี้ขลาดคนนั้น”

อเล็กซิสดึงร่างลิลลาภามากอดเมื่อเธอกลับมานั่งข้างกาย มือลูบท่อนแขนเบาๆ หวังจะปัดเป่าให้แววตาไหวระริกด้วยความรู้สึกผิดของเธอเลือนหาย

“คุณควรทำให้เธอหายเหมือนที่เคยดูแลฉัน” ลิลลาภาเอ่ยเสียงเบา เธอยังกลัวความเป็นสายเลือดซูวารอฟเข้มข้นของเขาแม้เพียงเอ่ยถึง

“ทุกอย่างในโลกนี้ไม่ได้มีแค่ด้านเดียว มีให้ก็ต้องมีเสียไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง อีกอย่างผมรักษาผู้รักษาที่ใช้พลังตัวเองกำกับสิ่งที่อยู่ในตัวผมไม่ได้” เสียงอเล็กซิสสงบนิ่งมั่นคง

ทั้งที่คิดว่าพอจะคุ้นชินกับการที่การได้ยินเขาเอ่ยถึงอะไรอย่างนี้ แต่ลิลลาภาก็ยังลืมตัวกลั้นหายใจด้วยความกลัวจนได้ อ้อมแขนที่กระชับขึ้นมาทันทีทำให้เกือบผวา แต่แล้วเสียงขอร้องของอเล็กซิสที่กระซิบบอกต่อมาก็ปลอบให้สงบลง

“อย่ากลัวผมที่รัก ผมอาจอันตรายสำหรับใครแต่ไม่ใช่คุณ เวลานี้ผมไม่มีใครแล้วนอกจากคุณ…อย่าเพิ่งทิ้งผมไว้คนเดียว”

ลิลลาภาผ่อนลมหายใจช้าๆ ความกลัวยังอยู่ทว่าไม่หนักหนาอีกต่อไปแล้ว ขณะเดียวกันความอาทรห่วงหาที่มีต่ออเล็กซิสก็ราวกับว่าจะกล้าแข็งขึ้น ยิ่งคิดว่าตัวเองมาที่นี่เพื่อจะได้จากไปโดยไม่เหลือเยื่อใยหัวใจก็สั่นขึ้นมา สังหรณ์ใจบอกเมื่อเธอไป หลังจากนี้แล้วสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้น อเล็กซิสจะกลายเป็นอันตรายที่แท้จริงเว้นก็แต่จะมีหญิงสาวสักคนที่กล้าหาญกว่าเธออยู่เคียงข้าง

“รับอิริน่าแทนที่ฉันนะคะ” หลุดปากไปแล้วลิลลาภาก็สะอื้นขึ้นมาเสียเอง และเมื่อได้ยินเสียงคล้ายคำรามหนักแน่นจากอเล็กซิสหัวใจก็ปลื้มปริ่ม

“ไม่!

มันผิด! เธอควรรู้สึกผิด ไม่ใช่ดีใจ ลิลลาภานึกตำหนิตัวเองแต่หัวใจก็ยังอดพองโตไม่ได้ เธอกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวที่น่าชังไปเสียแล้วหรือนี่…

“ผมรักคุณ จำไว้ว่าผมรักได้แค่คุณ เมื่อไรคุณถึงจะยอมเชื่อผมสักทีนะลิลลาว่านอกจากคุณผมไม่เคยต้องการใคร”

“ขอโทษนะคะ…ขอโทษที่ฉันอ่อนแอและขี้ขลาดเกินไป” ลิลลาภาบอกเสียงเบา น้ำหนักบางอย่างกดทับอยู่ที่หัวใจ รู้สึกผิดต่อเขา ขณะเดียวกันหัวใจก็ยังขลาดกลัว

“งั้นก็รักผมสิ รักให้มากขึ้น รักจนไม่เหลือพื้นที่ให้ความกลัวหรืออะไรก็ตามที่ทำให้คุณอ่อนแอ”

ลิลลาภาปิดเปลือกตาฟังเสียงหนักแน่นที่กระซิบบอก มือเลื่อนไปโอบทับสองแขนที่กอดเธอไว้ พร้อมกับนึกตอบเขาเงียบๆ ในใจ

ฉันรักคุณ…และจะรักตลอดไป แม้ไม่อาจเป็นมาดามซูวารอฟของคุณได้ แต่จะไม่มีวันหยุดรักคุณ

 

 

ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นเฮลิคอปเตอร์ก็ถึงเนมาห์ อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของประเทศที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงซึ่งแวดล้อมไปด้วยป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เหมือนหลายร้อยปีก่อน

“ถึงแล้วเนมาห์”

อเล็กซิสกระซิบบอกคนที่ยังอิงแอบอยู่กับอก ลิลลาภามองออกไปยังเมืองที่มีอายุยาวนานและคงรูปแบบบ้านเรือนรวมถึงผังเมืองอย่างโบราณไว้ทั้งหมด เลยออกไปคือทะเลสาบกว้างใหญ่ซึ่งคั่นกลางระหว่างชุมชนและปราสาทที่ตั้งตระหง่านสง่างามพิงเทือกเขาสูง

ปราสาทซูวารอฟ ใจกลางอำนาจแห่งอาณาจักรของตระกูลเก่าแก่ที่เคยปกครองดินแดนแถบนี้ในอดีตกาล

ลิลลาภาจำได้ ครั้งหนึ่งอเล็กซิสเคยเล่าถึงความหมายรากเดิมของชื่อตระกูลเขาด้วยความภาคภูมิใจให้เธอฟัง

ซูวารอฟมาจากคำว่า ‘ซูเว’ ซึ่งแปลว่าลึก และ’วารา’ ที่หมายถึงขุนเขา ที่นี่คือบ้านของเรา

เก้าเดือนที่ไม่ได้มาลิลลาภารู้สึกเหมือนว่าเนมาห์มีบางอย่างแผกไปจากเดิม อาจไม่ใช่เมืองใหญ่ที่มีผู้คนมากมายแต่เธอจำได้ว่ามีชีวิตชีวากว่านี้ ทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยหมอกมัวซัวจนเหมือนกลายเป็นโลกสีเทาน่าหดหู่ แม้แต่ป่าก็ยังดูสงัดวังเวงราวกับไร้ชีวิต กวางไม่ก็กระต่ายหรือตัววีเซลที่เคยเยี่ยมหน้าจากป่าออกมาแวะเวียนให้เห็นแถวริมทางอยู่เสมอดูเหมือนจะหลบเร้นหายไปหมด แม้แต่นกก็ไม่มีให้เห็น ฟ้าที่เคยเป็นฟ้าสดใสกระจ่างตากลับเต็มไปด้วยเงาสลัวของม่านเมฆสีเทาที่ชวนให้อึดอัดใจคอไม่ดี

ละอองตะวันที่สวมติดคอราวกับจะอุ่นขึ้น ลิลลาภายกมือแตะ ตาเหลือบมองแต่ไม่เห็นประกายรุ้ง ถึงอย่างนั้นก็ยังสังหรณ์ใจแปลกๆ จนอดกระซิบถามอเล็กซิสไม่ได้

“เกิดอะไรขึ้นกับเนมาห์หรือเปล่าคะ”

ดวงตาสีอำพันวาวขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะกลับไปนิ่งลึก อเล็กซิสกระชับร่างในอ้อมแขนแน่นขึ้น บอกเพียงว่า

“ทุกอย่างจะเรียบร้อยที่รัก อย่าห่วงเลย”

เฮลิคอปเตอร์บินตรงไปลงจอดที่หน้าอาคารใหญ่ริมทะเลสาบ คนกลุ่มหนึ่งรออยู่ตรงนั้น อเล็กซิสก้าวลงไปก่อนแล้วยื่นมือมารับลิลลาภาให้ตามลงไป เมื่อใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาเอ่ยอะไรกับเขาบางอย่างในภาษาที่เธอฟังไม่เข้าใจ ลิลลาภาจึงใช้โอกาสนั้นมองไปรอบๆ สถานที่แห่งนี้

อาจเคยมาเนมาห์ทว่าลิลลาภาไม่เคยมาที่นี่ สัญลักษณ์ประจำตระกูลซูวารอฟบนตัวอาคารบอกให้รู้ว่าที่แห่งนี้เป็นทรัพย์สินหนึ่งในอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของอเล็กซิส ด้านหลังอิงทะเลสาบส่วนด้านหน้าเปิดโล่งหันหาเทือกเขา ตรงประตูรั้วมีรูปสลักนักรบโบราณร่างใหญ่สูงราวสามเมตรสีดำสนิท ถือดาบยาวทำจากหินสีเดียวกัน ตั้งตระหง่านและน่าเกรงขามด้วยใบหน้าที่มีเขี้ยวยาวแหลม

อสูร! ราชันแห่งขุนเขาที่ยืนขวางอยู่หน้าประตูแห่งดินแดนมืดมิดอนธการ!

ลิลลาภานิ่งขึง เหงื่อซึมทั้งๆ ที่ตัวเย็นวาบ ใจหนึ่งอยากหันหลังวิ่งหนีอย่างเด็กๆ กลับไปที่เฮลิคอปเตอร์แล้วไปจากที่นี่เสียเดี๋ยวนี้ ทว่าอเล็กซิสที่ละความสนใจจากคนของเขาก็รั้งร่างเธอเข้าไปโอบประคองไว้ บอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพร้อมกับพาเธอก้าวไปด้วยกันอย่างที่จะไม่ยอมให้หนีหายไปทางไหนได้เลย

“มาเถอะที่รัก ทุกอย่างรออยู่ข้างใน”

ถ้อยคำที่ได้ยินทำให้ลิลลาภาหายใจสะดุด แววตาหมองกับจุดมุ่งหมายในการมาที่นี่ที่ตั้งใจไว้ ไม่ทันรู้สึกว่าเวลานี้กำลังใจหาย…เสียใจ จนความกลัวใดๆ ไร้ความหมายในหัวใจตัวเอง

ที่รัก…อีกไม่กี่อึดใจอาจจะไม่ได้ยินเขาเรียกเธอด้วยคำคำนี้อีกแล้ว

 

 

ลิลลาภาพบว่าถูกพามายังส่วนหนึ่งของอาคารที่เป็นวิหารโอ่โถง เพดานสูงกรุกระจกนำความสว่างจากภายนอกผ่านลงมาเบื้องล่าง ผนังทั้งหมดประดับด้วยกระจกสีลวดลายโบราณที่สวยงาม และในยามที่แสงจากภายนอกสาดเข้ามาบนพื้นจะเกิดเป็นประกายสีรูปร่างต่างๆ ไหวล้อไปตามแต่ทิศของแสงจนดูราวกับอักษรมนตร์ที่พลิ้วอยู่กลางอากาศอย่างมีมนตร์ขลัง

ด้านในสุดเป็นยกพื้นที่เวลานี้ประดับประดาไปด้วยดอกไม้ราวกับหอบเอาสวนสวยเอามาไว้ข้างใน อากาศกรุ่นกลิ่นหอมอ่อนละมุนของดอกไม้ที่ลิลลาภาจำได้ดี

“ลิลลี่ออฟเดอะวาเลย์…ดอกไม้ที่คุณแม่ชอบ

แล้วภาพที่เห็นเมื่อมองลึกเข้าไปก็ทำให้ลิลลาภารู้ในวินาทีนี้นี่เองว่าสวนสวยจำลองนั้นสร้างขึ้นเพื่อห้อมล้อมบุคคลที่รักของผู้ที่อยู่ข้างกายเธอ

“อีกสองวันข้างหน้าจะมีพิธีลาชาวเนมาห์จะได้มาร่วมส่งท่าน และเราจะนำท่านกลับไปพักผ่อนที่ซูวารอฟตลอดกาล”

มีรอยเศร้าเจืออยู่ในน้ำเสียงของอเล็กซิส ลิลลาภาสอดมือประสานไปเกาะเกี่ยวนิ้วแข็งแรงของเขาไว้ ส่งแรงกระชับให้กำลังใจ ก่อนจะขอเข้าไปใกล้สวนสวยนั้น เพื่อกระซิบบอกลาผู้ที่เคยเอื้ออารีต่อเธอเสมอ

ขอให้ได้พักผ่อนในสรวงสวรรค์นะคะ

 

 

ใครคนหนึ่งก้าวออกมาจากประตูเล็กๆ ที่แอบอยู่ด้านหนึ่ง เป็นชายวัยกลางคนตัวเล็กท่าทางเงียบขรึม ในมือเต็มไปด้วยเอกสารสารพัดที่ทำให้ลิลลาภาหัวใจกระตุกทันที

ที่นี่ต่อหน้าพ่อแม่ของเขาเธอกับอเล็กซิสจะขาดจากกัน

ลิลลาภาสูดลมหายใจลึกเดินไปตามแรงดึงของอเล็กซิส หน้าสวนสวยมีแท่นหินขนาดพอเหมาะสำหรับวางเอกสาร ทั้งหมดเป็นภาษาที่เธออ่านไม่ออก หนึ่งในนั้นคือสมุดแบบโบราณที่มีลายมือใครหลายคนลงชื่อเรียงติดต่อกันหลายบรรทัด

“ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่คุณต้องเซ็น” อเล็กซิสเอ่ยขึ้นด้วยเสียงนุ่มนวล ทว่าวันนี้น้ำเสียงของเขาเกือบจะทำให้หัวใจเธออ้างว้างขึ้นมาจนลิลลาภาต้องรีบปัดความหวั่นไหวออกไป ย้ำกับตัวเองว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องการ

“มีฉบับภาษาอังกฤษหรือเยอรมันไหม”

ลิลลาภาถามหาภาษาที่ตัวเองอ่านเข้าใจกับชายวัยกลางคนผู้นั้น อยากรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เขียนอะไรไว้ก่อนจะลงชื่อ แล้วก็ต้องผิดหวังกับคำตอบที่ได้รับ

“ไม่มีครับ”

ลิลลาภานิ่วหน้าไม่สบายใจนัก หางตามองอเล็กซิส จู่ๆ ก็นึกไม่วางใจเขาขึ้นมา

“ผมสัญญากับคุณลุงของคุณ เสร็จจากเรื่องนี้แล้วจะพาคุณไปเมืองไทยด้วยตัวเอง คิดว่าผมจะผิดสัญญาหรือ” อเล็กซิสเอ่ยเสียงเรียบ สีหน้าและแววตาแทบไม่แสดงความรู้สึกอะไรทั้งนั้น

ลิลลาภาสูดลมหายใจลึก หันกลับไปหาชายที่น่าจะเป็น นักกฎหมาย ที่อยู่ตรงหน้าแทน

“งั้นก็ช่วยอธิบายหน่อยว่าเอกสารพวกนี้คืออะไร”

“เอกสารสถานะภาพใหม่หลังสิ้นสุดการหมั้นหมาย และเอกสารแสดงความจำนงต่อสิ่งสืบทอดจากมาดามซูวารอฟรุ่นก่อนครับ”

“แสดงความจำนงว่ายังไง รู้แล้วใช่ไหมว่าฉันไม่รับ”

“ทราบครับ” นักกฎหมายตรงหน้ากล่าวเสียงสงบดุจเดิม

พลันจู่ๆ คำตอบด้วยท่าทางจริงจังของทั้งนักกฎหมายและอาการยืนกอดอกมองนิ่งของอเล็กซิสก็ทำให้ลิลลาภาใจหายเสียเอง หัวตาเหมือนจะอุ่นขึ้นมาจนต้องรีบขบริมฝีปากข่มสิ่งที่ทำท่าจะเอ่อขึ้นมาเอาไว้ แพขนตาหลุบต่ำทำเป็นก้มลงมองเอกสารที่อ่านไม่เข้าใจ พยายามซ่อนแววตาไหวระริกจากสายตาของผู้ที่กำลังจะกลายเป็นอดีตคู่หมั้นในอีกไม่กี่อึดใจจนสุดกำลัง

จากนี้ไป…เขากับเธอจะขาดจากกันอย่างแท้จริง

ลิลลาภาหยิบปากกามาจรดลายมือในที่สุด ตลอดเวลาไม่ได้หันไปมองทางไหนเลย จึงไม่เห็นดวงตาเปล่งประกายอย่างมาดหมายของอเล็กซิสที่เฝ้ามองการลงชื่อในเอกสารแต่ละแผ่นของเธอราวกับสายตาอย่างนักล่า จนมาถึงสมุดบันทึกแบบโบราณที่ตกทอดอยู่ในตระกูลซูวารอฟมาช้านาน เขาแทบกลั้นหายใจเมื่อเธอทำท่าแปลกใจหลังถูกบอกให้เปลี่ยนจากการใช้ปากกาแบบปัจจุบันเป็นแท่งหินภูเขาไฟสีดำสนิท

“สุดท้ายแล้วครับ”

สิ่งที่ได้ยินทำให้ลิลลาภาหัวใจกระตุก มือเธอสั่นแต่ที่สุดก็หยิบแท่งหินนั้นมาถือไว้ พลันรู้สึกถึงกระแสอุ่นวาบซ่านขึ้นมา แล่นพล่านไปทั่วร่างเหมือนเรียกหาพลังชีวิตจากทุกอณูของร่างกายเธอซึ่งขึ้นมาขานรับ และสอดประสานไปกับกระแสนั้นก่อนพากันพลุ่งพรั่งพรูแล่นผ่านปลายนิ้วออกไปหาสิ่งแทนปากกา ขณะที่ลิลลาภาขยับมือจรดปากกาเขียนชื่อด้วยอาการคล้ายไม่รู้ตัว

ลิลลาภารู้สึกราวกับพลังชีวิตของตัวเองถูกสิ่งที่อยู่ในมือดึงออกมาพร้อมกับการจรดเขียนชื่อตัวเอง จากตัวแรกจนอักษรสุดท้ายแล้วเธอก็แทบไม่มีเรี่ยวแรงเหลือ แม้แต่มือยังอ่อนแรงจนจับแท่งหินสีดำไว้ไม่อยู่ ต้องปล่อยให้ร่วงหลุดจากมือ หน้ามืดเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่ ดีว่าอเล็กซิสปราดเข้ามาประคองเอาไว้อย่างรวดเร็ว รั้งให้อิงอยู่กับอกกว้างของเขา

จบสิ้นแล้ว…เธอกับอเล็กซิส..

ลิลลาภาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ที่แน่ๆ คือเวลานี้เมื่อเรื่องระหว่างเธอกับเขาสิ้นสุดลง เธอก็เหมือนคนใจจะขาด พยายามบอกตัวเองให้หยัดตัวห่างออกมาจากอ้อมกอดที่ไม่มีสิทธิ์ซุกซบอีกแล้ว แต่หัวใจกลับไม่ยอมเชื่อฟัง อ้างความอ่อนแอที่เกิดขึ้นกับตัวเองในเวลานี้ ขออิงแอบอยู่กับแผ่นอกกว้างของเขาอีกสักนิด จึงไม่เห็นว่าอเล็กซิสกำลังใช้สิ่งแทนปากกาแท่งเดียวกันลงนามกำกับข้างชื่อของเธอบนบันทึกโบราณนั้น หูได้ยินเสียงนักกฎหมายที่รวบรวมเอกสารกล่าวอะไรบางอย่างกับอเล็กซิสก่อนถอยจากไปตามทางที่เข้ามา

ความนับถือตัวเองเรียกร้องให้ลิลลาภายอมรับผลจากสิ่งที่ตัดสินใจทำ เธอสูดลมหายใจลึกราวกับจะขอรับความเป็นอเล็กซิสไว้กับตัวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพยายามหยัดตัวห่างออกมาจากอ้อมแขนของเขา แต่แล้วก็ต้องยอมแพ้เพราะแขนขาเหมือนจะสิ้นเรี่ยวแรงไปหมดทั้งตัว

เกิดอะไรขึ้นตั้งแต่จับสิ่งที่ใช้แทนปากกานั่น เป็นอะไร

“ฉันรู้สึกไม่ดีเลย เกิดอะไรขึ้นกับฉันคะ คุณใช้เวทย์มนตร์อะไรกับฉันหรือเปล่า”

“สิ่งที่คุณทำเมื่อครู่เวทย์มนตร์จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยไม่ได้ที่รัก มันจะไม่มีความหมายเลยถ้าใจคุณไม่ยินยอม”

ที่รัก… หลังจากเอกสารทั้งหมดเรียบร้อยเขายังจะเรียกเธอแบบนี้อีกหรือ

“บันทึกโบราณนั่น…ลงชื่อทำไมคะ ทำไมต้องเซ็น  ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนไม่ใช่การสละสิทธิ์ตามกฎหมายธรรมดา” ลิลลาภาพยายามอย่างยิ่งที่จะยึดสิ่งสติให้อยู่กับคำถามที่อยากรู้

แทนที่จะตอบอเล็กซิสกลับลดริมฝีปากลงแตะเปลือกตาเธออย่างอ่อนโยน กระซิบบอกด้วยน้ำเสียงที่ชวนให้เคลิ้มลอย

“แล้วคุณจะรู้ที่รัก ตอนนี้หลับเถอะ คุณต้องพักก่อน คิดถึงผมอย่าพะวงอะไรอื่น แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยที่รักของผม”

ความง่วงงุนผ่านเข้ามา แม้จะมีเสียงหนึ่งเตือนว่ามีบางอย่างไม่ปกติบางอย่างไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ทว่าสุดท้ายลิลลาภาก็หลับใหลในอ้อมกอดของผู้ที่ช้อนร่างเธอขึ้นมาแนบอกอย่างหวงแหน อุ้มเดินออกจากวิหารตรงไปสู่ทางออกด้านหลังซึ่งทอดยาวไปยังท่าเรือริมทะเลสาบ

อิริน่าและไอวานนำเรือมาเทียบคอยอยู่ สายตาของผู้รักษามองลิลลาภาที่ไม่ได้สติในอ้อมแขนของอเล็กซิสครู่เดียวเท่านั้นก่อนหันไปส่งสายตาให้ไอวานนำเรือแล่นออกจากท่า พุ่งเข้าไปในสายหมอกลอยเอื่อย พาอเล็กซิสและลิลลาภามุ่งสู่ปราสาทที่ตั้งตระหง่านในม่านหมอกหม่นมัว

Novel

อสุราร่ายรัก บทที่ 8

azura3

ลิลลาภาตื่นขึ้นมาพบว่าสายตาคู่หนึ่งเฝ้ามองเธออย่างรักใคร่ เธอยิ้มให้เขาแล้วก็ได้รางวัลเป็นจูบแสนหวานที่ทำให้สั่นสะท้านไปทั้งตัว เมื่อได้ครอบครองริมฝีปากอุ่นจัดก็ไม่ยอมจะละจากง่ายๆ กลับบดเบียดขอให้เธอยอมเปิดโอกาสให้ได้เข้าไปเกี่ยวกระหวัดดูดกลืนความอ่อนหวานมากยิ่งขึ้น จนหญิงสาวแทบจะขาดใจอเล็กซิสจึงยอมให้เธอได้หายใจแต่ไม่ยอมละริมฝีปากเคล้าเคลีย

“อรุณสวัสดิ์ที่รัก”

“สายแล้วมั้งคะ ใช้คำนั้นไม่ได้แล้ว” ลิลลาภากระซิบบอกเจ้าของริมฝีปากที่วนเวียนจนทั่วแก้ม

“เหรอ… งั้นเหรอ…” อเล็กซิสพึมพำ ปากยังพร่างจูบไปทั่ว จากใบหน้าลากไล้ไปยังลำคอระหง ขบเม้มไล้เลียไปทั่วอย่างหลงใหล จุดเปลวเพลิงขึ้นในร่างอรชรที่ผวาตามจนหายใจแทบไม่ทัน

ร่างอรชรถูกรั้งให้เข้าไปเบียดชิด ชุดนอนบางเบาแทบไม่อาจขวางกั้นอะไรใดๆ จากสัมผัสที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนา มือใหญ่ลูบไล้เรือนร่างเธอไปทั่ว ปลุกเร้าจนลิลลาภาตื่นเพริดไปกับแรงเสน่หาจนถึงกับครางด้วยเสียงที่แทบไม่เชื่อว่าเปล่งมาจากลำคอของตัวเอง ซึ่งนั่นทำให้สติสัมปชัญญะน้อยนิดของลิลลาภาตื่นขึ้นมา

“ได้โปรดซาช่า…คุณต้องหยุด” เสียงร้องเตือนเบาหวิวด้วยร่างกายยังพลิ้วไปตามแรงอารมณ์เร่าร้อนที่ต้องการแต่จะเบียดเข้าไปวอนขอสัมผัสจากริมฝีปากและเนื้อตัวของอเล็กซิส เธอเกือบถอนใจสะอื้นด้วยความผิดหวังด้วยซ้ำเมื่อเขายอมหยุดตามคำขอ แม้จะยังซุกซบใบหน้าอยู่กับซอกคอหอมกรุ่นของเธอแต่ไม่มีรอยจูบหวาบวาม…มือหยุดนิ่ง เสียงสูดลมหายใจลึกยาวของเขาบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังพยายามสะกดใจ จนลิลลาภาเริ่มรู้สึผ่อนคลายเขาก็ยังนิ่งขึงอยู่อย่างนั้นเอง

ลิลลาภาที่กลับมาหายใจสม่ำเสมอเป็นปกติอดไม่ได้ที่จะชอนนิ้วเข้าไปในเรือนผมเขาเล่น เธอชอบความรู้สึกที่มีเส้นผมของเขาพันรอบนิ้ว

“คุณกำลังทำให้ผมอยากสานต่อสิ่งที่เพิ่งหยุดไปนะที่รัก” เสียงที่แหบพร่าและอาการแข็งขึงจากร่างกายบางส่วนของอเล็กซิสทำให้ลิลลาภารีบถอนมือ ผลักร่างหนาหนักที่ยังกกกอดเธอไว้ รีบบอกเสียงสั่นขึ้นมาอย่างระงับไม่อยู่

“งั้นก็ลุกเถอะค่ะ เดี๋ยวเกิดโอลญ่ามา…ฉันว่าเราจะต้องไม่นอนด้วยกันอย่างนี้แม้จะแค่ ‘นอน’ ก็ตาม”

เสียงคำรามอย่างขัดใจดังในลำคอคนที่เลื่อนลงไปฝากรอยจูบดูดดื่มเหนือเนินอกที่พ้นขอบชุดนอนของเธอทันที

“อื้อ ซาช่า! คุณจะทำอะไร”

ลิลลาภาบิดตัวหนี คราวนี้ง่ายดายเพราะสัมผัสของอเล็กซิสไม่ได้จงใจทำให้เธอหวั่นไหวแต่เป็นการตีตรา ใช่แค่ครั้งเดียว หากแต่เป็นสอง สาม สี่ และอีกหลายครั้งเท่าที่ขยับไปถึงจนร่างบอบบางดิ้นหลุดไปยืนหอบข้างเตียงห่างจากมือเขา

“คุณนะ ทำไมเป็นพวกมือไวนัก แล้วนี่ดูสิ เป็นรอยแบบนี้จงใจใช่ไหมคะ”

“ก็คุณพูดให้ถูกลงโทษนี่ รู้ไว้ที่รัก…เราควร นอน’ ด้วยกัน”

แววตาคนที่เน้นเสียงบางคำอย่างจงใจให้ตีความแบบที่ลิลลาภาร้อนผ่าวไปทั้งตัวพราวระยับ เขายิ้ม ตามองหน้าแดงก่ำของเธอแล้วยื่นมือไปหา ลิลลาภาถอยหลังหนีทันที ไม่ไว้ใจสีหน้าอิ่มเอมของคนที่ได้นอนหลับพักผ่อนจนอิ่ม ไร้รอยอ่อนล้าใดๆ อย่างที่ทำให้เธอใจอ่อนก่อนนอน

“ไม่ค่ะ ไม่ควรอะไรทั้งนั้น”

“แต่เราเป็นคู่หมั้นกัน อย่าปฏิเสธ…เพราะเมื่อคืนคุณยอมรับ” เสียงเข้มขัดเมื่อหญิงสาวทำท่าจะค้าน แถมด้วยการข่มขู่ “ไม่อย่างนั้นผมจะจับคุณจูบอีกและคราวนี้จะไม่หยุดแน่ๆ”

ลิลลาภาหน้าแดงก่ำ แต่ยังขึงตามองดุ

“ฉันไม่พูด ไม่รับหรือปฏิเสธอะไรทั้งนั้นแต่จะอาบน้ำ คุณก็ควรกลับไปห้องของคุณ อ้อ! เมื่อคืนฉันยังไม่ได้เอาเรื่องคุณนะที่เปิดประตูเข้ามาในห้องนี้ดื้อๆ น่ะ ขอให้รู้ว่าฉันไม่ได้เชิญ” ลิลลาภาว่าพลางเดินไปหยิบผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไป พร้อมกับทำหูทวนลมกับประโยคที่ลอยตามมา

“ผมยินดีให้คุณเอาเรื่องข้อนั้นได้อีกนานแสนนานที่รัก”

 

 

แทนที่จะกลับห้องของตัวเองอย่างที่โดนไล่ อเล็กซิสกลับทิ้งตัวลงนอน มือดึงหมอนที่ลิลลาภาหนุนมาสูดกลิ่มกายหอมอ่อนที่ยังกรุ่นติดอยู่ แววตากลับไปนิ่งลึก คิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น…ปฏิกิริยาของลิลลาภาหลังจากนั้น

ความกลัวของเธอที่มีต่อบางสิ่งที่ประกอบเป็นตัวเขายังชัด แม้อยากเห็นใจแต่เขายอมให้เธอจากไปอีกไม่ได้ ที่แน่ใจเหลือเกินคือเธอรักเขา แม้ว่าจะไม่ต้องการเป็นมาดามซูวารอฟเลยแม้แต่นิดเดียว เสียงขู่ราวแมวป่าโกรธเกรี้ยวที่หึงหวงเขากับอิริน่าซึ่งทำให้หัวใจพองโตนั้นบอกชัด

ดวงตาของอเล็กซิสเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดเมื่อคิดถึงอิริน่า คืนที่ผ่านมาเขาทำให้เธอแทบหมดกำลังตั้งแต่บนเครื่องบิน พลังอำนาจบางอย่างในตัวเขานับวันยิ่งคลุ้มคลั่ง ก่อนที่เขาจะเป็นคนทำลายหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างมานาน ทุกอย่างต้องจบลงเสียทีคืนนี้!

ลมอุ่นจัดจู่ๆ ก็แทรกเข้ามาในสายลมเย็นเอื่อย อเล็กซิสผุดลุกจากที่นอน ตามองผ่านระเบียงออกไปด้านนอก ดวงตะวันเด่นอยู่กลางฟ้าก็จริงแต่นั่นไม่ใช่ความอบอุ่นของแสงตะวัน เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้าวออกจากห้องของลิลลาภา ไม่อิดออด แต่ก็ไม่ได้เร่งรีบ ปากบอกไอวานที่เดินยามอยู่ด้านนอกเสียงสงบ

“ตามโอลญ่ามาอยู่กับลิลลาภาที เรามีแขก”

 

 

จากในห้องน้ำลิลลาภาได้ยินเสียงเปิดและปิดประตู รู้ว่าคงเป็นอเล็กซิส เธอยิ้ม แต่ครู่เดียวสีหน้าก็หมองกับความรู้สึกที่กำลังยอมจำนนแต่โดยดี

รักเขาหวงแหนเขาหัวใจเธอเป็นของเขาอย่างไม่มีวันถ่ายถอนได้เลย

ลิลลาภาปล่อยให้สายน้ำรินผ่านร่าง ปิดเปลือกตาถอนหายใจแผ่วเบาแล้วซบศีรษะลงกับผนังกระจก ค่ำคืนหรือถ้าจะเรียกให้ถูกคือรุ่งสางที่ผ่านมาที่ได้นอนอิงแอบในอกกว้างเธอเป็นสุข ไม่ฝันร้าย ไม่มีการวิ่งหนีเตลิด หัวใจเหมือนได้กลับมาอยู่ในที่ของมัน เก้าเดือนที่แยกจากไม่ได้ทำให้เธอรักเขาน้อยลง ตรงข้ามกลับมีแต่จะยิ่งโหยหาอย่างน่ากลัวจนแทบจะยอมเป็นของเขาแม้ไม่มีคำสัญญาใดๆ และเริ่มแน่ใจการจากเขาไปอีกครั้ง ครั้งสุดท้ายจะหนักหนาจนแทบขาดใจกว่าที่เคยผ่านมา

หญิงสาวก้าวออกมาจากฝักบัว ภาพตัวเองที่ปรากฏอยู่ในกระจกทำให้ใบหน้าแดงซ่าน รอยสีกุหลาบจากคอระหง ไหล่ลาด จนถึงเนินอกอวดตัวชัด อเล็กซิสตีตราประทับแสดงความเป็นเจ้าของเอาไว้ทั่วไปหมดบนตัวเธอ

“คนบ้า!

ลิลลาภานึกเข่นเขี้ยวผู้ที่ชอบมองเธอนัยน์ตาพราว ก่อนหน้านี้ก่อนที่เธอจะขอถอนหมั้นเขาเคยเป็นคนสุภาพ อบอุ่น อาจขี้หวงและมักแสดงออกชัดเสมอว่าต้องการเป็นคนเดียวสำหรับเธอ แต่ไม่ใช่คนที่จะรุกรานเอาแต่ใจจนวันที่เธอคืนแหวนหมั้นให้เขาไป

ถ้าไม่อยากเป็นคู่หมั้นก็เป็นภรรยา เลือกเอาว่าคุณจะใส่แหวนวงนั้นกลับไป หรือคืนนี้เราจะแต่งงานกันโดยไม่มีพิธีการใดๆ ในปราสาทซูวารอฟนี่

วันนั้นความจริงบางอย่างทำให้ลิลลาภามีแต่ความตื่นตระหนก เธอกลัวกลัวสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นเขา ทายาทแห่งสายเลือดโบราณที่เข้มข้น ในขณะที่อเล็กซิสยืนกรานว่าไม่มีวันยอมปล่อยเธอไป การดึงดันจะกลับเมืองไทยของเธอก็มีแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง

อเล็กซิสเปลี่ยนไปเป็นคนละคนจากที่เธอเคยรู้จัก แม้ดวงตาที่มองเธอยังคงลึกซึ้งแต่ไม่อ่อนโยน กลับเดือดดาลเต็มไปด้วยความหวงแหนจนดูดุดันอันตราย

คุณเป็นของผม! ผมจะไม่ยอมเสียคุณไป!’

จากเคยโอนอ่อนคอยตามใจ อเล็กซิสกลายเป็นจอมบงการที่เอาแต่ยืนยันสิทธิ์ของเขาในตัวเธอ แม้ในเวลาต่อมาที่จำต้องยอมให้เธอกลับประเทศไทยเพราะเห็นแก่มารดาแต่ท่าทีของเขาประกาศชัด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เธอก็ยังเป็นของเขาคนเดียวชั่วนิรันดร์

ไม่น่าเชื่อเก้าเดือนให้หลัง ชั่วนิรันดร์ก็สิ้นสุดลง

แววตาลิลลาภาหม่นแสงเมื่อคิดถึงเหตุผลที่ตัวเองกลับมายังวลาคอฟครั้งนี้ ใจหายเมื่อได้คิดว่าในที่สุดเขาก็จะยอมปล่อยเธอไปแล้วจริงๆ แล้วความแปลกใจก็ผ่านเข้ามา การกระทำของเขาทุกการแสดงออกตั้งแต่ได้พบกันอีกครั้ง ทำไมช่างย้อนแย้งกับเหตุผลที่พาเธอมาที่นี่ แน่หรือที่หากเดินเรื่องทางเอกสารเสร็จสิ้นแล้วเขาจะยอมให้การหมั้นหมายจบลงจริงๆ

ก็แล้วเขาจะยื้อคนขี้ขลาดอย่างเธอไว้ทำไมกันล่ะ

ลิลลาภาสะบัดศีรษะไล่ความคิดสับสนออกไปจากหัว นึกสงสัยว่าความรู้สึกที่มีต่อเขาต้องการเขา กำลังเล่นตลกกับตัวเองใช่ไหม ไม่ว่าจะพยายามปฏิเสธแค่ไหนแต่ในใจเธอมักจะมีเสียงหนึ่งคอยหาเหตุผลเพื่อหว่านล้อมตัวเองให้กลับไปหาเขา ซึ่งมันควรจะหยุดเสียที คนอย่างอเล็กซิส ซูวารอฟ ยึดมั่นในคำพูดของตนเองเสมอ เธอเคยถอนหมั้นแต่เขาไม่เคยยอมรับและยึดมั่นในคำพูดนั้นมาตลอดเก้าเดือน มาตอนนี้ถ้าเขาบอกว่ายอมให้สิ้นสุดมันก็คงสิ้นสุดแล้วจริงๆ อเล็กซิสไม่โกหก

ทุกความใกล้ชิดทุกการกระทำอาจเพียงเพื่อตักตวงให้เต็มที่ก่อนจากลา

สองมือของลิลลาภาโอบกอดตัวเองที่กำลังสะอื้นไห้อยู่ข้างใน เหน็บหนาวกับการสูญเสียอย่างแท้จริงที่กำลังจะเกิดขึ้นจนได้ ทันทีที่เธอจรดปากกาลงบนกระดาษเอกสารใดๆ ก็ตามที่นักกฎหมายของเขาเตรียมไว้ เขาและเธอก็จะกลายเป็นเพียงอดีตของกันและกัน

ดวงตาสีเขียวมะกอกมองรอยกุหลาบบนเรือนร่างตัวเองที่เขาฝากไว้ เห่กล่อมปลอบตัวเองให้ยอมรับสิ่งที่เลือกแล้ว และวันนี้รู้สึกเถอะ รักเถอะรักให้เต็มหัวใจ เก็บทุกวินาทีที่เป็นสุขไว้ อีกไม่นานเธอก็จะไปจากเขาตลอดกาล

 

 

โอลญ่ารออยู่ในห้องเมื่อเธอก้าวออกมาจากห้องน้ำ ลิลลาภานึกดีใจที่ตัวเองอยู่ในชุดคลุมมิดชิด เธอคงวางสีหน้าไม่ถูกหากมีใครเห็นรอยสีกุหลาบที่อเล็กซิสประทับไว้บนร่างเธอ ท่าทางยิ้มแย้มทั้งยังไถ่ถามด้วยความเป็นห่วงว่าพักผ่อนสบายไหม โดยไม่ปริปากถึงอเล็กซิสเลยทำให้ลิลลาภาแอบโล่งใจอยู่เงียบๆ ความใกล้ชิดของหนุ่มสาวที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีวิวาห์ที่ถูกต้องสำหรับวัฒนธรรมอื่นอาจเปิดกว้างแต่ไม่ใช่สำหรับคนไทย ต่อให้ที่ผ่านมาไม่มีอะไรผิดประเพณีแต่ลิลลาภาก็ยังรู้ดีว่าไม่สมควร

โอลญ่าช่วยหยิบชุดกระโปรงยาวมาให้ เนื้อผ้านุ่มบางเบาที่แนบสนิทช่วยปกปิดรอยที่แค่คิดถึงก็ทำให้ร้อนผ่าวในหน้า ช่วงบนเข้ารูปแนบตัวรับสัดส่วน ตั้งแต่เอวลงไปจึงทิ้งชายบานพริ้ว แล้วเธอก็ถูกจับมานั่งที่หน้ากระจกให้โอลญ่าได้ช่วยแปรงผมให้

“ผมคุณเคยยาวกว่านี้ ตัดทำไมคะ น่าเสียดาย” คนเคยเห็นผมยาวสลวยของลิลลาภาบ่นอุบ

“ทำงานไม่ค่อยมีเวลาดูแลก็เลยตัดน่ะค่ะ ทีแรกสั้นกว่านี้มาก นี่เริ่มจะยาวอีกแล้ว” ลิลลาภาพูดเสียงนิ่งเป็นปกติทั้งที่ใจกระตุกวูบ เธอตัดผมยาวเกือบถึงกลางหลังทิ้งตั้งแต่วันแรกที่กลับถึงประเทศไทย เพราะไม่อยากคิดถึงปลายนิ้วของอเล็กซิสที่มักชอบพันผมเธอเล่น ราวกับจะช่วยให้ตัดใจได้จากเขาได้ง่ายขึ้น แล้วก็พบว่าไม่จริง

ไม่ว่าจะทำอะไรเธอก็มักเผลอไผลอคิดถึงเขาเสมอ สิ่งเดียวที่พอจะทำให้ลืมได้คือการจมอยู่กับงาน เก้าเดือนที่ผ่านมาเธอจึงกลายเป็นเหมือนหมอบ้างานประจำโรงพยาบาลเสมวรรณ์

“งั้นก็กลับมาไว้ยาวอีกครั้งนะคะ ผมคุณสวยออก”

คนฟังเสียงคะยั้นคะยอเพียงยิ้มน้อยๆ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

“เอาละค่ะ เสร็จแล้ว”

โอลญ่าวางแปรงผมลง ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มเมื่อเสนอสถานที่รับประทานอาหาร

“วันนี้อากาศดี ตั้งโต๊ะที่ระเบียงห้องนั่งเล่นชั้นบนดีกว่านะคะ”

“อเล็กซิสล่ะคะ” ลิลลาภาถามถึงอเล็กซิสด้วยชื่อเต็ม กับเขาเท่านั้นที่เธอจะขานเรียกด้วยชื่อย่ออย่างสนิทสนม

“เดี๋ยวตามไปค่ะ คุณอเล็กซิสสั่งไว้ว่าให้ช่วยเฝ้าคุณเอาไว้แทนเขาสักครู่อย่าให้หายไปไหน แล้วจะรีบกลับมาน่ะค่ะ” โอลญ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงอบอุ่น ตามองหญิงสาวที่ใบหน้าซับสีระเรื่อขึ้นมาในขณะที่ยอมลุกเดินไปตามการจับจูงออกไปจากห้องส่วนตัว

 

 

เสียงรถยนต์แว่วมาจากระเบียงทำให้คิ้วของลิลลาภามุ่นเข้าหากัน ขาหยุดยืนข้างกรอบหน้าต่าง เธอมองผ่านกระจกบานใหญ่ออกไปยังรถสามคันที่กำลังแล่นตามกันจากไป ไม่รู้ว่าโอลญ่าเดินหายไปทางหนึ่งจนได้รับสัมผัสอบอุ่นของมือใหญ่บนแผ่นหลัง เธอเอนตัวไปพิงอกกว้างโดยไม่ต้องหันไปมองด้วยแน่ใจว่าไม่ใช่ใครอื่นนอกจากซาช่าของเธอ

“ใครไปไหนคะ หรือคุณมีแขก?”

“ปีเตอร์น่ะ คุณจำลูกพี่ลูกน้องของผมได้ใช่ไหม”

“อ๋อ

ลิลลาภาพยักหน้า นึกถึงชายหนุ่มท่าทางเย็นชาผู้ซึ่งวัยห่างจากอเล็กซิสไม่เท่าไรขึ้นมาได้ ท่าทางเย่อหยิ่งไว้ตัวเป็นบุคลิกประจำตัวของปีเตอร์ที่ลิลลาภาจำได้แม่น เขาเป็นลูกน้าสาวของอเล็กซิสที่แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลซูวารอฟแต่ก็ถือตัวว่าเป็นสายเลือดซูวารอฟแท้ ภาคภูมิใจในความเป็นตระกูลเก่าแก่ฝั่งมารดามากกว่าบิดา เช่นเดียวกับน้องสาว นาตาชา อาจเคยพบนับครั้งได้แต่ลิลลาภาบอกได้ว่ามักอึดอัดอยู่เสมอกับอากัปกิริยาที่ดูหยิ่งไว้ตัวของทั้งคู่ ไม่เหมือนบริแอนภรรยาของปีเตอร์ที่แม้จะดูออกว่าเชื่อฟังสามีอยู่ไม่น้อยแต่สายตาดูเป็นมิตรกว่า

“เขาไปแล้ว แต่เราคงจะได้พบเขาที่เนมาห์”

“เนมาห์?”

ลิลลาภาหมุนตัวหันขวับไปมองอเล็กซิส ตกใจกับชื่ออดีตเมืองหลวงของประเทศในหุบเขาที่ว่ากันว่าเป็นเมืองศูนย์กลางอำนาจของตระกูลซูวารอฟจนลืมปีเตอร์ทันที เธอเคยไปที่นั่น เคยรักที่นั่น แต่เมื่อหันหลังจากมาเมื่อเก้าเดือนก่อนก็ไม่คิดว่าจะกล้ากลับไปอีก ทั้งเนมาห์และปราสาทซูวารอฟที่อเล็กซิสเคยคิดจะใช้เป็นสถานที่กักขังเธอไว้ไม่ให้กลับประเทศไทย

“เราจะไม่ไปเนมาห์ วันนี้เราควรได้พบนักกฎหมายของคุณ ทำเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อย” น้ำเสียงลิลลาภาร้อนรน เธอกลัวที่จะกลับไปที่นั่น

อเล็กซิสประคองใบหน้าเธอไว้ นิ้วโป้งไล้เบาๆ ไปตามเรียวปากได้รูปที่กำลังสั่น ดวงตาสีอำพันนิ่งลึกมองเธออย่างอ่อนโยน แล้วความตื่นตระหนกของลิลลาภาที่มีต่อสถานที่ที่เป็นบ้านเกิดของเขาก็ค่อยลดลงราวกับต้องมนตร์ เขายิ้มให้เธอ หายใจอย่างมั่นคงนำ บอกด้วยน้ำเสียงขอร้องอย่างที่ลิลลาภาปฏิเสธไม่ลง

“วันนี้เราจะไปเนมาห์ด้วยกัน พิธีบอกลาพ่อกับแม่ของผมเป็นครั้งสุดท้ายจะจัดขึ้นที่นั่นด้วย คุณไม่อยากบอกลาคุณพ่อคุณแม่ของผมหรอกหรือ พวกท่านรักคุณเรารักคุณ สถานที่ฝากร่างของพวกท่านอยู่ที่นั่น ไปลาท่าน ส่งท่านให้พักผ่อนนิจนิรันดร์เป็นเพื่อนผม อย่าให้ผมต้องส่งพวกท่านตามลำพังเลย”

มีหรือที่คนเคยลิ้มรสการสูญเสียพ่อแม่มาแล้วจะใจดำ ปล่อยให้เขาไปเผชิญหน้ากับความสูญเสียตามลำพังได้แต่ความคิดที่จะไปค้างคืนที่ปราสาทซูวารอฟก็ยังกดดันเธอมากอยู่ดี

“อย่างน้อยเราก็ทำเรื่องทางกฎหมายพวกนั้นที่นี่ไม่ได้เหรอคะ แล้ววันทำพิธีค่อยไปเนมาห์”

“คุณกลัวที่จะกลับไปที่นั่น อย่ากลัวสิที่รัก คุณเคยรักที่นั่นจำได้ไหม สวนดอกไม้ของคุณแม่ที่คุณชอบ ทางวงกตที่เราได้เดินเล่นหลีกหนีโลกทั้งใบด้วยกัน น้ำตกและทะเลสาบของเรา ทุกอย่างที่นั่นคิดถึงคุณนะลิลลา ลงโทษผมโกรธผมถ้าผมทำให้คุณยังกลัวที่นั่น แต่อย่าทอดทิ้งความรักในทุกอย่างที่เรามีร่วมกันเลย”

อเล็กซิสระมัดระวังในการเอ่ยถึงสถานที่ต่างๆ ในเนมาห์ เลี่ยงไม่พูดถึงสถานที่ที่จะทำให้ลิลลาภาหวนกลับไปคิดถึงพันธนาการ หรืออะไรที่จะเตือนให้เธอนึกถึงความตื่นกลัวที่มีต่อเขา น้ำเสียงนุ่มนวลชี้นำ โน้นน้าวให้เธอย้อนคิดถึงแต่สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นที่นั่น ความสุข ความรักที่มีต่อกันและกัน ซึ่งเขารู้ว่ายังอยู่ในตัวเธอทั้งหมด

“คุณไม่ได้กำลังใช้เวทมนตร์สะกดฉันใช่ไหมคะ” น้ำเสียงลิลลาภาเหมือนยอมแพ้ ถอนใจเบาๆ เอนตัวพิงอกกว้างที่กระชับอ้อมแขนรัดรอบบั้นเอวเธอไว้ เวลาอยู่กับอเล็กซิส มีเขาคอยกล่อมอยู่ข้างหูเธอมักคิดอะไรไม่ออกนอกจากจะคล้อยตาม ยิ่งในยามที่เขาลดใบหน้าลงมา กระซิบชิดริมฝีปากเธอก่อนจะครอบครอง

“ผมรักคุณ ถ้าความรักเป็นเวทย์มนตร์ คุณต่างหากที่กำลังสะกดผมอยู่ลิลลา”

 

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากตอนหน้าของที่นั่งภายในรถลีมูซีนสีดำสนิท ปีเตอร์ที่กำลังครุ่นคิดบางสิ่งตวัดสายตาไปมองที่มาของเสียง กำลังจะเอ็ดอยู่แล้วเมื่อที่กั้นเพื่อให้ความเป็นส่วนตัวแยกจากคนขับรถเลื่อนลง หากคนของเขาจะไม่รีบรายงานเสียก่อน

“โทรศัพท์จากคุณนาตาชาครับ”

ปีเตอร์ระบายลมหายใจแรงคล้ายรำคาญ มือยื่นไปรับโทรศัพท์มากดรับ

“มีอะไร” สิ้นเสียงถาม ปลายสายก็รัวมาทันที

“พี่ไม่อยู่เนมาห์ ไปไหน เวลาแบบนี้พี่ยังจะไปไหนอีกเหรอ”

“ไปบ้านพี่มาล่ะสิ หวังว่าเธอคงไม่ได้ไปทำให้บริแอนหนักใจหรอกนะ” ปีเตอร์ดักคอ รู้นิสัยน้องสาวที่ค่อนข้างจะโผงผางโวยวายว่าคงไปวุ่นวายกับภรรยาของเขาอีกเช่นเคย

“จะยังไงก็เถอะ พี่รู้ไหมว่าอเล็กซิสให้เชิญผู้อาวุโสไปที่ปราสาทเย็นนี้” นาตาชาสะบัดเสียงบอก กระนั้นความเครียดในเนื้อเสียงก็ยังชัดเจน ผู้อาวุโสที่พูดถึงอาจไม่ใช่เชื้อสายซูวารอฟ ทว่าการปรากฏตัวแต่ละครั้งล้วนมีความสำคัญ

“รู้มากกว่าที่เธอรู้ก็แล้วกัน อเล็กซิสพาเชคินาห์ ของเขากลับมาแล้ว” ฝาแฝดผู้พี่บอกเสียงนิ่ง หน้าเรียบกับการประมวลความคิดต่างๆ ในหัว ขณะที่ปลายสายโวยวายตามนิสัย

“อะไรนะ! พี่เห็นกับตาเหรอ อย่าบอกนะว่าที่จู่ๆ เขาก็หายไปจากเนมาห์เพราะไปเมืองไทยมาจริงๆ น่ะ”

“เธอจะบอกว่าพี่โกหกหรือไง” น้ำเสียงคนเป็นพี่เริ่มกรุ่นแววไม่พอใจขึ้นมาบ้าง

“เสียงอย่างนี้แสดงว่าอเล็กซิสไม่ให้เจอเชคินาห์ของเขาล่ะสิ” น้ำเสียงมีรอยเยาะ ปีเตอร์นิ่วหน้า ไม่นึกอยากจะคุยกับน้องสาวอีกต่อไป 

“มีอะไรอีกไหม ถ้าไม่มีก็แค่นี้” พูดจบโทรศัพท์ก็ถูกกดตัดสายแล้วโยนคืนกลับไปให้คนติดตาม ไม่สนเลยว่าน้องสาวยอมหรือไม่อย่างไร ยังสั่งหน้านิ่งเสียงเย็นกำกับไปพร้อมกัน

“ใครโทรมาก็รับไว้ มีแต่พวกน่ารำคาญแบบนี้ก็ไม่ต้องส่งมา!”

 

Novel

อสุราร่ายรัก บทที่ 7

azura1

 

เมื่อกลับมายังที่ของตัวเองลิลลาภาก็แสร้งทำเป็นปิดเปลือกตาหลับ ไม่ต้องการให้คนของอเล็กซิสไม่ว่าคนไหนเข้ามาวุ่นวายอะไรกับเธอทั้งนั้น ไฟส่องสว่างถูกลดให้เหลือเพียงแสงสลัว แล้วลิลลาภาก็ได้ความเงียบตามต้องการ กระทั่งใครคนหนึ่งเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า

กลิ่นสมุนไพรหอมอ่อนบอกให้รู้ว่าเป็นอิริน่า แม้ไม่อยากลืมตาไปมองแต่อีกฝ่ายก็คว้าไหล่เธอเขย่าจนทนไม่ได้ ที่เห็นเมื่อลืมตาคือใบหน้าซีดเซียวจนน่าตกใจของคนที่ยังบีบหัวไหล่เธอแน่น ดวงตาเคียดขึงกร้าวเรืองมองมาพร้อมกับการกล่าวหาอย่างดุดัน

“เขาต้องการเธอ ทำไมไม่ยอมรับเขา ไม่ยอมรับทั้งหมดที่เป็นเขา ความรักของเธอที่จริงมันก็แค่ความถูกใจที่มีต่อรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาของเขาเท่านั้นน่ะหรือลิลลาภา!

ลิลลาภาถึงกับผงะกับคำกล่าวหาที่ถูกสาดใส่หน้า ไม่ทันได้ตอบโต้อะไรกลับไป อีกฝ่ายก็ทิ้งร่างเธอให้กระแทกกับเบาะแรงๆ แล้วผุดลุก พร้อมกับที่มีเสียงคำรามอย่างดุร้ายของบางสิ่งดังกระหึ่มขึ้นมา

ที่เห็นเมื่อหันขวับไปมองคือเงาตะคุ่มของสิ่งที่ใหญ่โตแทบจะเต็มเครื่องบิน ไฟมืดสลัวทำให้มองเห็นอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น ถึงอย่างนั้นความอันตรายก็แผ่ไปทั่ว บรรยากาศภายในห้องโดยสารอึดอัดและน่ากลัว แล้วพลันแสงไฟก็สว่างขึ้น

อสุรกายร่างใหญ่โตอยู่ที่นั่น ใบหน้าหล่อเหลากร้าวดุดันมีเค้าผู้ที่ลิลลาภารักหนักหนา เว้นแต่คนรักของเธอไม่มีเขี้ยวยาวบนริมฝีปากแสยะ และเขาสีดำสนิทบิดเกลียวที่ทำให้ดูขมึงทึงอันตราย ดวงตาวาวเรืองราวกับสุมไฟที่มองมาก็ไม่ใช่ดวงตาสีอำพันที่ตรึงตาตรึงใจเธอคู่นั้น

ลิลลาภากลัวจนตัวแข็งทื่อ ทว่าหัวใจกลับกระตุกแรงเมื่อเห็นอิริน่าเดินเข้าไปหาสิ่งนั้นด้วยความยินยอมพร้อมใจ และเอ่ยประโยคที่ทำให้เธออยากกรีดร้องออกมา

“ลืมผู้หญิงขี้ขลาดคนนั้นไปเสียเถอะค่ะ รับฉันไว้ ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณ ยินดีเป็นเครื่องสังเวยอสูรในตัวคุณ อย่าไปสนใจเธออีกเลย”

 

 

“ไม่!

ลิลลาภาผวาขึ้นสุดตัวแล้วพบว่าไม่มีอิริน่า ไม่มีอสูรร้ายร่างใหญ่ มีเพียงเธอกับคนของอเล็กซิสที่ก้าวมาหาไวๆ ย่อตัวลงเพื่อให้เสมอใบหน้าขณะถามอย่างเป็นห่วง

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

ฝัน! แค่ฝันไม่มีอะไร ลิลลาภาบอกตัวเองพร้อมกับส่ายหน้าให้หญิงสาวที่มองมาด้วยสายตาเป็นห่วง

“ไม่มีอะไร ขอโทษที่ทำให้ตกใจ”

หญิงสาวผู้นั้นส่งยิ้มมาให้ และเพียงครู่ต่อมาก็ยกชาสมุนไพรอุ่นๆ มาวางตรงหน้า

“ชาคาโมมายล์ช่วยให้ผ่อนคลายค่ะ จิบสักนิดนะคะ”

ลิลลาภายิ้มขอบใจไปให้ เมื่อได้อยู่ตามลำพังอีกครั้งก็ผ่อนลมหายใจ ยกมือลูบใบหน้า อาจฝันเห็นอสูรร่างใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วนทว่าเป็นครั้งแรกที่ฝันอะไรอย่างนี้ ใบหน้าซีดเซียวของอิริน่า การกล่าวหา รวมถึงการที่เธอผู้นั้นตรงเข้าไปโอบกอดอสูรที่เธอเคยฝันว่าวิ่งหนีเตลิดอย่างตื่นกลัว

ความกลัวที่เคยมีต่ออสูรร่างใหญ่ยังอยู่ ทว่าเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกหวงแหนไปด้วย ลิลลาภารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็นบ้าไปแล้ว ในหัวจึงมีแต่ความคิดที่สับสนย้อนแย้งเต็มไปหมด

บ้าจริง! ฝันแบบนี้ได้ยังไง

ลิลลาภาบอกตัวเองให้ตั้งสติ จิบชาพร้อมกับดึงตัวเองให้อยู่กับปัจจุบันที่ไม่ใช่ภาพฝันใดๆ ด้วยการหยิบวรสารทางการแพทย์ของตัวเองออกมา พยายามที่จะอ่านอย่างตั้งใจ ไม่นานในหัวก็ไม่คิดอะไรนอกไปจากสิ่งที่พิมพ์อยู่บนเอกสารในมือยาวเหยียดนั้นเอง

 

 

ฟ้ามืดแต่ไม่ถึงกับมืดสนิทราวกับตะวันเพิ่งตกดินเมื่อเครื่องบินลงจอดที่สนามบินในเมืองหลวงของวลาคอฟ เข็มนาฬิกาบอกเวลาบนข้อมือทำให้รู้ว่าเพิ่งเลยเที่ยงคืนมานิดเดียวเท่านั้น ลิลลาภาจึงรู้ได้ทันทีว่าเป็นไวท์ไนท์…ช่วงเวลาหนึ่งของปีที่จะได้เห็นพระอาทิตย์ตอนเที่ยงคืนในประเทศเหนือเส้นอาร์คติกเซอร์เคิล

ชายชุดดำตัวโตซึ่งเป็นหนึ่งในทีมรักษาความปลอดภัยของอเล็กซิสก้าวเข้ามาหา

“รถพร้อมแล้วครับ”

ลิลลาภาลดสิ่งที่ถืออยู่ในมือลง พยักหน้ารับแล้วถอนหายใจน้อยๆ เมื่อพบว่าตลอดเวลาที่เธอพยายามจมอยู่กับเอกสารวิชาการ อเล็กซิสไม่ได้กลับมาเขาคงอยู่กับอิริน่า

ความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งผ่านเข้ามา ทั้งที่พยายามเตือนตัวเองไม่ให้ลืมว่าเป็นฝ่ายร่ำร้องจะไปจากเขาเอง แต่การจำต้องยอมรับให้ได้ด้วยว่าวันหนึ่งอเล็กซิสจะมีใครมาแทนที่เธอมันคนละเรื่องกัน หัวใจปวดแปลบอย่างที่ไม่อาจห้าม ได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องย้ำบอกตัวเองว่าไม่มีสิทธิ์ ยังไม่นับเรื่องที่อิริน่าคือผู้หญิงคนนั้น…ผู้หญิงที่เข้มแข็งและกล้าหาญในสิ่งที่ลิลลาภาไม่มีวันทำได้เลย

ลิลลาภาเชิดหน้าเดินตรงไปยังทางออกจากเครื่องบินพร้อมกับปลุกปลอบหัวใจตัวเองให้เข้มแข็ง แต่เพียงก้าวแรกที่เดินออกไปยืนในที่โล่ง ความอ้างว้างก็ตรงดิ่งจู่โจมเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว แม้มีคนของอเล็กซิสคอยล้อมหน้าล้อมหลัง แต่การอยู่ท่ามกลางคนไม่รู้จักมักทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินบรรยาย

ประสบการณ์ในการสูญเสียบุพการี ฝากรอยแผลไว้ในใจผู้ซึ่งเคยเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยที่ร้องไห้จ้า ขณะเพียรพยายามเขย่าร่างไร้วิญญาณของพ่อแม่ การสืบสวนเกี่ยวกับอุบัติเหตุต่อจากนั้น รวมถึงทัพนักข่าวที่กระหายอยากได้ข่าวจากเด็กหญิงที่เป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในโศกนาฏกรรม ทำให้ลิลลาภาขยาดการอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า การได้อยู่เงียบๆ คนเดียวไม่ทำให้เธอเคว้งคว้างได้เท่าการถูกคนไม่รู้จักรุมล้อมนับแต่นั้นมา เธอจึงกลายเป็นคนไม่ชอบสุงสิงออกสังคมกับใครจนเหมือนกลายเป็นคนไว้ตัวเข้าถึงยาก ใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมๆ ที่มีแค่บ้านเสมวรรณ์ โรงพยาบาล และบ้านคุณยาย ไม่มีใครรู้ว่าเธอต้องใช้กำลังใจแค่ไหนให้ตัวเองยังดูมั่นคงในการก้าวเข้าไปอยู่ท่ามกลางผู้คน หรือสถานการณ์ที่แผกไปในแต่ละครั้ง ลิลลาภาเพิ่งจะมากล้าออกงานสังคม พบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้าได้สบายใจขึ้นก็เมื่ออเล็กซิสก้าวเข้ามาเป็นความเชื่อมั่นให้กับเธอนั่นเอง

แต่ตอนนี้ไม่มีเขา เขาเลือกที่จะอยู่กับอิริน่า ทั้งๆ ที่เป็นคนไปรับเธอมาที่นี่!

ลิลลาภากำมือที่อยู่ข้างลำตัวแน่น แม้พยายามบอกตัวเองให้เข้มแข็งแต่สุดท้ายก็ยังขมขื่นกับความรู้สึกถูกทิ้งขว้าง ที่สุดจึงเลือกเอาความโกรธมากลบความอ้างว้าง ก้าวขึ้นรถลีมูซีนสีดำสนิทที่ปิดประตูทันทีเมื่อขึ้นไปนั่งราวกับยืนยัน

ต้องเดินทางตามลำพัง อเล็กซิสจะไม่มากับเธอ!

 

 

ลิลลาภาพบว่าถูกพามายังบ้านซูวารอฟซึ่งตั้งอยู่บนเขานอกเมืองซึ่งเคยมาเมื่อปีก่อน เป็นบ้านขนาดใหญ่อย่างที่สมควรเรียกว่าคฤหาสน์บนพื้นที่กว้างขวาง จากประตูรั้วชั้นนอกต้องขับรถผ่านป่าละเมาะขึ้นเนินเขาราวห้านาทีกว่าจะถึงตัวบ้าน ผู้ที่มารอรับคือชายร่างใหญ่พร้อมคนรับใช้หญิงอีกสามคน หนึ่งในนั้นคือโอลญ่า คนสนิทของมาดามซูวารอฟผู้ล่วงลับ นางตรงเข้ามาสวมกอดต้อนรับ มอบความอุ่นใจแรกให้กับลิลลาภาบนแผ่นดินวลาคอฟ

“ดีใจจริงๆ ที่คุณมา ถ้าคุณผู้หญิงรู้ก็คงดีใจท่านคิดถึงคุณเสมอเลยนะคะ” เสียงเครือของโอลญ่าทำให้ลิลลาภาน้ำตารื้น

“ฉันก็คิดถึงท่านจ้ะ”

“เดินทางมาเหนื่อยๆ หิวไหมคะ หรือว่าอยากอาบน้ำพักผ่อนแล้ว”

โอลญ่าต้อนหน้าต้อนหลังพาหญิงสาวเข้าบ้าน ทิ้งสัมภาระของเธอที่มีเพียงกระเป๋าเดินทางใบเดียวเท่านั้นให้เป็นเรื่องของคนรับใช้อื่น ทั้งที่นอนมาตลอดการเดินทาง แต่ลิลลาภาก็ยังเลือกที่จะขอเข้าห้องพักผ่อนมากกว่า ในต่างแดนที่ถูกอเล็กซิสทอดทิ้ง โอลญ่าอาจช่วยให้อุ่นใจได้บ้าง แต่เธอยังอยากอยู่คนเดียว หนังสือเดินทางที่คนของซูวารอฟนำไปเดินพิธีการเข้าเมืองให้และยังไม่ได้คืนทำให้เธอหันไปเรียกหนึ่งในคนของอเล็กซิสที่ดูเหมือนจะชื่อยูริไว้

“หนังสือเดินทางของฉันล่ะ”

“อยู่กับคุณอเล็กซิสครับ” ยูริตอบเสียงสงบ

“แล้วเขาอยู่ที่ไหน มีใครรู้บ้างว่าฉันจะได้พบนักกฎหมายของซูวารอฟเมื่อไร”

ทั้งที่คิดไว้ว่าจะไม่ถามถึง ไม่อยากรับรู้ แต่สุดท้ายลิลลาภาก็ห้ามใจไม่ได้ เป็นไปได้เธออยากให้คนไปพานักกฎหมายอะไรนั่นมาดำเนินการเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จๆ เสียตั้งแต่คืนนี้ แล้วขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยเลยด้วยซ้ำไป เมื่อจะตัดขาดแล้วเธอก็อยากลงมือให้เร็วที่สุด ไม่อยากให้ยืดเยื้อต่อไปอีกแล้ว

“เรื่องนั้นพรุ่งนี้คงทราบครับ”

“แปลว่าอะไร พรุ่งนี้ถึงจะรู้ว่าเขาไปไหน และฉันจะได้พบนักกฎหมายเมื่อไรน่ะเหรอ”

ความอดทนของลิลลาภาเหมือนจะขาดผึง โมโหตัวเองที่ใจอ่อนยอมมาที่นี่เพื่อจะถูกทอดเวลาออกไปแบบนี้

ยูริไม่ตอบ ไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะชี้แจงอะไรกับลิลลาภา โอลญ่าที่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบขยับเข้ามาไกล่เกลี่ยรวดเร็ว

“พรุ่งนี้เช้าคุณอเล็กซิสก็มา ค่อยถามกับเขาตอนนั้นนะคะ”

คำพูดของโอลญ่าทำให้คนฟังถึงกับนิ่งขึง ไหล่หนักชาเหมือนถูกกดทับเอาไว้

พรุ่งนี้ก็มางั้นหรือ แปลว่าแม้แต่โอลญ่าก็คงรู้ว่าอเล็กซิสอยู่ที่ไหนกับใครในตอนนี้ใช่ไหม!

ไม่รู้สึก อย่าเสียใจ ดีแล้ว จะได้ตัดใจ ลิลลาภาบอกตัวเองก่อนหันไปเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นกับยูริ

“บอกเจ้านายคุณ ฉันจะกลับประเทศไทยพรุ่งนี้ไม่ว่าเรื่องทางกฎหมายอะไรนั่นจะเรียบร้อยหรือไม่ก็ตาม ฉันไม่ต้องการอยู่ที่นี่!

 

 

เสียงหอนของหมาป่าแว่วมากับสายลม ชัดอย่างที่บอกให้รู้ว่าพวกมันกระจายอยู่ภายในอาณาบริเวณกว้างใหญ่ของบ้านซูวารอฟ ข่มขวัญคนที่นอนอยู่ในความอบอุ่นของผ้าห่มหนานุ่มให้ยิ่งอ้างว้าง ทุกข์ทนที่ต้องยอมรับว่าต้องการอ้อมแขนอบอุ่นของผู้ที่หายหน้าไป

อยากให้ซาช่าอยู่ตรงนี้…

ในความมืดลิลลาภายอมให้น้ำตาตัวเองรินซึมออกมา การบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าให้เลิกคิดถึงอเล็กซิสและเธอไม่สำคัญสำหรับเขาอีกแล้วมีแต่จะทำให้ยิ่งเจ็บปวด ท่าทียอมรับขณะเฝ้ามองอเล็กซิสอุ้มประคองอิริน่าของกลุ่มบอดี้การ์ดรวมถึงการรับรู้อย่างเป็นปกติของโอลญ่าบอกเป็นนัยว่าความใกล้ชิดของทั้งคู่เป็นที่รู้กันดี และอาจก้าวไปไกลกว่าที่เธอคิด มือของอิริน่าที่กุมมืออเล็กชิสทั้งที่อ่อนแรงตอกย้ำให้รู้ว่าเธอผู้นั้นยืดหยัดอยู่กับเขาในขณะที่ลิลลาภาทำไม่ได้

อิจฉา! ทำไมไม่เป็นเธอ!

แล้วลิลลาภาก็แทบสะดุ้งกับความรู้สึกที่ค้นพบ ร่างกายถึงกับสั่นสะท้านตกใจกับความรู้สึกหวงแหนรุนแรงที่มีต่ออเล็กซิส

ไม่ได้! เธอจะปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับความคิดนี้ไม่ได้ เขาสมควรมีใครสักคนข้างกาย ในเมื่อเธอทำไม่ได้ก็ต้องยอมรับเสียทีว่าอิริน่าเป็นคนที่เหมาะสมกับเขา ไม่ใช่เธอ

หัวใจที่เหมือนจะสะอื้นขึ้นมากับความพยายามที่จะย้ำเตือนอย่างนั้นก็ทำให้ลิลลาภาหันมาโกรธตัวเอง

เห็นแก่ตัว! เมื่อขี้ขลาดหวาดกลัวทิ้งเขาไป แล้วจะมาคร่ำครวญทำไม พอที! หยุดเสียที!

ลิลลาภาพลิกหน้าซบหมอน จมอยู่กับความโกรธตัวเองที่หึงหวงอเล็กซิสทั้งที่ควรยินดีกับเขาจนนอนไม่หลับ ไม่ทันรู้ตัวว่าฟ้าข้างนอกเริ่มขาว กระทั่งได้ยินเสียงประตูถูกใครบางคนเปิดเข้ามา อาจรีบกดเปลือกตาทำเป็นหลับแต่ทุกประสาทสัมผัสกลับตื่นตัวจับความเคลื่อนไหว

เธอเกือบคิดว่าเป็นโอลญ่าที่อาจจะเข้ามาดู แต่แล้วความรู้สึกเจนใจและกลิ่นคล้ายป่าที่สดชื่นก็บอกให้รู้ว่าคนที่จรดฝีเท้าแผ่วเบามาหยุดข้างเตียงคือคนที่ทำให้หลับไม่ลงนั่นเอง

อเล็กซิส…ซาช่า ในที่สุดเขาก็มา

ที่ทำให้ลิลลาภากลั้นลมหายใจต่อมาคือกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ อย่างที่จำได้ว่ากรุ่นรอบตัวอิริน่า

“คุณนอนไม่หลับหรือที่รัก”

ความเป็นห่วงในน้ำเสียงนุ่มนวลทำให้ลิลลาภาอยากกรีดร้อง เธอจะตัดเขาให้ขาด มอบให้เขาให้ผู้หญิงอื่นได้อย่างไรถ้าเขายังอาทรจนทำให้เธออยากซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดอยู่อย่างนี้ ความคิดที่ว่าเขาหายไปกับอิริน่าทำให้ความริษยาฉีกทึ้งลิลลาภาอยู่ข้างใน ตีโพยตีพายให้ลุกขึ้นต่อว่าเขา ทวงถามความซื่อสัตย์จากเขา

เสียงของความขัดแย้งดังก้องในตัวลิลลาภา ในขณะที่สมองและเหตุผลบอกให้หยุดร่ำร้อง สั่งให้จงดีใจและยินดีที่อเล็กซิสจะมีใครสักคนข้างกาย แต่หัวใจเธอก็กรีดร้องไม่ยอมรับฟังและดูเหมือนอย่างหลังกำลังเสียงดังขึ้นทุกที ความคิดความอ่านที่สับสนตีกันวุ่นทำให้ตลอดเวลาที่แสร้งทำเป็นหลับ ลิลลาภาจึงเฝ้านึกภาวนา ขอให้อเล็กซิสไปเสีย เธอกำลังเหมือนคนเสียสติไปแล้วและไม่ต้องการให้เขารู้เห็น แต่แล้วริมฝีปากอุ่นก็ทาบลงมาบนแก้มนวล ส่งแรงให้ความริษยาเบียดทุกอารมณ์ขึ้นมาอวดตัวทันที

“อย่าเอากลิ่นผู้หญิงคนอื่นมาใกล้ฉัน”

ลิลลาภาขยับตัวหนี ขู่เสียงเข้ม ดวงตาที่ทำเป็นหลับยามนี้ขึงมองดุ ใบหน้าเซียวๆ ของอเล็กซิสที่เพิ่งเห็นทำให้หัวใจสะดุดวูบ นึกไปว่าอาจเป็นเพราะแสงขาวของอรุณรุ่ง ไม่ก็เพราะเขายังไม่ได้นอนอยู่กับอิริน่าจนไม่ได้นอน

“ผู้หญิงคนอื่น? คุณหมายถึงใคร” อเล็กซิสถามกลับมาอย่างไม่เข้าใจ ท่าทางอย่างคนบริสุทธิ์ถูกกล่าวหาทำให้ลิลลาภาทนไม่ไหว โพล่งออกมา

“คุณทิ้งฉันตั้งแต่บนเครื่องบินแล้วหายไปอยู่กับใครมาล่ะ”

ไม่ว่าจะโกรธตัวเองหรืออะไรก็ตาม แต่เธอก็พาลใส่เขาไม่รู้ตัวจนได้ กระทั่งได้เห็นดวงตาของอเล็กซิสพราวเป็นประกายพร่างขึ้นมา

“อิริน่า? คุณหึง?”

“ไม่! ฉันไม่ได้รู้สึก ไม่ได้หึงอะไรทั้งนั้น เราไม่ได้เป็นอะไรกันอีกแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องหึงคุณ” คนเสียหน้าเสียงแข็ง ตามองดุพร้อมกับไล่ “ออกไปจากห้องฉันเสียที ฉันจะพักผ่อน”

อเล็กซิสขยับตัว ทว่าไม่ได้ถอยออกไปจากห้องตามที่ถูกไล่ กลับเดินอ้อมเตียงไปอีกด้านหนึ่งแล้วแทรกตัวเข้ามาในผ้าห่มของเธอ และก่อนที่ลิลลาภาจะได้สะบัดตัวหนีร่างก็ถูกรั้งเข้าไปกอดไว้ทั้งตัวเสียก่อน

“เอ๊ะ! ปล่อยฉันนะ คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้”

คนถูกกอดจากด้านหลังพยายามดิ้น ทว่าอ้อมแขนอ่อนโยนแต่แข็งแรงกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย การถูกรั้งเข้าไปจนชิดแผ่นอกกว้างทำให้รู้ว่าร่างกายท่อนบนของเขาเปลือยเปล่า พร้อมกับที่กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ซึ่งเธอไม่ชอบใจหายไป

“คุณเป็นคู่หมั้นผม ผมมีสิทธิ์กอดคุณยิ่งกว่าใครทั้งหมด และนอกจากคุณ ผมไม่เคยต้องการใคร”

“ฉันไม่เชื่อ แล้วเราก็ไม่ใช่คู่หมั้นกันแล้วด้วย” สุ้มเสียงคนที่พยายามจะถอนหมั้นให้ได้กระเง้ากระงอดไม่รู้ตัว ตัวร้อนผ่าวไปกับลมหายใจอุ่นจัดที่รดรินอยู่ตรงซอกคอและอ้อมแขนที่รัดรอบ

“เรายังเป็นคู่หมั้นกัน” อเล็กซิสยืนยัน “คุณจะโกรธหรือเกลียดความเป็นผมก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่สงสัยหัวใจรักของผม ผมรักคุณ รักแต่คุณเท่านั้นลิลลา ไม่ว่าคุณจะรู้เห็นอะไรมา เชื่อผมถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้คนที่อยู่เคียงข้างผมเป็นคุณไม่ใช่ผู้หญิงคนไหนทั้งนั้น คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอที่รัก”

อาจเป็นเสียงกระซิบแต่มั่นคง แล้วคนที่ทำตัวเป็นเด็กไร้เหตุผลก็กลายเป็นฝ่ายพ่าย ได้แต่ถอนสะอื้นกับตัวเอง แล้วก็ได้รับรอยจูบแผ่วเบาบนหัวไหล่ที่เจ้าของหมายเพียงจะปลอบโยนเท่านั้น อ้อมแขนแข็งแรงกระชับร่างเธอแน่นขึ้น ลิลลาภาได้ยินเสียงเขาสูดลมหายใจลึกครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อมาด้วยน้ำเสียงสงบ

“ในเวลานี้ผมคือผู้นำตระกูลซูวารอฟ มีหน้าที่ความรับผิดชอบที่สืบต่อกันมาหลายชั่วรุ่น เป็นหน้าที่ที่มาพร้อมพลังอำนาจยิ่งใหญ่ที่ทำให้คุณกลัวจนหนีผมไป แข็งแกร่งจนอาจเป็นมหันตภัยหากผมไม่สามารถควบคุมพลังอำนาจนั้นให้ได้ในเร็ววัน รัตติกาลเป็นช่วงเวลาที่สิ่งนั้นแข็งแกร่งที่สุด ในฐานะผู้รักษาประจำตระกูลซูวารอฟ อิริน่ามีหน้าที่กำกับพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่นั้นไว้ระยะหนึ่งเท่านั้น…ผมไม่มีอะไรกับเธออย่างที่คุณจะต้องกังวล”

ลิลลาภายังนิ่งแต่สายตาที่ทอดมองออกไปยังฟ้าขาวด้านนอกมีแววละอาย ยิ่งเมื่อได้ยินเสียงอ่อนหวานของเขากระซิบต่อมา

“ผมพ้นข้อกล่าวในใจคุณหรือยังที่รัก”

ลิลลาภาถอนใจเบาๆ มีสติมากพอจะรับผิดชอบการด่วนตัดสินอเล็กซิสด้วยแรงอารมณ์ที่เกิดขึ้น เสียงที่เอ่ยต่อมาจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

“ฉันเสียใจ…ขอโทษนะคะ”

“แต่ผมดีใจ”

อ้อมแขนของอเล็กซิสแน่นขึ้น ขณะที่ริมฝีปากอุ่นของเขากระซิบข้างใบหู

“คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเพราะมันทำให้ผมรู้ว่าคุณยังรักผม ผมรักคุณ จำไว้ที่รัก…ผมต้องการแค่คุณเท่านั้น”

“แต่ฉันกลัว…”

ลิลลาภาสารภาพพร้อมกับก้มหน้าซ่อนรอยน้ำตา ไม่ว่าจะรักเขาแค่ไหนแต่เธอยังเอาชนะความกลัวที่มีต่ออีกสิ่งหนึ่งในตัวเขาไม่ได้

“ผมรู้ว่าคุณกลัวอะไรและจะไม่โกหกคุณ ผมอาจน่ากลัวแต่เชื่อเถอะว่าจะไม่มีวันทำร้ายคุณ สิ่งที่อยู่ในตัวผมอาจดุร้ายทรงอำนาจขึ้นเรื่อยๆ แต่มันต้องการการปลอบโยนจากคุณ คุณเท่านั้นที่จะเติมเต็มผมและสิ่งนั้นได้ลิลลา ไม่ใช่ใครอื่นเลย”

แรงปรารถนาชัดเจนอยู่ในดวงตาสีอำพัน นัยประโยคในเนื้อเสียงที่แหบพร่าขึ้นมาทำให้ลิลลาภาขนลุกไปทั้งตัว ทั้งด้วยความกลัว และอารมณ์วาบหวามที่กำลังกระเพื่อมซ่านไปทั่วร่างซึ่งยังไม่รู้จะรับมือได้อย่างไร ความรู้สึกเหมือนถูกลามเลียด้วยเปลวไฟทำให้เธอคิดจะขยับออกมาจากเนื้อตัวที่แนบสนิทของอเล็กซิส แต่เขาไม่ยอม

“อย่า ผมรู้ว่าคุณยังไม่พร้อมและจะไม่เรียกร้องอะไรมากไปกว่าได้มีคุณอยู่อย่างนี้ แต่อย่าสร้างช่องว่างระหว่างเรา”

ริมฝีปากอุ่นจัดทาบลงมาบนไหล่เนียนอย่างเว้าวอน อ่อนโยนและไม่มีความเร่าร้อนอย่างที่จะทำให้ลิลลาภาหายใจสะดุด เธอสูดลมหายใจลึก บอกตัวเองให้ผ่อนคลายครู่หนึ่งและยอมให้เขากักเก็บเธอไว้กับตัว

“ฉันไม่กล้าหาญขนาดนั้นหรอกซาช่า ที่สำคัญฉันมาเพื่อจะไป…” ท้ายน้ำเสียงเบาขาดห้วงเมื่อคิดถึงความตั้งใจของตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อมาด้วยเสียงเศร้าสร้อยอย่างอดไม่ได้ “คุณสัญญาแล้ว หลังทำเรื่องทางกฏหมายการหมั้นของเราจะสิ้นสุดลง”

“งั้นก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของตอนนั้น เวลานี้ขอให้คุณยอมรับการเป็นคู่หมั้นของผม นอนเถอะที่รัก วันนี้ผมเหนื่อยเหลือเกิน ขอให้ผมได้กอดคุณ…ได้หลับเต็มตาสักตื่นเถอะนะลิลลา”

ลิลลาภาถอนใจ และถ้าจะมีความแข็งขืนไม่เห็นด้วยใดๆ เหลืออยู่ น้ำเสียงอ่อนล้าของอเล็กซิสก็ทำให้เธอยอมปล่อยวาง ปิดเปลือกตาหลับไปในอ้อมอกของเขาที่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับเธอ

จนกว่าจะสิ้นสุด…ให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้าค่อยว่ากัน…

Novel

อสุราร่ายรัก บทที่ 6

14285492_10210757222390904_1737860119_o

 

ลิลลาภาแทบตั้งตัวไม่ติดในสิ่งที่เกิดขึ้นหลังตกลงใจจะเดินทางไปวลาคอฟอีกครั้ง หนังสือเดินทางของเธอถูกส่งไปให้คนของซูวารอฟนำไปเดินเรื่องประทับวีซ่าที่สถานทูต ไม่ถึงสองชั่วโมงก็เรียบร้อย กระเป๋าเดินทางที่ผู้เป็นลุงโทรศัพท์ไปสั่งให้คนที่บ้านจัดการถูกส่งมาให้จนถึงมือแทบจะพร้อมกัน หลังประชุมฝากเคสในความรับผิดชอบกับทีมแพทย์ เธอจึงถูกพาไปสนามบินได้อย่างรวดเร็วแทบจะทันที สิ่งที่อเล็กซิสบอกไว้ว่าจะคุยกับเธอหลังจากคุยกับคุณลุง จนแล้วจนรอดลิลลาภาก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไรแน่ ที่ยังติดอยู่ในใจเธออย่างแปลกๆ คือสายตาของคุณลุงก่อนบอกลา

“ลุงรักลิล จำไว้ว่าถ้าเพื่อลิล ลุงจะยอมทำทุกอย่าง”

แม้รู้มาตลอดว่าท่านรักและห่วงใยเธอเสมอ แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าวันนี้ท่านเหมือนมีบางอย่างในใจ เกือบคิดว่าระหว่างท่านกับอเล็กซิสต้องมีอะไรที่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำเมื่อได้ยินประโยคคล้ายฝากฝังของท่านกับเขา

“อย่าลืมที่รับปาก ดูแลเธอให้ดี”

“ครับ” อเล็กซิสตอบรับคำเดียวแต่หนักแน่น

ความใคร่รู้ทำให้ลิลลาภาลองซักไซ้ระหว่างทางมาสนามบิน แต่อเล็กซิสก็ยกเรื่องที่เธอเกือบถูกคนร้ายพาตัวไปมาพูดพร้อมกับบอกว่าเธอจะไม่มีวันปลอดภัยจากคนเหล่านั้น จนกว่าสิ่งที่กำลังจะเดินทางไปจัดการที่วลาคอฟจะเรียบร้อยโดยไม่เอ่ยถึงคุณลุงของเธอแม้แต่คำเดียว

เครื่องบินส่วนตัวของตระกูลซูวารอฟพร้อมอยู่แล้วสำหรับออกเดินทาง ขณะรอเคลียร์ลานบินอเล็กซิสก็หันมาบอก

“โทรหาคุณยายของคุณดีไหม บอกท่านหน่อยว่าคุณจะไม่อยู่”

ลิลลาภาหยิบโทรศัพท์มาต่อสาย เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหลังเรื่องยุ่งๆ ตั้งแต่เช้าเธอก็ยังไม่ได้ติดต่อกลับไปหาคุณยาย พร้อมกับที่รู้สึกผิดว่าป่านนี้ท่านคงกำลังเป็นห่วง มือหนึ่งเลื่อนไปแตะละอองตะวันที่สวมติดคอ ครู่เดียวก็ได้ยินเสียงท่าน

“คุณยาย…ลิลขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะคะ”

“ปลอดภัยก็ดีแล้วลูก” น้ำเสียงคุณยายเต็มไปด้วยความรักอย่างที่ทำให้คนเป็นหลานอุ่นหัวใจ การเป็นกำพร้ามาแต่เล็กอาจทำให้อ้างว้างบ้าง แต่เธอไม่เคยขาดความรัก

“ลินกำลังจะเดินทาง…ต้องไปวลาคอฟ”

“อเล็กซิสมาใช่ไหม…เค้ามาตามลิลกลับไป”

“คุณพ่อคุณแม่…เสียแล้วค่ะ ท่านมีอะไรให้ลิล…แต่ลิลไม่รับ เลยมีเรื่องทางกฎหมายต้องไปจัดการ ทุกอย่างจะได้จบสิ้นเสียทีน่ะค่ะ” ลิลลาภาเล่าด้วยเสียงมั่นคงอย่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงอย่างนั้นปลายสายก็ยังรู้ว่าหัวใจหลานสาวกำลังอ่อนแอ น้ำเสียงที่เอ่ยต่อมาจึงทั้งมั่นคงและอ่อนโยน

“จะทำอะไรก็ตาม…อย่าลืมถามหัวใจตัวเองนะลิล”

“คุณยาย…” ลิลลาภาได้แต่เรียกท่าน ไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก และเป็นครั้งแรกที่คุณยายทำให้เธอประหลาดใจด้วยการขอสายอเล็กซิส

ลิลลาภาหันไปมองก็เห็นสายตาเขาเหมือนรออยู่ พอเธอบอก ก็ยื่นมือมาขอรับโทรศัพท์ และเดินเลี่ยงห่างออกไปด้วยท่าทางที่แสดงชัดว่าไม่อยากให้เธอได้ยินสิ่งที่จะคุยกับท่าน ลิลลาภามองตามด้วยความอยากรู้ แต่สุดท้ายก็บอกตัวเองให้ตัดใจ

ไม่อยากให้รู้…เธอไม่รู้ก็ได้ อาจไม่ไว้ใจอเล็กซิสแต่เธอเชื่อมั่นในตัวคุณยาย

ลิลลาภาหยิบวรสารทางการแพทย์ที่พกติดมาด้วยเปิดอ่าน สายตาไล่ไปตามตัวอักษรทีละบรรทัดแต่กลับอ่านอะไรไม่รู้เรื่อง จนสุดท้ายก็รามือ รำคาญตัวเองจนเลิกพยายามจะอ่านมัน กลิ่นสมุนไพรหอมอ่อนคล้ายหญ้าหอมแตะปลายจมูกทำให้เงยหน้าไปมองตาม แล้วสายตาก็ไปหยุดที่อิริน่าซึ่งกำลังก้าวขึ้นเครื่องมา

ลิลลาภารู้จักอิริน่ามาพอๆ กับที่รู้จักบ้านซูวารอฟ เธอคือเจ้าของเสียงที่ติดต่อขอเลือดให้กับมารดาของอเล็กซิส หลายครั้งหลายหนที่ได้พบหลังจากนั้นบอกให้รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้มีความสำคัญสำหรับบ้านซูวารอฟ ไม่ใช่ลำพังเพียงแต่ตัวอิริน่าเท่านั้น แต่รวมครอบครัวของเธอทั้งหมด เท่าที่ลิลลาภารู้สึก…อิริน่ามีหน้าที่บางอย่างต่ออเล็กซิส เขาเป็นคนที่เธอจะให้ความสำคัญที่สุด และบางทีอาจจะยิ่งกว่าพ่อแม่ของอเล็กซิสเสียด้วยซ้ำไป

อิริน่าเพียงชายตามองลิลลาภานิดเดียวเท่านั้นก่อนจะตรงไปสมทบกับทีมรักษาความปลอดภัยด้านหลัง เสียงคุยกันเบาๆ ที่จับใจความไม่ได้มีสำเนียงของภาษาอื่นที่ไม่ใช่อังกฤษ เป็นภาษาวลาคอฟที่มีรากมากจากภาษาสลาฟที่เธอเคยพยายามเรียนรู้แล้วแต่ไม่สำเร็จ ท่ามกลางสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของอเล็กซิส เธอคือความแปลกแยกที่ไม่มีวันกลมกลืน

แววตาของลิลลาภาหม่นแสง ความรู้สึกทดท้อผ่านเข้ามา เป็นอีกครั้งที่พบว่าตัวเองไม่ดีพอสำหรับอเล็กซิส ร่างกายที่ล้าจากการหัวหมุนไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากมายในวันเดียวพาให้หัวใจอ่อนแอ เปิดโอกาสให้ความเศร้าที่พยายามกักเก็บมาช้านานจู่โจม หัวตาอุ่นจัดพร้อมกับที่น้ำตารื้นทำท่าจะหยดลงมา

อเล็กซิส…เขาเป็นจุดอ่อนของหัวใจเธอเสมอ

“เครื่องจะออกแล้วที่รัก”

เสียงนุ่มนวลของอเล็กซิสดังขึ้นพร้อมกับที่ตัวเขานั่งลงมาข้างกาย โทรศัพท์ถูกส่งคืนมาให้ ลิลลาภารับโดยไม่หันไปมอง เสทำเป็นเปิดอ่านสิ่งที่ถืออยู่ในมือเพื่อซ่อนการกระพริบตาถี่ไล่น้ำตาแล้วก็ก้มหน้าอยู่อย่างนั้น กลัวว่าตัวเองจะยังเกลื่อนอะไรได้ไม่มิดแล้วเขาจะเห็นความรู้สึกที่อยากซ่อนเร้นนั้นสะท้อนอยู่ในหน้าต่างหัวใจของเธอเข้า ทว่าอีกฝ่ายก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น

“คุณเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นที่รัก”

มือใหญ่แตะลงมาที่ท่อนแขนอย่างอ่อนโยน รั้งให้เธอหันกลับไปมองเขา แต่ลิลลาภาก็ยังไม่ยอมหันไป ปากชวนคุยไปอีกเรื่องที่ไกลตัวกว่า

“คุยอะไรกับคุณยายคะ”

“ท่านบอกว่าให้ผมดูแลคุณให้ดี คุณล่ะ…บอกผมสิ มีอะไร” อเล็กซิสไม่ยอมให้ถูกดึงออกจากสิ่งที่ต้องการจะรู้ง่ายๆ

“แค่เหนื่อยน่ะค่ะ วันนี้มีแต่เรื่องวุ่นๆ จนฉันตั้งตัวไม่ทันก็เท่านั้นเอง” ลิลลาภาบอกปัด แต่ก็ต้องพ่ายให้กับเจ้าของมือที่เชยคางให้เธอจำต้องหันไปหา

สายตาลึกซึ้งที่เต็มไปด้วยความห่วงหาของเขาพาความอบอุ่นเข้าไปห่มหัวใจที่อ่อนแอของลิลลาภาเอาไว้ ความรู้สึกทดท้อเหมือนจะหายไป หากเคยอ้างว้างเดียวดาย แต่กับเขา…ลิลลาภารู้ว่าอเล็กซิสจะไม่มีวันยอมให้เธอต้องโดดเดี่ยว เขาจะอยู่ตรงนี้…รักเธอ อาทรเธอ และปรารถนาเพียงเธอ…เธอคนเดียวเท่านั้นไม่ใช่ใครอื่นอีกเลย

ซาช่าของเธอ ไม่มีใครอีกแล้วที่จะทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีค่าเหลือเกินได้อย่างเขา

แรงปรารถนาที่มีต่อลิลลาภาหลุดออกจากความควบคุมของอเล็กซิสเมื่อได้สบแววตาที่เจ้าของไม่รู้ตัวว่าเปิดเผยอะไรออกมาบ้าง เขาโน้มตัวเข้าไปทาบริมฝีปากอุ่นจัดบนกลีบปากอิ่มอ่อนหวาน รู้สึกได้ถึงแรงขืนวูบหนึ่งก่อนที่เจ้าของร่างบอบบางจะยอมโอนอ่อนผ่อนร่างเข้าหา ใช่เท่านั้น ยังแย้มริมฝีปากยอมให้เขาล่วงล้ำเข้าไป เรียกร้องในสิ่งที่เธอไม่เคยให้ใครนอกจากเขาเพียงคนเดียว

เนิ่นนานกว่าที่อเล็กซิสจะยอมให้ลิลลาภาได้หายใจ อ้อมแขนยังโอบประคองร่างเธอไว้แนบอกอย่างหวงแหน ริมฝีปากก็ใช่จะยอมละห่างจากใบหน้าเนียน ยังคงอ้อยอิ่งกระซิบอ่อนโยน

“ผมรักคุณ ไม่ว่าอะไรจะเกิด…ขอให้จำไว้เท่านี้ก็พอลิลลา”

ลิลลาภาถอนใจเบาๆ แทบเป็นสะอื้น ปิดเปลือกตาซบแผ่นอกกว้าง การถูกย้ำว่ายังเป็นที่รักของเขาเสมอทำลายความตั้งใจของเธอจนไม่เหลือดี รู้ดี…การหันหลังให้เขาอีกครั้งหลังจากนี้จะยากยิ่งกว่าที่ผ่านมา

เอาเถอะ ให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้า อย่างน้อยวันนี้…เวลานี้ ขอให้เธอได้เก็บเกี่ยวความรักของเขาไว้ให้เต็มหัวใจก่อนก็พอ

 

 

อิริน่ามองไปยังที่นั่งของคู่รัก มุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวทำให้มองไม่เห็นอะไรมากไปกว่าด้านหลังของเก้าอี้ ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะเดาไม่ได้ว่าหัวใจทั้งสองกำลังอิงแอบแนบชิด สุดท้ายก็เบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง สีหน้าที่ปกติค่อนข้างขรึมยังคงเคร่งเครียด

“ดีจริง ไม่ได้เห็นคุณอเล็กซิสมีความสุขแบบนี้มาจะเก้าเดือนแล้ว” ไอวานเปรย ตามองไปทางผู้เป็นนายที่ตนมีหน้าที่ดูแลใกล้ชิด อาจไม่นานเท่าอิริน่าที่ครอบครัวรับใช้ตระกูลซูวารอฟมาหลายชั่วรุ่น แต่ความภักดีก็มีให้ไม่น้อยไปกว่า แม้ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ลิลลาภาถึงได้ทิ้งเจ้านายเขากลับเมืองไทย แต่ไอวานแน่ใจ แพทย์สาวผู้นี้คือชีวิตจิตใจของอเล็กซิส

“จะได้นานสักเท่าไร” อิริน่าเสียงเครียด ตายังมองออกไปนอกหน้าต่าง

ไอวานเห็นท่าทางคล้ายไม่พอใจไปเสียทุกอย่างของอิริน่าแล้วส่ายหัว

“เธอเครียดมากเกินไปแล้วรู้ไหมอิริน่า”

“ไม่มีอะไรมากไปในสถานการณ์ตอนนี้หรอก ตราบใดที่ผู้หญิงคนนั้นยังเป็นจุดอ่อนของคุณอเล็กซิส ฉันก็ไม่มีทางวางใจอะไรทั้งนั้นนั่นแหละ”

“ทุกอย่างเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วที่เนมาห์ อีกไม่นานเธอก็จะไม่ใช่จุดอ่อนของคุณอเล็กซิสแล้วล่ะน่า อย่าห่วงไปเลย” ไอวานบอกด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น สีหน้าไม่มีรอยขุ่นเคืองแม้จะถูกตวัดหางตามองดุ เสียงที่ตอบโต้กลับมาแม้จะเบาแต่ก็เข้มจัดด้วยแรงอารมณ์ที่เจ้าตัวไม่คิดจะปิดบังสักนิดเดียว

“นายมองผู้หญิงคนนั้นในแง่ดีเกินไป คอยดูเถอะ หากเธอรู้ว่าอะไรรออยู่ที่เนมาห์ ปัญหาจะตามมาแน่นอน”

“คุณอเล็กซิสต้องจัดการทุกอย่างได้ ฉันรู้”

ท่าทางมั่นอกมั่นใจของไอวานทำให้สุดท้ายอิริน่าทนไม่ได้เสียเอง จัดการปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วผุดลุกขึ้น สะบัดเสียงใส่

“คุยกับนายนี่เสียเวลาจริงๆ เลย”

“อ้าว เดี๋ยวสิ จะไปไหนล่ะ” ไอวานเรียก ทว่าคนที่เดินด้วยจังหวะฝีเท้าหนักๆ หายไปข้างหลังไม่สนใจจะหันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว

“ไปดูห้องข้างหลังให้คุณอเล็กซิสเผื่อนักบินตามตะวันไม่ทันล่ะมั้ง นายน่ะ ไปแหย่เธอทำไมนะ”

ยูริที่นั่งอ่านเอกสารเงียบๆ มาตลอดส่งสายตาระอาไปให้ไอวาน

“ก็รู้ สำหรับอิริน่าไม่มีใครสำคัญไปกว่าคุณอเล็กซิส”

ไอวานยักไหล่รับ สีหน้ายังเป็นปกติไม่ได้มีสลดแม้สักนิด ยังย้ำเสียงจริงจังกลับไปเสียด้วยว่า

“ฉันรู้ เพราะรู้นี่แหละถึงอยากให้อิริน่ายอมรับให้ได้เสียทีว่าสำหรับคุณอเล็กซิสไม่มีใครสำคัญไปกว่าหมอลิลลาภาอีกแล้ว”

“หัวดื้อทั้งคู่เลยพวกนายนี่”

ยูริส่ายหน้าบ่นพึมพำ แล้วก็หันกลับไปสนใจกับสิ่งที่อ่านค้าง เลิกคิดที่จะเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยอะไรใดๆ ให้กับไอวานและอิริน่าไปเลย

 

 

ลิลลาภาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความงุนงงที่พบว่าตัวเองอยู่ในเครื่องบิน ครู่หนึ่งจึงนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังจะเดินทางไปวลาคอฟกับอเล็กซิส

แต่เขาหายไปไหน

เธอมองหา แต่แสงไฟน้อยนิด และช่องหน้าต่างที่ถูกปิดสนิททั้งหมดทำให้มองไม่เห็นอะไรได้มากนัก

“ต้องการอะไรหรือเปล่าคะ” เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งของอเล็กซิสที่น่าจะดูแลเรื่องต่างๆ ภายในเครื่องบินลำนี้ขยับเข้ามาหา

ใจลิลลาภาอยากถามถึงอเล็กซิส แต่สุดท้ายก็ถามไปอีกเรื่องหนึ่งแทน

“เราอยู่ไหนแล้ว”

“ใกล้ถึงวลาคอฟแล้วค่ะ อยากรับประทานอะไรไหมคะ ดิฉันจะเตรียมให้”

“ขอแค่น้ำเปล่าก็พอ” ลิลลาภาบอกพลางหยัดตัวลุก อยากล้างหน้าล้างตาสักหน่อย “ห้องน้ำไปทางไหน”

“ทางนี้ครับ ผมพาไปเอง” ยูริที่เฝ้าดูแลอยู่ ขยับตัวลุกตามมา แต่ลิลลาภาส่ายหน้าปฏิเสธ

“แค่ห้องน้ำ ฉันไปเองได้”

ไฟถูกเปิดให้ความสว่างเพิ่มขึ้น พร้อมกับที่มีเสียงดังตึงและอาการคล้ายเครื่องบินถูกเขย่าวูบหนึ่งตามมา ลิลลาภาถึงกับเซ ดีว่าไม่ล้มลงไป ในขณะที่ยูริชะงัก เขาหันไปสบตาเพื่อนอีกสองคนที่รีบเดินไวๆ ไปข้างหลัง

“เกิดอะไรขึ้น” ลิลลาภาถามยูริ แต่ก็ได้คำตอบไม่ชัดเจนนัก

“ไม่มีอะไรครับ ทุกอย่างยังเรียบร้อยดี ไม่ต้องห่วงนะครับ”

เสียงตึงดังขึ้นมาอีก พร้อมกับที่ลิลลาภาคิดว่าได้ยินเสียงผิวลมเป็นท่วงทำนองแปลกหู ไพเราะแต่เบาและบางจนแทบจะเหมือนเส้นแก้วที่บางกว่าบาง และคราวนี้ยูริเองก็ยังขอตัว หันหลังเดินจากไปไวๆ เหมือนจะตามไปสมทบเพื่อนที่เพิ่งผละไปเมื่อครู่

การไม่เห็นอิริน่ารวมถึงไม่มีอเล็กซิสอยู่ตรงนี้ทำให้ลิลลาภานึกสังหรณ์ใจบอกไม่ถูก แทนที่จะไปห้องน้ำอย่างที่ตั้งใจ จึงเดินตามไปเงียบๆ จนได้เห็นห้องที่ดูคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมติดหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่สีขาวที่ปลายทางเดิน ที่ทำให้ยืนนิ่งก้าวต่อไปไม่ออกคือภาพที่อยู่ข้างในนั่น ผู้หญิงที่ตัวอ่อนทรุดพิงผนังและผู้ชายอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังก้มตัวลงไปช้อนร่างอุ้มขึ้นมาคืออิริน่ากับอเล็กซิสของเธอ อาจไร้เรี่ยวแรงแต่อิริน่าก็ยังกุมมืออเล็กซิสไว้มั่น แม้ในยามที่เขาวางเธออย่างทะนุถนอมลงบนเตียงเล็กๆ ภายในนั้น

เสียงผ่อนลมหายใจดังมาจากชายฉกรรจ์สามสี่คนที่ยืนมองอยู่นอกห้องซึ่งดูคล้ายกล่องสี่เหลี่ยม ท่าทางผ่อนคลายโล่งอก และค่อยข้างจะสบายใจของพวกเขาทำให้ลิลลาภาหันหลังเดินกลับทันที พยายามอย่างที่สุดที่จะรักษาท่าทีให้เป็นปกติและเดินให้เงียบเข้าไว้

ไม่อยากให้ใครสนใจ ไม่อยากให้ใครรู้ และเธอเองก็ไม่อยากรู้

ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในนั้นระหว่างอเล็กซิสกับอิริน่าจะเป็นอะไรก็ตาม เธอไม่อยากรับรู้แม้แต่เรื่องเดียว!

 

Novel

อสุราร่ายรัก บทที่ 5

14331024_10210757221150873_847294643_n

“ปลอดภัยแล้วนะคะ”

ลิลลาภายิ้มอ่อนๆ ให้กับหญิงวัยกลางคนและลูกสาวที่เพียงเธอผลักประตูห้องผ่าตัดออกมาก็ผวาเข้ามาหา แววตารอคอยระคนหวาดหวั่นของทั้งคู่เปลี่ยนเป็นยินดีกับสิ่งที่ได้ยิน แม้ว่าผู้เป็นลูกสาวจะยังถามย้ำราวกับอยากให้แน่ใจ

“มะเร็งหายหมดแล้วใช่ไหมคะ”

“เอาเนื้อร้ายออกแล้วค่ะ แต่อาจจะยังมีเซลล์มะเร็งที่มองไม่เห็นหลงเหลืออยู่ หลังจากนี้จึงต้องใช้ยาต้านมะเร็งอีกระยะหนึ่ง แต่ไม่ต้องห่วง คุณพ่อหนูปลอดภัยแล้ว” ลิลลาภาอธิบายอย่างใจเย็น

สองแม่ลูกขอบคุณเธออีกครั้ง ประตูข้างหลังขยับพร้อมกับที่ผู้เป็นพ่อซึ่งยังไม่ได้สติถูกเข็นออกมา ครอบครัวของเขารีบโผเข้าไปหา ไม่นานทั้งหมดก็จากไป

ลิลลาภาผ่อนลมหายใจโล่งอก สีหน้าที่ไม่ต้องคุยกับใครโดยเฉพาะญาติคนไข้มีรอยเหนื่อยอ่อน การต้องวิ่งหนีคนร้ายหัวซุกหัวซุนจนกระทั่งได้เจออเล็กซิสอีกครั้งทำให้วันนี้ของเธอเริ่มต้นอย่างหนักหนามากไป เธอเกือบรวบรวมสมาธิก่อนทำการผ่าตัดไม่ได้ ดีว่าการเคี่ยวกรำกับตัวเองให้ใจจดจ่ออยู่กับงานโดยเฉพาะตลอดเวลาเก้าเดือนที่ผ่านมาทำให้ตั้งสติจนได้ คนไข้ของเธอปลอดภัย อีกไม่นานจะหาย แข็งแรงกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่คนเป็นแพทย์อย่างเธอต้องการมากกว่าอะไรทั้งหมด

อีกครอบครัวหนึ่งที่ไม่ต้องพรากจากกันในวันนี้

สายตาลิลลาภาประสานเข้ากับใครอีกคนที่รออยู่ ร่างสูงของอเล็กซิสยืนพิงผนังคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ไกลนัก แม้จะยืนนิ่งตามลำพังแต่ความเป็นเขาโดดเด่นสง่างามเสมอ แนวสายตามองตรงมาไม่เคลื่อนบอกให้รู้ว่าเขาเฝ้ามองเธอมาแต่ต้น ลิลลาภาได้แต่หวังว่าญาติผู้ป่วยที่มารอผลการผ่าตัดเมื่อครู่จะใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องผ่าตัดจนไม่ทันสังเกตเห็นเขา เพราะแม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะหล่อเหลาทรงเสน่ห์แค่ไหนก็ตาม แต่รัศมีทรงอำนาจที่เป็นส่วนหนึ่งของอเล็กซิสก็ข่มขวัญใครต่อใครให้รู้สึกยำเกรงยามเข้าใกล้ด้วยเช่นกัน ในเวลาที่ต้องกระวนกระวายใจรอฟังผลการผ่าตัดของคนที่พวกเขารัก ลิลลาภาไม่อยากให้สองแม่ลูกต้องถูกกดดันด้วยความรู้สึกอื่นใดมากขึ้นไปอีก

ลิลลาภาเห็นเขาพูดอะไรสักอย่างไปกับคนในสาย ก่อนเป็นฝ่ายตัดบท วางสายแล้วหย่อนโทรศัพท์มือถือที่ทำได้สารพัดลงกระเป๋าอย่างง่ายๆ ขณะที่ก้าวตรงเข้ามา มือของเขาถึงตัวเธอก่อน รั้งร่างอ่อนล้าเข้าไปพิงหัวไหล่ ทั้งที่อยากฝืนแข็งขืนทว่าร่างกายเธอกลับเอนตามเข้าไปอิงแอบโดยง่าย ความทรงจำในวันคืนเก่าๆ หวนคืนมา หลังการผ่าตัดยาวที่ได้มีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ช่วยให้กับแพทย์ที่ปรึกษา เธอมักล้าหมดแรงและจะมีอ้อมแขนที่อบอุ่นนุ่มนวลของอเล็กซิสรอรับกลับบ้านด้วยความรักอย่างนี้

“คุณเหนื่อยแล้วที่รัก” เสียงนุ่มนวลกระซิบข้างหู คำว่า ‘ที่รัก’ จากปากเขาพาความรู้สึกอ่อนหวานมาให้ การเป็นที่รักของอเล็กซิสมีค่าสำหรับเธอเสมอ แม้รู้ทั้งรู้ว่าเธอไม่คู่ควรเลยก็ตาม

แพทย์ผู้ช่วยในห้องผ่าตัดและพยาบาลผลักประตูตามออกมา ลิลลาภาขยับจะเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนของอเล็กซิส ทว่ามือใหญ่กลับไม่ยอมง่ายๆ แม้ได้พักเต็มที่จากบ้านคุณยาย แต่การผ่าตัดยาวกว่าสี่ชั่วโมงหลังวิ่งหนีคนร้ายก็ดึงพลังของเธอไปแทบไม่เหลือพอให้ดึงดันเอาชนะ ร่างจึงยังถูงรั้งไว้ชิดกายเขา

โชคดีของเธอที่ไม่ค่อยสนิทสนมกับใครมากพอให้มีคนหนึ่งคนใดกล้าหยุดทัก พวกเขาเดินเลี่ยงไปโดยไม่พูดอะไรใดๆ ถึงอย่างนั้นลิลลาภาก็พอจะรู้ว่าการปรากฏตัวของอเล็กซิสข้างกายเธอได้กลายเป็นหัวข้อที่น่าสนใจในโรงพยาบาลเสมวรรณ์ไปแล้วเรียบร้อย แม้ไม่มีการแนะนำแต่ท่าทางตามติดลิลลาภาราวประกาศสิทธิ์ รวมถึงท่าทีที่นายแพทย์จักรพัฒน์มีต่อเขาทำให้คนที่เชื่อมาตลอดว่าเธอเคยหมั้นหมายได้รู้สมใจว่าคู่หมั้นหมอลิลเป็นใครในวันนี้นี่เอง

“คุยกับคุณลุงแล้วเหรอคะ”

ลิลลาภาถามถึงธุระของเขาระหว่างที่เธอทำการผ่าตัด เมื่อเป็นแพทย์ เธออาจวางเรื่องอื่นลงเพื่อให้ใจจดจ่ออยู่กับการรักษาคนไข้ได้ ทว่าในเวลาที่ไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตผู้ใด ทุกคำถามที่ถูกวางพักไว้ก็พากันเรียงแถวมาขอคำตอบทันที

“ท่านรอคุณอยู่” อเล็กซิสพยักหน้ารับ ตอบเสียงสงบพลางขยับตัว พาเธอออกเดินไปด้วยกัน แต่สิ่งที่ได้ฟังทำให้หญิงสาวปักหลักยืนนิ่งไม่ยอมเดินตามทันที

“รอฉัน? ตกลงคุณหรือคุณลุงกันแน่ที่มีเรื่องจะคุยกับฉัน”

ดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามมองอเล็กซิส ลิลลาภาอยากได้คำอธิบายมากกว่าการบอกให้ทำอะไรต่อไปเป็นทอดๆ

“คุณบอกว่าคนพวกนั้นมาเพื่อจับฉันเพราะคุณ ทำไมคะ เกิดอะไรขึ้น มีคนคิดจะทำร้ายคุณเหรอซาช่า”

อเล็กซิสมองหญิงสาวที่กำลังร้อนใจ ความห่วงใยในน้ำเสียงของเธอที่หมายถึงตัวเขาทำให้รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าคมสัน แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นก็กลับไปเครียดขรึม คงมีเพียงแววตาเท่านั้นที่ยังคงมองเธออย่างลึกซึ้ง

“คุณควรจะห่วงตัวเอง…ผมเป็นคนนำอันตรายมาถึงคุณนะที่รัก”

การถูกเขาจับได้ว่ายังรู้สึกกับเขาเช่นไรทำให้ลิลลาภาประหม่า เสียงที่เอ่ยต่อมาจึงไม่ค่อยมั่นคงนัก

“ก็…ถ้าไม่มีคนคิดร้ายกับคุณ ฉันก็น่าจะปลอดภัยไม่ใช่เหรอคะ”

“ถูกของคุณ แต่ไม่ทั้งหมดหรอก มาเถอะ เราจะคุยกันต่อหน้าคุณลุงของคุณ แล้วจัดการอะไรให้เรียบร้อย คุณจะได้พักผ่อนเสียที”

แม้ไม่เต็มใจแต่ลิลลาภาก็รู้ว่าทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเดินตาม ทั้งคู่เดินเคียงไปด้วยกัน ขึ้นลิฟท์สำหรับผู้บริหารที่วิ่งตรงขึ้นไปยังชั้นที่เป็นห้องทำงานผู้เป็นลุงโดยไม่มีการหยุดแวะใดๆ เลย

วรรณา เลขาฯ หน้าห้องนายแพทย์จักรพัฒน์รีบขยับมาเปิดประตูห้องทำงานผู้เป็นนายให้ทันทีที่เห็นหลานสาวของท่านก้าวออกมาจากลิฟท์พร้อมชายหนุ่มชาวยุโรปรูปร่างสูงใหญ่ ลิลลาภาที่ปกติดูสูงระหงกลายเป็นตัวเล็กไปถนัดตาเมื่ออยู่เคียงข้างเขา ซึ่งน่าแปลกที่ทั้งคู่ช่างดูเหมาะสมกันเหลือเกินในสายตาวรรณา

นายแพทย์จักรพัฒน์วางมือจากเอกสารที่กำลังอ่านอยู่ สีหน้าเคร่งขรึมทว่าแววตาที่มองหลานสาวยังอ่อนแสง ท่านลุกจากโต๊ะทำงาน ชี้มือไปทางชุดโซฟาที่ตั้งอยู่อีกมุมหนึ่ง พร้อมกับเดินนำไปนั่งลงก่อน

“มาคุยกันตรงนี้ดีกว่า ลิล…เหนื่อยหรือเปล่า เพิ่งผ่าตัดเสร็จใช่ไหม”

“ยังโอเคค่ะ”

ลิลลาภาเดินตามไปนั่งบนเก้าอี้เดี่ยวหวังว่าจะห่างอเล็กซิสบ้างสักหน่อย แล้วก็เป็นอีกครั้งที่เธอถูกระยะห่างที่สร้างขึ้นเองทำให้อ้างว้าง ความรู้สึกแบบนี้ทำร้ายเธอทุกครั้งที่พาตัวเองห่างออกมาจากอเล็กซิส แต่เธอก็ต้องทำ ยังย้ำกับตัวเองว่าอย่าได้ชินกับการมีเขาเลย เพราะเธอจะต้องเจ็บปวดกว่านี้เนื่องจากไม่อาจอยู่เคียงข้างเขาได้ตลอดไป

“อเล็กซิสเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับลิลเมื่อเช้าให้ฟังแล้ว จากนี้ไปลุงคงให้ลิลไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้”

ผู้เป็นลุงเริ่มต้นด้วยสีหน้าจริงจัง แม้ทุกอย่างจะผ่านไปแล้วแต่ก็ยังทำให้ไม่สบายใจนัก อย่างเดียวที่พอจะโล่งใจได้คือหลานสาวไม่เป็นอะไรแม้รอยข่วน โชคดีเหลือเกินที่อเล็กซิสมาช่วยลิลลาภาไว้ได้ก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้น

สิ่งที่นายแพทย์จักรพัฒน์ไม่รู้คือ ‘การรักษา’ ของอเล็กซิสได้ทำให้ไม่เหลือร่องรอยบาดเจ็บใดๆ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งเจ้าตัวและลิลลาภาก็ไม่คิดจะปริปากบอกแม้แต่ครึ่งคำ

ลิลลาภาเหลือบตาไปมองอเล็กซิส คำพูดที่ว่าคนพวกนั้นมาจับตัวเธอเพราะเขายังคงเป็นเสี้ยนปักคาใจอยู่ แต่การซักไซ้เขาต่อหน้าคุณลุงไม่ใช่ความคิดที่เข้าท่า บางอย่างบอกเธอว่าจุดประสงค์ของคนพวกนั้นอาจเกี่ยวข้องกับตัวตนแท้จริงของอเล็กซิส ซึ่งเธอไม่พร้อมจะให้คุณลุงรู้

คุณลุงไม่จำเป็นต้องรู้…เพื่อตัวท่านเอง

“ปกติลิลก็ไม่ค่อยจะได้ไปไหนอยู่แล้ว แค่บ้านเสมวรรณ์ โรงพยาบาล แล้วก็บ้านคุณยาย ถ้าจะทำให้คุณลุงสบายใจขึ้น…จากนี้ไปลิลจะใช้รถที่บ้านนะคะ”

จักรพัฒน์พยักหน้าพอใจ การเป็นคนมีเหตุผล ไม่รั้นดันทุรังของหลานสาวเป็นสิ่งที่ทำให้วางใจได้เสมอ อาจเป็นคนมุ่งมั่นในงานที่ทำ แต่ลิลลาภาไม่เคยทำให้ท่านต้องหนักใจในเรื่องส่วนตัวเลย จะมีก็แค่เป็นห่วง โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่หลานสาวถอนหมั้นจากอเล็กซิส และกลับเมืองไทยด้วยแววตาของคนที่หัวใจหลุดลอย

‘มันจบลงแล้วค่ะ ไม่มีใครอยู่ในโลกของความฝันได้ตลอดไป’

เหตุผลเพียงเท่านี้กับน้ำเสียงเศร้าสร้อยของลิลลาภาทำให้ท่านตัดใจไม่ซักไซ้ ที่ไม่เคยบอกหลานสาวเช่นกันคือก่อนหน้าที่ลิลลาภาจะกลับประเทศไทยท่านได้รับการติดต่อล่วงหน้าจากอเล็กซิสและครอบครัวซูวารอฟที่ยืนยันว่าไม่มีการถอนหมั้นใดๆ ทั้งสิ้น

‘ขอให้มั่นใจได้ว่าไม่มีเรื่องด่างพร้อยใดๆ เกิดขึ้น หนูลิลแค่ต้องการเวลาค่ะ การที่คนสองคนซึ่งแตกต่างกันทุกด้านจะใช้ชีวิตร่วมกันย่อมมีบางสิ่งต้องทำใจ แต่ดิฉันยืนยันว่าอเล็กซิสรักและจะไม่มีวันยอมสูญเสียหนูลิลไป’

มาดามซูวารอฟกล่าวกับท่านด้วยตัวเองอย่างหนักแน่น นั่นเองที่ทำให้ท่านยอมวางมือ ให้เวลาลิลลาภาได้ไตร่ตรองทุกอย่างด้วยตัวเอง เก้าเดือนที่ผ่านมาได้แต่เฝ้ามองอยู่เงียบๆ เกือบเริ่มจะไม่มั่นใจเสียแล้วกระทั่งวันนี้ที่อเล็กซิสกลับมาทวงคืนคู่หมั้นของเขา

“ลิลยังติดคนไข้อีกหลายคนไหม”

คำถามนี้ของผู้เป็นลุงฟังแปร่งหู ลิลลาภามองกลับไปด้วยแววตาคำถามแม้จะตอบท่านแต่โดยดี

“นอกจากที่กำลังติดตามผลก็มีเคสที่นัดผ่าตัดอาทิตย์นี้อีกสองรายค่ะ ทำไมคะ มีอะไรเกี่ยวกับคนไข้ลิลเหรอคะ”

“ลิลต้องไปวลาคอฟ”

ชื่อประเทศเล็กๆ ทางตอนเหนือของยุโรปที่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอเล็กซิสทำให้ลิลลาภาหน้าเสีย รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที

“ไม่ไปค่ะ ทำไมต้องไป ลิลไม่มีอะไรที่นั่น”

ไปไม่ได้! เธอกลับไปที่นั่นอีกไม่ได้ แค่อเล็กซิสมา…อยู่ตรงนี้ก็ยากกับเธอมากเกินไปแล้ว

“คุณมีผม เราจะไปด้วยกัน”

อเล็กซิสยื่นมือมากุมมือเธอไว้ ลิลลาภาพยายามจะดึงออกทว่าไร้ผล อาจนุ่มนวลแต่แข็งแกร่ง และไม่ยอมผ่อนปรนง่ายๆ สายตามองแน่วแน่อย่างคนที่ต้องได้ตามต้องการเท่านั้น เขามาเพื่อเธอ และต้องมีเธอไปด้วย ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังยืนกรานความตั้งใจของตัวเอง

“เราจบกันแล้วซาช่า…ฉันกลับไปกับคุณไม่ได้”

“คุณยังเป็นคู่หมั้นผม ผมไม่เคยยอมรับการถอนหมั้นอะไรทั้งนั้น” น้ำเสียงอเล็กซิสราบเรียบแต่หนักแน่น สายตาเข้มจัดมองประกาศสิทธิ์ที่เขาจะไม่มีวันยอมให้ถูกถอดถอนเป็นอันขาด

ความรักและความปรารถนาที่มีเพียงเธอในสายตาคู่นั้นทำให้ลิลลาภาทั้งสุขและทุกข์ใจ เป็นสุขที่รู้ว่าเธอยังเป็นที่รักของเขาเสมอ แต่ก็ทุกข์ใจเพราะรู้ว่าตัวเองเข้มแข็งไม่พอที่จะยืนเคียงข้างเขา ที่สุดจึงทนมองต่อตาเขาต่อไปไม่ได้

นายแพทย์จักรพัฒน์มองหลานสาวและชายหนุ่มที่แสดงชัดเจนเสมอมาว่ารู้สึกอย่างไรต่อหลานของท่าน จนวันนี้ท่านก็ยังจำประโยคแรกไม่อ้อมค้อมของเขาได้ดี

‘ผมรักลิลลา อยากใช้ชีวิตร่วมกับเธอ’

ที่นายแพทย์จักรพัฒน์แปลกใจคือตัวเอง ทำไมจึงยอมรับผู้ชายคนนี้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่แค่เพียงอเล็กซิสเท่านั้น แม้แต่พ่อแม่ของเขาก็เช่นกัน คนในตระกูลซูวารอฟมีบางอย่างที่ทำให้ท่านเชื่อมั่นว่าจะฝากชีวิตหลานสาวคนสำคัญไว้กับพวกเขาได้ แม้อาจหมายถึงการที่เธอจะถูกพรากไปไกลค่อนโลก สำคัญที่สุดคือตัวลิลลาภาเอง สายตาที่เธอมองอเล็กซิสที่เคยได้เห็นตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งตอนนี้ทำให้แน่ใจว่าหลานสาวของท่านรักเขา รักทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายหันหลังจากมา

“ทางซูวารอฟไม่เคยยอมรับการถอนหมั้นของลิล อเล็กซิสบอกว่ามาดามซูวารอฟมีบางอย่างให้ลิลด้วย เป็นเรื่องทางกฎหมายที่จะต้องจัดการให้เรียบร้อย”

“คุณแม่…”

ลิลลาภาคิดถึงสุภาพสตรีที่เมตตาเธอเสมอ และของที่ท่านขอให้เธอเก็บรักษาเอาไว้ มารดาของอเล็กซิสอาจยอมให้เธอจากมาแต่ลิลลาภาก็รู้ดี…ท่านไม่เคยยอมให้สายสัมพันธ์ขาดลอย

“ลิลไม่รับค่ะ อันที่จริงมีของที่ลิลต้องคืนท่านเสียด้วยซ้ำ” ลิลลาภาบอกด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แม้จะใจหายแต่ก็นึกโล่งใจที่เธอหยิบสิ่งที่เปรียบได้กับสายใยสุดท้ายที่ผูกพันเธอกับบ้านซูวารอฟมาจากบ้านคุณยายด้วย

ในที่สุดก็ถึงเวลาส่งคืน…

จักรพัฒน์มองหลานสาวที่แววตาหม่นแสงลงไปวูบหนึ่งก่อนจะกลับมานิ่งมั่นคง ไม่มีสักคำจะถามถึงสิ่งที่อีกฝ่ายมอบให้ ท่าทางตัดใจแน่วแน่ที่เห็นทำให้ท่านเหลือบตาไปมองอเล็กซิสอย่างหนักใจ ยิ่งเมื่อลิลลาภาเอ่ยถึงขั้นตอนทางกฏหมายที่ต้องทำ

“ให้ทนายของเสมวรรณ์ทำเอกสารสละสิทธิ์ส่งไปได้ไหมคะ หรือคุณ…ส่งเอกสารของคุณมาก็ได้ ฉันจะเซ็นให้” ประโยคหลังลิลลาภารวบรวมความกล้าหันไปมองต่อตาอเล็กซิส แม้ดวงตาของเขาจะทำให้เธอหายใจสะดุดก็ตาม

“ไม่ได้ คุณต้องไปเซ็นที่โน่น ต่อหน้านักกฎหมายของซูวารอฟ”

“แต่…” ลิลลาภาตั้งท่าจะค้าน แต่แล้วประโยคต่อมาของอเล็กซิสก็ทำให้เธอพูดไม่ออก

“คุณไม่คิดจะไปลาคุณแม่ของผมเป็นครั้งสุดท้ายเลยหรือ”

“ลุงเห็นด้วย อย่างน้อยลิลควรไปลา พิธีอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า อเล็กซิสมาเพื่อรับลิลไปร่วมพิธี”

ลิลลาภานิ่งไป ความปรานีทั้งหมดที่ได้รับจากมาดามซูวารอฟทำให้ตัดสินใจลำบาก เธอกลัว…สิ่งที่กลัวมากที่สุดคือใจตัวเอง การกลับไปยังที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำมากมายระหว่างเธอกับอเล็กซิสไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเธอ

“เราต้องทำเรื่องทางกฎหมายให้เรียบร้อย ไม่อย่างนั้นทางคุณจะต้องมีเรื่องยุ่งยากใจอีกมาก โดยเฉพาะในฐานะคู่หมั้นของผม”

หัวใจลิลลาภากระตุก ทั้งที่เป็นฝ่ายร่ำร้องมาตลอด ทว่าเมื่อได้ยินอเล็กซิสยอมให้การหมั้นหมายสิ้นสุดจากปากของเขาเองในที่สุด ก็กลับเป็นฝ่ายใจหายเสียเอง

“เว้นแต่คุณจะอยากคงสถานะคู่หมั้นของผมไปเรื่อยๆ แบบนี้”

“ฉันจะไปค่ะ” ลิลลาภาเอ่ยแทรกขึ้นทันทีราวกับทนฟังต่อไปไม่ได้ การตัดรอนจากเขาไม่ต่างจากมีดที่กรีดลงมาบนเนื้อหัวใจ แม้เสียงหนึ่งในใจจะบอกตัวเอง

นี่ไม่ใช่หรือที่รอ…ในที่สุดอเล็กซิสก็จะยอมปล่อยเธอไป…

ตลอดเวลาที่พยายามเตือนตัวเองลิลลาภาไม่ได้มองไปทางผู้เป็นลุง จึงไม่ได้เห็นสายตาหนักใจระคนรู้สึกผิดของท่านที่กำลังนึกขอโทษหลานสาวเงียบๆ

เพื่อลิล… นอกจากอเล็กซิสแล้วก็คงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่านี้ที่จะฝากแก้วตาดวงใจของท่านไว้ในมือ

 

Novel

อสุราร่ายรัก บทที่ 4

14285040_10210730695127739_1541270745_oลิลลาภานิ่งขึงอยู่ในอ้อมแขนที่ไม่คาดฝัน ความอบอุ่นแผ่กระจายไปทั่วร่างกายสั่นสะท้าน หัวใจซึ่งเต้นรัวแรงด้วยความกลัวจากภัยที่ถึงแก่ชีวิตเมื่อครู่มายามนี้แผ่วจนแทบเป็นสะอื้น ตามองใบหน้าคมคร้ามราวรูปสัมฤทธิ์ฝีมือปฏิมากรเอกที่จัดแสดงในหอศิลป์ซึ่งกำลังก้มลงมาหาเหมือนไม่อยากเชื่อว่าเป็นความจริง

ดวงตาสีอำพันลึกล้ำที่มองสบยังทำให้เธอหลงหายเข้าไปได้เหมือนที่เคยเป็นมา ขณะที่ร่างกายขยับสูดลมหายใจลึกรับไออุ่น และกลิ่นกายคุ้นเคยที่จากมานานของเขาเข้าไปราวกับเผลอไผล แม้สมองจะสั่งว่าอย่ารู้สึก แต่หัวใจเธอกลับไม่ยอมเชื่อฟังแม้แต่นิดเดียว

คิดถึง…โหยหา พระเจ้า…หัวใจเธอยังคงเพรียกหาเขา…ซาช่าของเธอ…

“คุณอเล็กซิส”

เสียงเรียกของใครคนหนึ่งทำลายมนตร์ขลังใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้น ลิลลาภาเบือนหน้าหนีจากดวงตาที่สะกดเธอไว้ได้เสมอ มือดันแผ่นอกกว้างพร้อมกับพยายามเบี่ยงตัวให้ห่างทันที พยายามยึดสติไว้ให้มั่นเพื่อจะไม่หลงเพริดไปกับความโหยหาที่ถูกปลุกขึ้นมาเพียงเพราะได้พบเขาอีกครั้งหนึ่ง

“ปะ…ปล่อยฉัน”

ให้คิดถึง…ให้รักเขาแค่ไหนเธอก็ยังกลัวที่จะอยู่เคียงข้างเขาอย่างที่บ้านซูวารอฟต้องการ

“คุณบาดเจ็บ” แทนที่จะยอมปล่อย อเล็กซิสกลับช้อนร่างลิลลาภาขึ้นมาอุ้มแนบอก คิ้วมุ่นเข้าหากันน้อยๆ ตามองสำรวจรวดเร็ว “เจ็บตรงไหน ข้อเท้าหรือเท้า ตรงนี้ดูไม่ได้เสียด้วย”

“ซาช่า! คุณต้องปล่อยฉัน” ลิลลาภาประท้วงพร้อมกับดิ้นรน ทว่ากลับเหมือนยั่วยุให้อีกฝ่ายหันมามองดุพร้อมกับกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นอีก

“อย่าดิ้น ผมไม่ได้มาคราวนี้เพื่อปล่อยคุณไป หมดเวลาวิ่งหนีแล้วที่รัก ขอให้แน่ใจได้เลยว่าผมจะไม่ไปไหนถ้าไม่มีคุณ”

น้ำเสียงไม่มีรอยข่มขู่แต่กลับทำให้ลิลลาภาเย็นเยียบไปทั่วแผ่นหลังทันที เธอรู้จักโทนเสียงนี้ของเขาดี อเล็กซิสหมายความตามคำพูดทุกคำ และจะไม่มีทางยอมรับการปฏิเสธใดๆ โดยเฉพาะในวันนี้ที่ไม่มีมารดาของเขาช่วยเกลี้ยกล่อมอีกแล้ว

เจ้าของเสียงเรียกชื่ออเล็กซิสก้าวเข้ามาก่อนที่ลิลลาภาจะได้ตอบโต้ เป็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งสวยจัดแม้อยู่ในเครื่องแต่งกายทะมัดทะเมงดำสนิท อิริน่า ยูริคอฟ คนสนิทของเขาที่ลิลลาภาจำได้ว่าไม่เคยห่างกายอเล็กซิส อิริน่ามองลิลลาภาด้วยแววตาระลึกได้ ครู่หนึ่งก็เลื่อนสายตาไปยังผู้ที่อุ้มเธอไว้

“ได้ตัวมาคนหนึ่ง ที่เหลือหนีไปได้ ตำรวจกำลังมา เราต้องไปกันแล้ว”

“จัดการเสียแล้วปล่อยไปเลย อย่าทิ้งช่วงนานให้กลายเป็นข้อสงสัย” อเล็กซิสสั่งรวดเร็ว

“จัดการอะไร คุณจะฆ่าเขาไม่ได้นะ ที่นี่มีกฎหมาย ส่งเขาให้ตำรวจสิ”

ลิลลาภาตื่นตระหนก เธอรู้จักอเล็กซิสและผู้ที่อยู่รอบกายของเขา การเอาชีวิตไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งคือสิ่งที่เธอรับไม่ได้ แต่อีกฝ่ายไม่ฟัง

“กฎหมายของคุณทำอะไรคนพวกนี้ไม่ได้หรอก สุดท้ายอาจมีตายเปล่า” อเล็กซิสบอกเสียงเป็นปกติเหมือนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ ขณะที่อิริน่ามองมายังลิลลาภาด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนจะถอยไปจัดการตามคำสั่ง ปล่อยให้อเล็กซิสจัดการผู้ที่ประท้วงอยู่ในอ้อมแขนของเขาเอง

“คุณจะทำตัวเป็นพวกเหนือกฎหมายที่นี่ไม่ได้นะ แล้วก็ปล่อย ฉันจะไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้น ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของฉัน และฉันต้องการให้ตำรวจจัดการ ไม่ใช่คุณ”

“คนพวกนี้จะมาจับตัวคุณเพราะผมลิลลา” อเล็กซิสเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สัมผัสจากกายแนบกายทำให้ลิลลาภารู้ว่าเขากำลังเครียดอยู่ไม่น้อย

“จับฉัน? ทำไม ฉันกับคุณ…เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว”

พูดออกไปแล้วหัวใจก็สะอื้น การจากเขามา ทำทุกอย่างเพื่อตัดความสัมพันธ์ใดๆ ที่มีต่อกันยังเป็นความปวดร้าวของเธอเสมอ เธอรักเขา…อเล็กซิส ซูวารอฟ ผู้ชายที่ขโมยหัวใจเธอไปตั้งแต่วินาทีที่เธอพลาดไปมองสบดวงตาเขาครั้งแรก

“นั่นคือสิ่งที่คุณทึกทักเอาเอง ไม่ว่าคุณจะยอมรับหรือไม่เรายังเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันเสมอลิลลา” น้ำเสียงของอเล็กซิสเข้มจัด อ้อมแขนที่โอบรัดกระชับแน่นขึ้นอีก ตาก้มลงมองจ้องหญิงสาวที่ไม่ยอมสบตาเขา ขณะพาเดินกลับออกไปจากที่รกร้าง

“เรื่องของเรามันจบไปแล้ว ปล่อยฉัน…คุณสัญญาแล้วว่าจะปล่อยฉันไป”

ลิลลาภาอ้อนวอน การได้กลับมาอยู่ในอ้อมแขนเขาอีกครั้งบอกให้รู้ว่าความพยายามลืมเขาไม่เคยได้ผล ขณะเดียวกันก็แน่ใจ เธอยังกลัวบางอย่างในตัวเขาอยู่ดี

“ผมไม่เคยพูดว่าจะปล่อยคุณไป และเชื่อผมเถอะ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณแม่…เราคงแต่งงานกันไปนานแล้ว”

“ไม่มีทาง ฉันคืนแหวนหมั้นให้คุณไปแล้วซาช่า เราจะไม่แต่งงานกัน”

“เราจะไม่คุยเรื่องนี้กันตอนนี้ที่รัก”

เสียงเรียกขานรักใคร่มีแต่จะยิ่งบีบหัวใจลิลลาภา การได้เป็นที่รักของเขาคือสิ่งที่เธอต้องการมากกว่าอะไรทั้งหมด จนตอนนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น และนั่นเองที่ทำให้น้ำหนักความรู้สึกผิดยิ่งกดทับลงมา เธอรักเขา…แต่ไม่มากพอจะยอมรับทุกอย่างในตัวเขาได้

“ฉันไปกับคุณไม่ได้ซาช่า ได้โปรด คุณกำลังทำให้เรื่องมันยากขึ้น”

อเล็กซิสไม่มีทีท่าว่าจะรับฟังคำขอร้อง ลิลลาภาเพิ่งรู้ตัวว่าถูกอุ้มเดินออกมาจนถึงถนนที่เธอทิ้งรถเอาไว้ รถคนร้ายที่จอดอยู่หน้าต้นไม้ยังอยู่ที่เดิมรวมทั้งมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ถัดไปเป็นลีมูซีนสีดำสนิทและรถเอสยูวีสีเดียวกันสองคันที่ลิลลาภาเดาว่าเป็นของอเล็กซิสและคนของเขา

ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวเข้าไปที่รถของเธอ ประจำที่นั่งคนขับแล้วขับออกไปก่อนทันที

“รถฉัน! คนของคุณจะขับรถฉันไปไหน”

ลิลลาภาโวยวายเมื่อเห็นรถตัวเองแล่นจากไป อเล็กซิสไม่สนใจก้าวขึ้นรถลีมูซีนทั้งที่ยังอุ้มเธออยู่ ประตูถูกปิดทันทีกั้นเธอกับเขาไว้จากโลกภายนอก คนของเขาขึ้นประจำที่ขับออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องหันกลับไปมองลิลลาภาก็รู้ว่าอีกเพียงครู่เดียวสถานที่แห่งนั้นจะว่างเปล่าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตำรวจหรือใครก็ตามที่มาถึงภายหลังจะไม่ได้หลักฐานอะไรแม้แต่ชิ้นเดียว

อเล็กซิสวางร่างลิลลาภาลงที่เบาะข้างตัว ไม่ได้ปล่อยเธอให้เป็นอิสระแต่เพื่อจะได้ดูแลเท้าข้างที่เจ็บ

“ให้ผมดูเท้าคุณ”

“มะ…ไม่ต้อง”

ลิลลาภาชักเท้าห่างไม่ยอมง่ายๆ ทว่าที่สุดก็พ่ายแพ้เขาอยู่ดี การขยับที่มีจังหวะหนึ่งกระเทือนข้อเท้าทำให้ถึงกับครางออกมาด้วยความเจ็บปวด อเล็กซิสนิ่วหน้า แววตาชัดว่าไม่พอใจนัก เขาจัดการถอดรองเท้าให้เธอเพื่อจะได้สำรวจ มือใหญ่แตะขาและข้อเท้าเล็กๆ อย่างอ่อนโยน แต่ก็ทิ้งเปลวไฟเอาไว้ทุกที่ด้วยสัมผัสที่ทำให้หัวใจเธอสั่นได้เสมอ

“ข้อเท้าคุณน่าจะพลิก ปวดมากไหม” ดวงตาสีอำพันหันมามองสบ มีความเป็นห่วง…รักอยู่ในดวงตาคู่นั้น

“ไม่ค่ะ”

ลิลลาภาส่ายหน้าแล้วเลี่ยงมองไปทางอื่นก่อนที่ดวงตาเขาจะทำให้เธอหลอมละลาย แค่นี้เธอก็รวบรวมความเข้มแข็งไว้แทบไม่ได้แล้ว

“พอเถอะค่ะ ฉันเป็นหมอ ดูแลตัวเองได้”

ลิลลาภากำลังจะชักเท้าห่างออกมาอยู่แล้วเมื่อได้ยินเสียงนุ่มนวลเอ่ยพร้อมกับที่มือใหญ่กำรวบข้อเท้าเล็กๆ ที่กำลังเริ่มบวมของเธอ

“คุณก็รู้ว่าผมทำได้ดีกว่า อดทนนิดนะ…คุณอาจจะร้อนสักหน่อย”

ความรู้สึกร้อนผ่าวถูกส่งผ่านมาจากมือใหญ่ ห่อหุ้มข้อเท้าที่พลิกของเธอไว้ แทรกลึกลงไปยังกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่บาดเจ็บ ความเจ็บปวดค่อยๆ หายไป ลิลลาภาควรแปลกใจในการรักษาอันแสนอัศจรรย์นี้หากมันจะเป็นครั้งแรก ถึงอย่างนั้นความกลัวก็แล่นผ่านเข้ามาในหัวใจอยู่ดี

นี่คือส่วนหนึ่งของอเล็กซิสที่เธอกลัว

ก่อนหน้านี้ลิลลาภาไม่เคยกลัวความสามารถนี้ของอเล็กซิส ยังอุ่นใจและคิดไปว่าเขามีพรสวรรค์ที่เหมือนคุณยายเสียด้วยซ้ำ การมีเขาโอบกอดในวันที่ล้าเปลี้ยหมดแรงทำให้เธอทั้งอุ่นใจและผ่อนคลายเช่นเดียวกับยามอยู่บ้านคุณยายเขาคือที่พักพิงที่เธอไว้ใจ กระทั่งวันที่ลิลลาภาพบว่าตัวตนแท้จริงของเขาคือสิ่งทน่าสะพรึงกลัว

ลิลลาภาอดเลื่อนสายตาไปมองมุมปากอเล็กซิสไม่ได้ ใบหน้าคมคายไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดผิดไปจากชายหนุ่มหน้าตาดีมากคนหนึ่ง ถึงอย่างนั้นก็ไม่เลือนภาพบางอย่างที่อยู่ในใจเธอลงได้ เมื่อเขาละมือในเวลาต่อมาจึงแทบลนลานรีบขยับตัวห่างออกมา อาจไปได้ไม่ไกลนักทว่าเธอต้องการเว้นระยะ สายตาเข้มจัดของอเล็กซิสมองตามมาแต่ก็แค่นั้น แล้วการที่เขายอมให้มีระยะห่างกลับทำให้ลิลลาภารู้สึกอ้างว้างขึ้นมาเสียเอง

ลิลลาภายกมือแตะละอองตะวัน คิดถึงคุณยาย…อยากได้กำลังใจจากท่าน แล้วก็ได้ยินเสียงนิ่งเย็นตั้งคำถามทันที

“ผมไม่เคยเห็นคุณมีสร้อยอะไรแบบนั้น อะไร…มาจากไหน” ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของชัดในน้ำเสียงนั้น แม้ไม่อยากยอมรับแต่หัวใจลิลลาภาโลดแรงดีใจที่เขายังหวงแหนเธออยู่

“เครื่องรางของคุณยายค่ะ ท่านเพิ่งให้” ตอบไปแล้วก็เบือนหน้าไปมองด้านนอก หางตาเห็นสีหน้าคล้ายพอใจคำตอบของเขา รถกำลังแล่นไปข้างหน้าซึ่งไม่รู้ว่าจะไปไหนทำให้ลิลลาภาไม่สบายใจ สุดท้ายก็หันไปมองอเล็กซิสอีกครั้งอยู่ดี

“คุณจะพาฉันไปไหน ฉันไปกับคุณไม่ได้นะซาช่า ที่บ้าน…คุณลุง ที่สำคัญวันนี้ฉันมีนัดผ่าตัด คนไข้รอฉันอยู่ ได้โปรดเถอะค่ะ…ฉันขอร้อง ปล่อยฉันไปเถอะ”

“คุณจะได้ไปโรงพยาบาล ไปดูแลคนไข้ของคุณ ระหว่างนั้นผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณลุงของคุณ แล้วเราจะคุยกัน” อเล็กชิสบอกเสียงเรียบ แต่นัยประโยคทำให้คนฟังตื่นตกใจ

“คุยกับคุณลุง? คุณจะคุยอะไรกับคุณลุง แล้วคนพวกนั้นเป็นใคร ทำไมคุณบอกว่าเขามาจับตัวฉันเพราะคุณ นี่มันอะไรกันคะ ฉันไม่เข้าใจ”

“…”

ความเงียบเป็นคำตอบที่ลิลลาภาได้รับ ใบหน้าคมคร้ามที่เครียดขึ้นมาทันตาเห็นและไม่มองเธออีกแล้วทำให้ใจคอไม่ดี

“ซาช่า ฉันต้องการคำอธิบายนะคะ”

“คุณมีผ่าตัด ต้องการสมาธิ เพราะฉะนั้นเราจะยังไม่คุยอะไรกันตอนนี้”

เหตุผลที่ใช้ผลักไสเขาถูกนำกลับมาย้อนเข้าตัวเอง แต่คราวนี้เป็นลิลลาภาบ้างที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ การที่เขามาอยู่ที่นี่ตอนนี้ทำให้เธอเต็มไปด้วยคำถามมากมายเหลือเกิน

“คุณมาได้ยังไง ฉันเห็นข่าวเมื่อวาน…คุณยังอยู่ที่โน่น”

อเล็กซิสผ่อนร่างพิงเบาะพร้อมกับถอนหายใจ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ได้พบกันที่ลิลลาภาได้พิศมองเขาเต็มตา ใบหน้าคมคร้ามที่ยังทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะเหมือนจะซูบไป ไรเขียวล้อมกรอบดวงหน้าทำให้ดูตอบกว่าที่จำได้ เธอเคยคิดว่าเขาจะแข็งแรงไม่รู้จักเจ็บจักไข้…เข้าใจผิดไปเองสินะ

แววตาที่ยังไม่หันมามองเธอหมองผิดตา ทั้งยังดูเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยรอยครุ่นคิด อาการกอดอกนั่งนิ่งทำให้เขาเหมือนจอมคนที่โดดเดี่ยว…ยิ่งใหญ่แต่สูญเสีย ภาพเขาตรงหน้าทำให้ลิลลาภาคิดถึงสิ่งที่รู้ว่าเขากำลังเผชิญอย่างเดียวดาย แล้วความอาทรที่ยังมีต่อเขาเสมอก็มีอำนาจเหนือทุกความรู้สึก เธอยื่นมือออกไป แตะเบาๆ บนท่อนแขนแข็งแรงอย่างอ่อนโยน

“ฉันเสียใจด้วยเรื่องคุณพ่อคุณแม่ของคุณ”

สายตานิ่งลึกหันมามองเธอเต็มตาอีกครั้ง ความเจ็บปวดเสียใจอยู่ในนั้น และกำลังสะท้อนใจลิลลาภาไปด้วย อเล็กซิสรักพ่อแม่ของเขา โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ที่แสนอ่อนโยน ลิลลาภาเคยได้เห็นกับตามาแล้ว…มือที่ปัดเป่าโน้มน้าวผู้ชายแข็งแกร่งอย่างเขาได้ไม่ใช่มือที่ใหญ่โตแข็งแรง หากแต่เป็นมือที่นุ่มนวลและเต็มไปด้วยความรักของผู้เป็นแม่ มาดามซูวารอฟเป็นที่รักของสามีและลูกชายอย่างแท้จริง แม้ไม่พูดออกมาแต่ลิลลาภารู้…การสูญเสียพวกท่านเป็นเรื่องหนักหนาสำหรับอเล็กซิส

“ความรักของพวกท่านจะอยู่กับคุณเสมอนะคะซาช่า”

ลิลลาภาอยากปลอบเขาให้ได้มากกว่านี้ อาจอยากสิ้นสุดความผูกพันต่อกัน แต่การได้เห็นความทุกข์ของเขาก็ทำให้ทนไม่ได้ และก่อนที่เธอจะทันได้ทำอะไรต่อไป เสียงคำรามต่ำในลำคอของอเล็กซิสก็ดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างของเธอถูกรั้งเข้าไปหาแผ่นอกกว้าง ลิลลาภาเกือบจะประท้วงอยู่แล้วเมื่อได้ยินเสียงอู้อี้ของเขาดังชิดซอกคอ

“ผมคิดถึงคุณเหลือเกินลิลลา”

น้ำเสียงอ่อนล้าที่กระซิบแว่วเพียงกับเธอทำให้หัวใจที่ห่วงหาเขาเสมอไหวสะท้าน มือที่ขยับเตรียมจะผลักไสกลายเป็นวางทาบไปบนร่างกายใหญ่โต ไล้เบาๆ เพื่อปลอบประโลม

อาจกลัวเขา…อาจหวั่นหวาด ทว่าในเวลานี้ลิลลาภาไม่ปรารถนาอะไรมากไปกว่าได้ปลอบโยนเขาผู้ที่กำลังต้องเผชิญหน้าอยู่กับความสูญเสียตามลำพัง พร้อมกับสะอื้นไห้เงียบๆ กับตัวเอง

เธอก็คิดถึงเขาเหลือเกิน…

Novel

อสุราร่ายรัก บทที่ 3

Azura2

เสียงนกร้องปลุกลิลลาภาที่หลับยาวข้ามคืน หลังปล่อยให้ตัวเองได้ระลึกถึงอดีตที่เคยพยายามเก็บกดไว้อย่างเต็มที่ เธอก็หลับสนิทไม่มีความฝันน่ากลัวหรือความรู้สึกเศร้าสร้อยใดๆ แผ้วพานมารบกวนแม้แต่น้อย สายสร้อยบ้านซูวารอฟยังอยู่ติดมือเมื่อตื่นขึ้นมา เธอเก็บมันลงกล่อง ก่อนเอาไปใส่ในกระเป๋าถือด้วยตัดสินใจที่จะส่งมันคืนสู่เจ้าของเดิมแล้วจริงๆ

ค่อยคิดทีหลังว่าจะส่งคืนอย่างไร แต่เธอคงเก็บไว้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

ฟ้ายังไม่สางเมื่อลิลลาภาล้างหน้าล้างตาแล้วออกมายืนมองส่งความมืดที่ระเบียง อากาศยามเช้าเย็นสบายสดชื่น เธอสูดลมหายใจลึก ยิ้มเมื่อได้กลิ่นข้าวสุกระอุโชยมาจากครัว เสียงร้องเหมียวๆ แว่วมาจากข้างหลังก่อนที่วิฬาร์ซึ่งอยู่เป็นเพื่อนมาทั้งคืนจะกระโดดผลุง ไต่ไปตามขอบระเบียงและหลังคา ลงไปหาคุณยายที่กำลังง่วนอยู่กับต้นไม้ของท่านตรงสวนสมุนไพรหลังบ้าน

ลิลลาภามองภาพที่เห็นตรงหน้าด้วยแววตาอ่อนแสง รู้สึกว่าตัวเองได้อยู่ ‘บ้าน’ อย่างแท้จริง อาจไม่กว้างขวางใหญ่โต พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัยและคนรับใช้อย่างบ้านเสมวรรณ์ เป็นเพียงเรือนไม้หลังน้อยที่มีเพียงลาวัลย์คนเดียวช่วยคุณยายบำรุงรักษาและวิฬาร์ แต่ที่นี่ให้ความสุขสงบกับหัวใจเธอได้เป็นอย่างดีเสมอ การได้รับความรักอย่างล้นเหลือจากคุณลุงบางครั้งก็ทำให้ละอายที่หัวใจเธอมักโอนเอียงโหยหาบ้านหลังนี้มากกว่าบ้านเสมวรรณ์

“ตื่นแล้วเหรอลูก ลงมาข้างล่างหายายหน่อยสิลิล”เสียงคุณยายร้องเรียก

ลิลลาภาส่งยิ้มรีบรับคำสีหน้าสดใส ไม่นานก็ลงมายืนข้างกายท่าน มองดอกไม้ดอกเล็กในขวดแก้วใบจิ๋วร้อยเชือกที่ถูกส่งมา

“อะไรคะ สวยจัง”

ลออแสงสีรุ้งสว่างวาบขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อเธอรับมาถือไว้ ดวงตาลิลลาภาเป็นประกายมองไม่วางตาแม้จะกลายเป็นเพียงดอกไม้ธรรมดาปราศจากแสงเรืองลออใดๆ ให้เห็นอีก

“ของลิล…ละอองตะวัน หมู่นี้ยายขอให้พกติดตัวได้ไหมลูก” บางอย่างในน้ำเสียงของผู้เป็นยายทำให้ลิลลาภาหันกลับไปมองท่านอย่างแปลกใจ

“คุณยาย…มีอะไรจะเตือนลิลหรือเปล่าคะ”

ดวงตาของคุณยายเหมือนมีบางสิ่งกวนใจ ลิลลาภามองท่านถอนหายใจ เอียงแก้มรับมือนุ่มที่ยื่นมาทาบประคองใบหน้า

“มีบางอย่าง…ไล่ตามลิลของยาย บางอย่างที่ยายมองไม่เห็นว่าเป็นอะไร รู้แต่ว่าแน่วแน่เหลือเกิน ลิล…หมู่นี้ฝันร้ายใช่ไหมลูก”

แววตาลิลลาภาไหววูบ คิดถึงฝันร้ายที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังแม้แต่คุณยาย ทั้งรู้ว่าท่านสัมผัสความรู้สึกหวั่นไหวไม่มั่นคงทางอารมณ์ใดๆ ก็ตามของเธอได้โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในบ้านหลังนี้ จนวันนี้เธอก็ยังไม่เคยปริปากแม้สักคำถึงฝันร้ายหลอกหลอน และเหตุผลแท้จริงที่ถอนหมั้นกับอเล็กซิสแล้วเซซังกลับเมืองไทยเมื่อเก้าเดือนก่อนอยากลืม…ลืมทุกอย่างที่นั่นให้หมด และนั่นเองทำให้เธอปัดอดีตที่ทำท่าจะปรากฏตัวขึ้นมาออกจากหัวทันที

ไกลจนเกือบค่อนโลก…ไม่มีทางที่มันจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณยายห่วง

ทุกอย่างจบลงแล้วที่นั่น…แม้อเล็กซิสจะไม่ยอมรับการถอนหมั้นแต่เขาไม่เคยติดต่อหรือคิดติดตามมา…ไม่มา…

“ลิล…”

เสียงคุณยายดึงลิลลาภาออกมาจากภวังค์ความคิด เธอหันไปส่งยิ้มสดใสที่สุดให้ท่าน เลือกที่จะปฏิเสธเหมือนเคย

“ไม่นี่ค่ะ เวลามาหาคุณยายลิลไม่เคยฝันร้ายเลย คุณยายก็รู้”

คุณมนตราถอนหายใจหนักหน่วง สิ่งที่หลานสาวบอกไม่ผิดหรอก บ้านนี้จะเป็นสถานที่ที่มั่นคงปลอดภัยเสมอทั้งทางร่างกายและจิตใจ คนในบ้านจะได้รับการปกป้องด้วยสิ่งที่ท่านชำนาญเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่รู้สึกเกี่ยวกับหลานสาวก็ยังรบกวนจิตใจ อาจ ‘รู้’ อะไรมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะล่วงรู้ได้ทั้งจักรวาล บ่อยครั้งการรับรู้เพียงเสี้ยวส่วนเหล่านั้นทำให้คุณมนตราไม่ชอบพรสวรรค์นี้ของตนเลยสักนิด โดยเฉพาะเมื่อมันเกี่ยวกับคนที่ท่านรัก

“ระวังตัวนะลูก อย่าให้ละอองตะวันห่างตัว สิ่งนี้จะคอยเตือนภัยลิลนะลูก”

คุณมนตรากุมมือหลานสาวที่ถือขวดใบจิ๋วไว้มั่น ความเป็นห่วงของท่านทำให้ลิลลาภาต้องรีบรับปากอยากให้คุณยายสบายใจ

“ค่ะ ลิลจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด คุณยายไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”

 

 

คุณมนตราส่ายหน้าให้กับตะกร้าเสบียงที่ลาวัลย์จัดการขนขึ้นรถลิลลาภา นอกจากอาหารเช้าชุดใหญ่ที่มีทั้งแบบไทยและเทศแล้ว คนเก่าแก่ของท่านดูจะยังไม่พอใจกับปริมาณอาหารที่หญิงสาวรับประทานเข้าไปสักเท่าไหร่นัก

“ปิ่นโตสำหรับมื้อเที่ยงนะคะ มีคุกกี้ธัญพืชกับผลไม้อบแห้งสำหรับกินเล่นด้วย เอาไว้ที่โต๊ะทำงานเผื่อคุณลิลทำงานเพลินไม่ได้ลุกไปหาอะไรรับประทานจะได้มีรองท้อง ส่วนนี่ก็ผลไม้สด มีแอปเปิ้ลกับสาลี่ ล้างหั่นเรียบร้อยเอาไว้ใกล้มือจะได้หยิบง่ายๆ ระหว่างขับรถจะได้ไม่หิวค่ะ” ลาวัลย์จัดแจงเสร็จสรรพ วางเองกับมือเพื่อให้แน่ใจว่าข้าวของจะอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการอย่างเหมาะสม ท่าทางเจ้ากี้เจ้าการเสียจนคุณมนตราอดไม่ได้

“ยายลิลจะกลับเสมวรรณ์แล้วก็ไปทำงานนะ ทำอย่างกับหลานฉันจะไปอดอยากในที่ทุรกันดารที่ไหน”

“ก็ให้เอาไว้รับประทานที่เสมวรรณ์แล้วก็โรงพยาบาลนั่นแหละค่ะ คุณลิลน่ะผอมลงผอมลง ทางโน้นคงไม่มีอะไรถูกปาก” ลาวัลย์ว่า ก่อนจะยิ้มหน้าแป้นรับคำขอบคุณจาก ‘คุณลิล’ ของแก

“สายแล้ว ไปเถอะลิล วันนี้มีผ่าตัดไม่ใช่หรือ” คุณมนตราหันมาทางหลานสาว ชวนเดินไปขึ้นรถพร้อมกับเตือนด้วยความเป็นห่วง “ขับรถระวังนะลูก อย่าขับไวนัก”

“ค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ”

“ห้ามไม่ได้หรอก ยายมีลิลอยู่คนเดียว ละอองตะวัน…อย่าให้ห่างตัวนะลูก” คุณมนตราย้ำ

“สัญญาค่ะ”

ลิลลาภาแตะมือไปที่ขวดใบจิ๋วซึ่งสวมติดคอไว้พร้อมกับรับคำ ก่อนจะสอดแขนกอดร่างท่านแล้วหอมแก้มนิ่มบอกลา แล้วขับรถออกจากบ้านที่มีคุณยายและลาวัลย์ยืนส่งจนลับตา ไม่นานก็แล่นออกจากหมู่บ้านพรปฐพีสู่ถนนใหญ่

 

 

นัดผ่าตัดคนไข้ทำให้ลิลลาภาตั้งใจตรงไปโรงพยาบาลโดยไม่แวะกลับบ้านเสมวรรณ์ก่อน ร่างกายสดชื่นมีแรงเมื่อได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ช่วงเวลาที่ได้กลับมาหาคุณยายสำหรับเธอเหมือนได้กลับไปชาร์ทพลัง แล้วสมองที่ปลอดโปร่งก็เริ่มคิดถึงการผ่าตัดที่จะมีวันนี้

ฝนตกปรอยลงมาขณะที่ลิลลาภายังขับรถไปได้ไม่ถึงไหน การจราจรที่เชื่องช้าอยู่แล้วช้าลงไปอีก ตัวเลขบอกเวลาบนแผงหน้าปัดบนคอนโซลทำให้เริ่มกังวล ตาชะเง้อมองไปข้างหน้าเท่าที่พอจะมองเห็น แล้วจึงตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าซอยเล็กที่จำได้ว่าแม้ต้องอ้อมสักหน่อย แต่ไม่ค่อยมีรถมากนัก ไม่ทันเห็นรถซีดานติดฟิลม์ทึบที่รีบหักพวงมาลัยเลี้ยวตามเข้ามาพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่คันหนึ่ง

จู่ๆ ลิลลาภาก็รู้สึกอุ่นจัดที่หน้าอกตรงตำแหน่งซึ่งอยู่ชิดกับละอองตะวัน เธอละมือหนึ่งจากพวงมาลัยรถไปแตะ ตาชำเลืองมองเงาสะท้อนในกระจก คิ้วมุ่นเข้าหากันเมื่อคิดว่าเห็นลออแสงเปล่งประกายวิบวับขึ้นมาจากขวดใบจิ๋วที่สวมติดคอนั้น คิดถึงคำเตือนของคุณยายแล้วก็ให้นึกสังหรณ์ใจไม่ดี ขณะเดียวกันก็เพิ่งสังเกตเห็นรถที่ตามมาข้างหลัง ไม่ใช่รถเก่งซีดานคันใหญ่ หากแต่เป็นมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบท์ที่แล่นอยู่หลังสุด

ลิลลาภาอาจมองผ่านไปไม่ติดใจหากละอองตะวันไม่เปล่งแสง ลักษณะรถ คนขี่และคนซ้อนท้ายนั้นสะดุดตาอย่างที่ทำให้ต้องหยุดคิดทวนอยู่ครู่หนึ่งก็จำได้

คนต่างชาติที่เกือบรถล้มเมื่อวานเพราะเธอ!

ข่าวการบันดาลโทสะของคนใช้รถใช้ถนนที่ขัดอกขัดใจรถคันอื่นจนก่อเหตุวิวาทรุนแรงผ่านมาในความคิดทันที อาการเร่งความเร็วเบียดรถซีดานขึ้นมาเทียบทำให้ลิลลาภานึกใจเสีย ปลายนิ้วขยับไปแตะปุ่มบนพวงมาลัยที่เชื่อมการใช้งานโทรศัพท์มือถือเข้ากับระบบเครื่องเสียง เตรียมกดเพื่อใช้คำสั่งให้โทรออกด้วยเสียงถึงหนึ่งเก้าหนึ่ง ทว่าอีกฝ่ายกลับเร่งความเร็วขึ้นหน้าแซงไป

ลิลลาภาถอนหายใจโล่งอกพร้อมกับผ่อนความเร็วรถลง จู่ๆ สุนัขตัวหนึ่งก็วิ่งเตลิดออกมาจากข้างทาง พุ่งตัดหน้ารถจนเธอต้องรีบเบรกแทบไม่ทัน เสียงล้อรถเบียดถนนดังเอี๊ยดลั่นซอยเสียดแก้วหู ขณะที่รถซึ่งตามมาข้างหลังรีบหักหลบการชนท้ายรถเธออย่างจังเข้าข้างทาง

“บ้าจริง!” ลิลลาภาสบถ ตามองตัวต้นเหตุที่กระโดดแผล่วหายไปทางหนึ่งรวดเร็วก่อนหันกลับไปมองรถซีดานที่เบรกหลบอุบัติเหตุอยู่ข้างหลัง พอเห็นว่ารถคันนั้นจอดนิ่งอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่ข้างทางก็หน้าไม่ดี

“ตายจริง!”

ลิลลาภาตกใจ รีบจัดการจอดรถให้ไม่เกะกะขวางทางก่อนปลดเข็มขัดนิรภัยเปิดประตูก้าวลงไป เธอรีบ แต่ไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบ ที่สำคัญเป็นหมอ…ถ้ามีใครเป็นอะไรในรถคันนั้นเธออาจช่วยพวกเขาได้ สองขาเร่งเดินไวๆ เข้าไป พร้อมกับส่งเสียงเรียกไปก่อนตัว

“ฉันขอโทษนะคะ เป็นความผิดของฉันเอง มีใครเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

กระจกติดฟิล์มมืดทำให้มองไม่เห็นอะไรข้างใน จนคนขับเปิดประตูออกมาจึงเห็นว่าเป็นชายชาวต่างชาติร่างใหญ่ สวมเครื่องแต่งกายมิดชิดอย่างที่ทำให้ลิลลาภารู้สึกร้อนแทน ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าละอองตะวันอุ่นจัดขึ้นมาอีกแล้ว หางตาเพิ่งเห็นว่ารถที่เหมือนจะเสยเข้ากับต้นไม้แท้จริงแค่จอดประชิดนิ่งไม่มีร่องรอยบุบสลาย สัญชาตญาณเตือนให้ขยับห่างเว้นระยะจากคนที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นคู่กรณีทันที

“คุณคงไม่เป็นไร ฉันขอโทษอีกครั้งนะคะ”

ลิลลาภากล่าวขอโทษอีกครั้งเป็นภาษาอังกฤษ กำลังจะเดินผละกลับไปที่รถตัวเองอยู่แล้วเมื่อประตูอีกสามด้านถูกเปิด ผู้ชายลักษณะเดียวกันที่กำลังก้าวลงมาทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เธอเร่งฝีเท้า มือหนึ่งล้วงกระเป๋าหาโทรศัพท์มือถือ แล้วก็นึกโมโหตัวเองเมื่อไม่พบ

อาการพยักเพยิดให้กันที่เห็นจากหางตาทำให้ลิลลาภาตัดสินใจออกวิ่ง ยังไม่ทันถึงรถก็ชะงักเพราะบิ๊กไบท์ที่แล่นแซงขึ้นไปเมื่อครู่วกกลับมาจอดขวางอยู่ คนซ้อนถึงรถเธอก่อน บางอย่างบอกว่าคนเหล่านี้เป็นพวกเดียวกัน เธอเหลียวซ้ายแลขวาหาทางรอด ซอยที่ไม่ค่อยมีคนสัญจรผ่าน แถมสองข้างทางตอนนี้ยังเป็นแค่ที่รกร้างล้อมรั้วหนามไม่ทำให้อุ่นใจขึ้นได้เลย

“พวกคุณจะเอารถฉันไปก็ได้ แต่อย่าทำอะไรฉัน”

ลิลลาภาทำใจดีสู้เสือ หน้าซีดอยู่ในวงล้อมของชายฉกรรจ์ต่างชาติ หนึ่งในนั้นมีผ้าขาวที่เธอแน่ใจว่าต้องชุบน้ำยาอะไรบางอย่าง หางตาที่มองเห็นช่องว่างเล็กๆ ของเสาตรึงลวดหนามทำให้ตัดสินใจพุ่งพรวดเข้าไป

ไปตายเอาดาบหน้า!

ลิลลาภาวิ่ง ใจเต้นแรงจนแทบโลดออกมานอกอก จังหวะหนึ่งเธอก้าวพลาดสะดุดขอนไม้จนถลาไปข้างหน้า เมื่อมองย้อนกลับไปเห็นคนพวกนั้นมุดรั้วหนามตามมาความกลัวก็แล่นจับขั้วใจ รีบแข็งใจหยัดตัวลุกวิ่งต่อไปให้ได้แม้ข้อเท้าจะเจ็บแปลบ วินาทีนั้นลิลลาภาคิดถึงคุณยาย

คุณยาย! ช่วยลิลด้วย

ลมพัดกรูแรงขึ้นทันที กรรโชกผ่านเธอไปซัดเอากิ่งไม้หักฟาดใส่ชายฉกรรจ์พวกนั้น ใบไม้ปลิวว่อนเช่นเดียวกับฝุ่นดินที่ฟุ้งขึ้นมา ราวกับมีพายุหมุนตีวนพัดโหมขวางไม่ให้ใครเข้าถึงตัวเธอง่ายๆ อย่างน่าอัศจรรย์

คุณยาย…แน่ใจว่าความช่วยเหลือมาจากท่าน ขณะเดียวกันก็รู้ ท่านช่วยเธอได้เท่านี้ ที่เหลือขึ้นอยู่กับตัวเอง ขาที่เจ็บทำให้จังหวะการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าทำได้ไม่ดีนัก แต่เธอก็ยังพยายาม หูได้ยินเสียงชายฉกรรจ์พวกนั้นร้องสั่งกันในภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ฟังละม้ายรัสเซียแต่ไม่ใช่เสียทีเดียวนัก และนั่นยิ่งทำให้ยิ่งตื่นตระหนก

ใครกัน คนพวกนี้เป็นใคร ขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติงั้นหรือ ทำไมคิดจะจับเธอ

ต่อให้เจ็บข้อเท้าแค่ไหนแต่ลิลลาภาก็ยังวิ่งไปข้างหน้าไม่มีหยุด สมองพยายามคิดว่าจะเอาตัวรอดไปได้อย่างไร รู้ว่าลมแรงจะขวางคนที่ไล่ตามเธอมาได้อีกไม่นาน แล้วก็ผวาสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่สอง สาม สี่ และอีกหลายนัดต่อมาไม่มีหยุด ตามมาด้วยเสียงย่ำหญ้าของใครคนหนึ่งที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

ข้อเท้าเจ็บแปลบขึ้นทุกทีที่ลงน้ำหนักวิ่งทำให้น้ำตาลิลลาภารินซึม ทั้งเจ็บและกลัวรู้สึกเหมือนมัจจุราชอยู่ใกล้แค่เอื้อม ในใจนึกภาวนาให้มีใครได้ยินเสียงปืนแล้วเรียกตำรวจ เธอต้องการความช่วยเหลือเร็วที่สุด แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงเรียกของคนที่ไม่คาดฝัน

“ลิลลา”

ลิลลาภาหันขวับไปตามเสียงเรียก ทั้งวิธีเรียกและสำเนียง…ไม่มี ไม่น่ามีใครอีกแล้วที่จะเรียกเธออย่างนี้ได้ แล้วดวงตาก็เบิกค้างมองเจ้าของมือที่พอถึงตัวก็คว้าร่างเธอเข้าไปในอ้อมแขนแข็งแรงทันที

“ไม่เป็นไรแล้ว คุณปลอดภัยแล้วที่รัก”

“ซาช่า…”

ลิลลาภามองเจ้าของดวงตาสีอำพันอย่างคาดไม่ถึง ลมหายใจสะดุด หูอื้อจนไม่ได้ยินเสียงปืนหรืออะไรใดๆ อีกแล้วทั้งนั้น ที่รู้มีเพียงสัมผัสและกลิ่นกายของอเล็กซิสโอบล้อมเธอไว้ มือใหญ่ข้างหนึ่งกดแผ่นหลังเธอให้ร่างเบียดเข้าหาจนหูได้ยินเสียงหัวใจเต้นหนักแน่นของเขาที่ย้ำว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เขาอยู่ตรงนี้กับเธอ

อเล็กซิส ซูวารอฟ…ซาช่า เขามา!

 

Novel

อสุราร่ายรัก บทที่ 2

Jon-Azura

โศกนาฏกรรมของตระกูลซูวารอฟ…ความสูญเสีย ป่านนี้หัวใจของผู้เป็นลูกที่เหลือเพียงตัวเองลำพังจะเป็นอย่างไรหนอ…

เสียงแตรของรถคันหลังดังลั่นทำให้ลิลลาภาสะดุ้ง มือรีบหักพวงมาลัย เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอใจลอยขับรถแฉลบจนเกือบจะเกิดอุบัติเหตุเข้าให้ รู้สึกผิดเมื่อเห็นว่าห่างไปไม่ไกลมีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งดูเหมือนจะเซเสียหลัก ชาวต่างชาติเสียด้วยกระมัง…แม้ทั้งคนขี่และคนซ้อนจะใส่หมวกกันน็อคมิดชิด ทว่ารูปร่างสูงใหญ่และผิวขาวจัดก็ยังพอจะทำให้สังเกตเห็นได้ว่าไม่ใช่คนเอเชีย

รถคันที่บีบแตรเตือนยังคงส่งเสียงโวยวายไม่หยุด คนขับรถมีท่าทางหัวเสียอย่างเห็นได้ชัด ลิลลาภารีบก้มศีรษะเป็นเชิงขอโทษไปให้ พร้อมกับนึกเอ็ดตัวเอง

หยุดคิดถึงเรื่องบ้านซูวารอฟเสียที หยุดเสียที!

ลิลลาภาตั้งสติให้มีสมาธิกับการขับรถไม่วอกแวกใดๆ อีก ไม่นานก็ออกนอกเมืองเห็นบ้านหมู่บ้านพรปฐพีอยู่ตรงหน้า เธอเลี้ยวรถเข้าไปในหมู่บ้านที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางจนแทบจะเหมือนเมืองขนาดย่อม ผ่านสวนสาธารณะที่ดูราวกับป่าละเมาะ แล่นเรียบไปตามถนนริมทะเลสาบขนาดใหญ่ ตรงลึกเข้าไปยังส่วนในสุดของหมู่บ้านซึ่งเป็นที่หมายปลายทาง

 

บ้านของคุณยายเป็นเรือนไม้สองชั้นร่มรื่น แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ทึบที่ดูราวกับปราการธรรมชาติ มองจากภายนอกแทบไม่เห็นตัวบ้านรวมถึงสวนสมุนไพร และเรือนกระจกที่เต็มไปด้วยพืชหายากด้านหลัง อากาศบริสุทธิ์โปร่งสบายอย่างที่ทำให้ร่างกายที่อ่อนล้ามาหลายวันของลิลลาภาสดชื่นขึ้น ใบหน้าติดเซียวจึงค่อยๆ ดูเปล่งปลั่งจนซ่านซับสีระเรื่อ

ผู้ที่รออยู่หน้าบ้านคือลาวัลย์ คนเก่าแก่ที่อยู่กับคุณยายมานานจนกลายเป็นสาวใหญ่ รูปร่างอวบท้วมแต่กลับเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว และเพียงลิลลาภาก้าวลงจากรถก็รั้งร่างของเธอไปกอดก่อนจะบ่นอุบ

“ผอมลงอีกแล้วนะคะคุณลิล”

ลิลลาภาหัวเราะรับก่อนเย้ากลับไป

“ก็มาให้ขุนแล้วยังไงล่ะคะ คุณยายล่ะคะ”

“ข้างในค่ะ ท่านว่าวันนี้คุณลิลจะมาไว เข้าบ้านเถอะค่ะ ป่านนี้คงรออยู่” ลาวัลย์เล่าพลางชวนลิลลาภาเดินเข้าบ้าน นอกจากกระเป๋าสะพายที่หิ้วไปมาประจำวันแล้วลิลลาภาก็ไม่มีกระเป๋าสัมภาระใดๆ อีก อาจมาค้างกับคุณยายแค่คืนเพ็ญแต่ที่นี่เธอมีทุกอย่างพร้อมเสมอ

ลาวัลย์ขอตัวไปเตรียมของว่างแล้วส่งลิลลาภาเข้าไปหาคุณมนตราตามลำพัง อ้อมแขนอบอุ่นอ่อนโยนที่รอรับอยู่ทำให้หัวใจที่หาความสงบได้ยากนักของเธอผ่อนคลาย เธอฝากรอยจูบบนแก้มของคุณยายที่ละมือจากการเขียนบันทึกมารับ ส่งยิ้มประจบประแจงไปให้ ใบหน้าเอียงซบกับไหล่นุ่ม

“คิดถึงคุณยายจังค่ะ”

“ปากหวาน ไหนดูสิ หน้าตาเหมือนไม่ได้หลับไม่ได้นอนอีกแล้ว”

คุณมนตราเบี่ยงตัวห่างเพื่อจะได้พิศมองหลานสาวชัดตา หน้านิ่วพลางโบกมือเป็นจังหวะงดงามในอากาศ ครู่หนึ่งกาน้ำชาพร้อมถ้วยก็ลอยมา วางบนโต๊ะตรงหน้าสองยายหลานเงียบๆ

“ดื่มชาสมุนไพรก่อน ร่างกายลิลต้องการการพักผ่อน…รู้ใช่ไหมลูก” น้ำเสียงผู้เป็นยายกึ่งเอ็ดกึ่งเอ็นดู

“ไม่มีที่ไหนดีเท่าที่นี่อีกแล้ว ขอบคุณค่ะคุณยาย”

ลิลลาภายิ้มอ้อน มือหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบท่าทางเป็นปกติ ไม่มีวี่แววตระหนกตกใจกับสิ่งที่ลอยไปมาได้เองภายในบ้านเพียงคุณยายโบกมือ นี่คือคุณยายของเธอ…คุณยายที่ไม่เหมือนใคร ผู้ที่ทำให้เธออุ่นใจและรู้ได้ว่าจะปลอดภัยเสมอภายใต้การดูแลของท่าน

เมื่อยังเล็กลิลลาภาเคยอยากทำให้ได้อย่างคุณยาย แต่นอกจากทำให้อะไรลอยไม่ได้แล้วเธอยังพยายามมากไปจนจานชามในบ้านแทบไม่เหลือ เคยร้องไห้เสียใจแล้วก็ได้ท่านปลอบใจ

‘คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เหมือนกัน สำหรับลิล…แค่ไม่เหมือนยาย แต่ลิลจะได้ช่วยเหลือคนมากมาย ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้มากกว่าการใช้พลังจิตยกข้าวของ’

การเกิดมาในตระกูลเสมวรรณ์ทำให้การช่วยผู้อื่นที่ลิลลาภานึกออกคือการเป็นแพทย์ ยิ่งในเวลาต่อมาที่ต้องสูญเสียบิดามารดาในคราเดียวกัน ทำให้เธอตั้งใจเดินตามรอยเส้นทางของบรรบุรุษนับแต่นั้น จะเป็นแพทย์เพื่อช่วยคนอื่น  เป็นผู้ยื้อยุดชีวิตกับความตาย ไม่ขอทนมองดูใครเป็นอะไรลงไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว

แมวขนฟูสีหมอกตัวหนึ่งมุดออกมาจากใต้เก้าอี้ ย่างเท้าแผ่วเบากระโดดผลุงขึ้นมางับแขนลิลลาภาก่อนจะสีตัวอ้อน เธอวางถ้วยชาส่งมือไปเกาคอให้ ขณะที่คุณมนตราหัวเราะท่าทางประจบประแจงของเจ้าเหมียว

“ดูสิ รู้อยู่จริงๆ พอลิลมาก็ตื่น”

“คิดถึงจังวิฬาร์ ดูแลคุณยายแทนลิลเรียบร้อยดีใช่ไหม”ลิลลาภาถามเจ้าเหมียวที่ขยับขึ้นมานอนเครงบนตักให้เธอเอาใจราวกับมันจะรู้ภาษา

“ดูกับแล ไม่ก็แหย่ลาวัลย์ให้โมโหน่ะสิ นั่น…พูดถึงก็มาเชียว” สิ้นเสียงคุณมนตรา หญิงร่างท้วมก็ก้าวเข้ามาพร้อมถาดของว่าง สีหน้ายิ้มแย้ม แต่พอเห็นวิฬาร์บนตักลิลลาภาก็ขึงตามองดุ

“ว่าแล้วเชียวว่าต้องเสนอหน้าอยู่แถวนี้”

วิฬาร์ไม่สนใจเจ้าของเสียงหมั่นไส้ ยังเอียงคอเบียดมือลิลลาภาอย่างมีความสุข หญิงสาวจึงต้องรีบหันไปยิ้มเอาใจคู่ปรับวิฬาร์ สายตาชะเง้อมองสิ่งที่ถูกยกมาเสิร์ฟ

“ยกอะไรมาคะ น่ากินจัง”

ชาสมุนไพรอุ่นๆ ของคุณยายทำให้ลิลลาภารู้สึกสบายจนอยากนอนหลับพักผ่อนมากกว่ารับประทานอะไรก็จริง แต่น้ำใจของคนเก่าแก่ก็มีค่าเสมอสำหรับเธอ

“ข้าวเหนียวมะม่วงค่ะ สักคำสองคำรองท้องก่อนขึ้นไปพักนะคะ” ลาวัลย์ละความสนใจจากวิฬาร์ รีบขยับข้าวเหนียวมูนเคียงมะม่วงสุกหั่นชิ้นสวยมาให้

“อยู่กับคุณยายกับพี่ลาวัลย์ ลิลไม่มีวันท้องหิวเป็นเด็ดขาดเลยจริงๆ”

ลาวัลย์ยิ้มกว้าง กระวีกระวาดเติมน้ำชาของลิลลาภาที่พร่องไป ปากยังชวน

“ก็มาบ่อยๆ ไม่ต้องรอคืนเพ็ญสิคะ”

“ได้คืบจะเอาสิบศอกนะ” คุณมนตราปราม แล้วจึงหันไปทางหลานสาวที่แม้จะยิ้มแย้มแต่สีหน้าก็ยังอิดโรย “กินสักหน่อยแล้วไปนอนนะลูก พักผ่อนให้สบาย ในบ้านหลังนี้จะไม่มีอะไรแผ้วพานลิลของยายได้แม้แต่ฝันร้าย… ยายสัญญา”

ลิลลาภาเอียงตัวเข้าซบลงที่หัวไหล่คุณยาย ซึมซับเอาความอุ่นใจจากท่านพร้อมกับกระซิบบอก

“ขอบคุณค่ะคุณยาย”

 

ห้องนอนของลิลลาภาตั้งอยู่บนชั้นสอง เป็นห้องโปร่งสบายมีระเบียงหันไปทางหลังบ้าน แม้อยู่ในหมู่บ้านชานเมืองไม่ใช่ชายป่า แต่ทิวทัศน์จากห้องนี้ยังสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ยามลับขอบฟ้าได้อย่างชัดเจน

วิฬาร์ที่ย่างเท้าตามมากระโดดผลุงขึ้นไปนอนขดราวลูกบอลขนฟูบนเตียง ขณะที่ลิลลาภาชะงักอยู่กลางห้องครู่หนึ่ง ก่อนเดินตรงไปยังมุมที่จัดเป็นโต๊ะเขียนหนังสือ เธอดึงลิ้นชักหยิบกล่องเปลือกไม้เนื้ออ่อนแกะสลักติดมือมา แล้วจึงพาตัวเองไปนั่งบนตียง ตามองภาพสลักงดงามเหนือจินตนาการบนกล่องราวชั่งใจ

กล่องเปลือกไม้นั้นสลักตกแต่งด้วยลวดลายละเอียดแบบยุโรป บนฝาด้านนอกเป็นภาพโลกที่สวยงามดั่งสรวงสวรรค์ เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากเผ่าพันธุ์ ในส่วนที่เป็นท้องฟ้าและอากาศมีเทพ เทวดาติดปีกอย่างนก เหนือทุ่งหญ้าและหมู่แมกไม้คือเหล่าภูติตัวเล็กน่ารัก ตรงกลางภาพเป็นชายหญิงใต้ต้นไม้ใหญ่ ข้างกล่องเป็นทิวทัศน์ของป่าเขาสลับด้วยท้องทะเล ส่วนใต้ฝาที่ยังไม่ได้พลิกเปิดนั้นลิลลาภาจำได้แม่นว่าเป็นภาพอสูรร่างใหญ่โต ยืนผงาดหน้าโตรกหินอย่างน่าเกรงขามและสง่างาม

ภาพจากปกรณัมโบราณสมัยสร้างโลกของวลาคอฟ

วลาคอฟเป็นประเทศที่อยู่ตอนเหนือทางยุโรป แทรกอยู่ระหว่างรัสเซียและกลุ่มประเทศบอลติก มีเรื่องเล่าโบราณกล่าวถึงการสร้างโลกโดยผู้ที่ถูกเรียกขานอย่างยกย่องว่า ‘พระผู้เป็นเจ้า’ ทรงสร้างเทพและอสูรให้มีอำนาจเหนือธาตุต่างๆ ขึ้นก่อนเพื่อให้ช่วยรังสรรค์ทุ่งหญ้า ป่าเขาและมหาสมุทร หลังจากนั้นจึงทรงสร้างมนุษย์ และหมู่สัตว์น้อยใหญ่ให้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดิน แม้ฝ่ายหลังไม่มีอำนาจอย่างเทพและอสูรแต่ก็มีจำนวนมากกว่าอย่างประมาณไม่ได้ ว่ากันว่ามนุษย์ได้รับความโปรดปรานที่สุดในสายพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า เมื่อเสร็จสิ้นการสร้างโลกจึงทรงมอบหน้าที่ให้เทพและอสูรมีหน้าที่เกื้อกูลมนุษย์ เทพซึ่งปกครองผืนฟ้าต้องสั่งสอนชี้นำให้มนุษย์ทำความดีเพื่อปกครองสิ่งที่อาศัยบนผืนโลก ขณะที่อสูรซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่น่าเกรงขามมีหน้าที่กำจัดความเลวร้ายและพิจารณาโทษทัณฑ์ชีวิตหลังความตาย ครองโลกใต้พิภพควบคุมปีศาจไม่ให้ขึ้นมาสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คน

เรื่องเล่าโบราณกล่าวว่าโลกในยุคสมัยนั้นสุขสงบด้วยต่างฝ่ายต่างรู้หน้าที่ของตนเป็นอย่างดี กระทั่งอสูรตนหนึ่งพบรักกับ ‘เชคินาห์’ เทพชั้นสูงงามโสภาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เหนือเทพทั้งปวงใต้ต้นไม้แห่งชีวิต เป็นรักต่างเผ่าพันธุ์ที่ควรงดงามแต่กลับทำให้ความขัดแย้งเริ่มต้น เหล่าเทพไม่พอใจในความอาจเอื้อมของจอมอสูร ขณะที่ฝ่ายอสูรก็ถือว่าเทพดูถูกจนเกิดการกระทบกระทั่ง จากเรื่องเล็กน้อยลุกลามไปใหญ่โต เกิดเป็นความแตกแยกที่พัฒนาไปสู่การวิวาทรุนแรงกระทั่งกลายเป็นสงครามระหว่างเทพและอสูรในเวลาต่อมา

ในสงครามเทพจูงใจให้มนุษย์เป็นพวก ฝ่ายอสูรก็เปิดประตูนรกปล่อยปีศาจที่ชั่วร้ายขึ้นมาห้ำหั่น หายนะ ความตาย และการเข่นฆ่าแผ่ขยายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าจนโลกแทบแตกดับ เพื่อรักษาโลกไว้พระผู้เป็นเจ้าจึงตัดสินใจใช้ไฟล้างโลกครั้งใหญ่

ผู้เหลือรอดเพียงหยิบมือของแต่ละเผ่าพันธุ์ถูกแยกขาดจากกันนับแต่นั้น มนุษย์ยังได้ครองโลกแต่เทพและอสูรไม่อาจเข้ามาเกี่ยวข้อง สองเผ่าพันธุ์กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในความเชื่อของผู้คน เทพถูกแยกให้ไปอยู่ยังดินแดนที่เรียกว่าสรวงสวรรค์ ส่วนอสูรอาจยังได้เหยียบยืนบนผืนดิน แต่ก็เพื่อติดตามปีศาจชั่วร้ายที่ถูกปล่อยออกมาให้กลับลงนรก เป็นผู้ที่ยืนขวางความชั่วร้ายอยู่ระหว่างโลกกับประตูอเวจี โดยไม่มีการเอ่ยถึงเทพนารีและจอมอสูรผู้เป็นชนวนแห่งสงครามอีกแม้แต่น้อย…

 

ครู่ใหญ่กว่าลิลลาภาจะตัดสินใจเปิดฝากล่อง ฝาถูกวางข้างตัวโดยไม่มีการพลิกมองภาพจอมอสูรเหมือนอย่างภาพอื่นด้านนอก สิ่งที่อยู่ข้างในคือสายสร้อยร้อยจี้รูปต้นไม้แผ่กิ่งก้านสาขาที่ทำมาจากหินโบราณ ส่วนลำต้นดำสนิททว่าที่เป็นใบเขียวจัดและใสแลทะลุ แม้สีต่างกันแต่เนื้อประสานเป็นหนึ่งเดียวจนยากจะเดาว่าทำจากหินประเภทใด ที่สลักกำกับอยู่คืออักษรโบราณทั้งสองด้าน เป็นภาษาเก่าแก่ของยุโรปที่อาจไม่รู้จักเลยแต่ลิลลาภารู้ว่าจะอ่านสิ่งที่สลักนี้ได้ว่าอย่างไร

ด้านหนึ่งคือ ‘เชคินาห์’ และอีกด้านคือ ‘ซูวารอฟ’… ชื่อตระกูลที่กำลังพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ตามข่าววันนี้

แววตาของลิลลาภาอ่อนแสง ความทรงจำหวนระลึกถึงอดีตระหว่างถูกส่งไปอบรมที่ยุโรป มันเป็นวันที่เหน็บหนาวแม้หิมะไม่ตก และเธอควรไปพบแพทย์ที่ปรึกษาแล้วหากไม่ถูกตามตัวเร่งด่วนด้วยคำขอร้องทางโทรศัพท์

‘คุณจะช่วยบริจาคเลือดให้กับสุภาพสตรีท่านหนึ่งได้ไหม’

การถูกขอร้องอย่างผิดปกติจากคนไม่รู้จักไม่ทำให้ลิลลาภาประหลาดใจ รู้ในทันทีว่าอีกฝ่ายได้ชื่อและหมายเลขติดต่อของเธอมาจากองค์กรระหว่างประเทศที่รวบรวมข้อมูลรายชื่อผู้ที่มีหมู่เลือดหายากทุกประเภทเอาไว้ ข้อมูลของเธอถูกบันทึกไว้ในฐานะผู้ที่มีหมู่เลือดทองคำ หมู่เลือดที่คุณยายเคยบอกว่าเธอน่าจะได้รับมาจากเทียดซึ่งไม่ใช่คนไทย การที่หมู่เลือดของลิลลาภาถูกขนานนามว่าหมู่เลือดทองคำเพราะเป็นหมู่เลือดที่หาแทบไม่ได้ ตามสถิติพบว่าทั่วโลกมีเพียงสี่สิบคนเท่านั้น นั่นทำให้เธอถูกกำชับเสมอว่าต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง บาดเจ็บไม่ได้แม้แต่เรื่องเล็กน้อย จะเป็นแผลได้ก็เพียงเพื่อถ่ายเลือดสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินของตัวเองเท่านั้น

ปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้อื่นและเลือกเป็นแพทย์ทำให้เธอรับปาก แม้จะเพิ่งถ่ายเลือดสำรองได้ไม่ถึงสองเดือน และนั่นทำให้เธอได้พบกับครอบครัวซูวารอฟ โดยเฉพาะผู้เป็นลูกชายที่ขโมยหัวใจเธอไปนับตั้งแต่ได้สบตาครั้งแรก

อเล็กซิส ซูวารอฟ…ซาช่าของเธอ

สายสร้อยถูกกุมเหนือตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจ ลิลลาภาปิดเปลือกตาปล่อยให้ภาพความทรงจำในวันนั้นพรั่งพรูราวกับวันเวลาหมุนทวนกลับมาได้

ภายในห้องที่เธอกำลังมอบเลือดแต่ละหยดเพื่อช่วยชีวิตสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ผู้ชายที่เป็นเจ้าของดวงตาสีอำพันลึกล้ำที่เพียงมองสบก็ทำให้เธอหลงหายเข้าไปในนั้นก็ก้าวเข้ามา

‘ขอบคุณที่ช่วยแม่ของผม’

น้ำเสียงของผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ยามเอ่ยถึงมารดานุ่มนวล แววตาขอบคุณจากใจจริงของเขาแสดงถึงหัวใจคนเป็นลูกที่ผูกพันต่อบุพการีอย่างลึกซึ้ง และความรู้สึกของเขานั่นเองที่ปลดปล่อยเธอ…คนเคยเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ ช่วยเหลือบุพการีไม่ได้ ต้องเฝ้ามองพวกท่านหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อตาอย่างสิ้นหวัง การได้ช่วยให้ใครอีกคนยังมีแม่โอบกอดเหมือนเป็นการไถ่บาปที่อยู่ในใจมาช้านาน แล้ววินาทีนั้นหัวใจเธอก็เปิดรับอเล็กซิสโดยไม่รู้ตัว

ความรักหยั่งรากในหัวใจเธอตั้งแต่วันนั้น อเล็กซิสที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าพึงพอใจหญิงสาวที่สละเลือดช่วยเหลือมารดาก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตลิลลาภาอย่างรวดเร็ว เขาสุภาพ ใส่ใจและอ่อนโยน เป็นคนรักที่สมบูรณ์แบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อก้าวเข้าไปหาคุณลุงที่เดินทางไปเยี่ยมเธอในเวลาต่อมา บอกความรู้สึกที่มีต่อเธออย่างเปิดเผยตรงไปตรงมากับท่านด้วยตัวเอง

‘ผมรักลิลลา อยากใช้ชีวิตร่วมกับเธอ ขออนุญาตให้ผมได้ดูแลเธอไปจนชั่วชีวิตนะครับ’

ลิลลา…บางส่วนของชื่อเธอที่คนขานเรียกอย่างอ่อนโยนเสมอบอกว่าในภาษาของเขาหมายถึงตัวเล็ก อาจไม่ใช่คนตัวบางร่างน้อยอะไรนัก แต่หากเทียบกับความสูงใหญ่ของอเล็กซิสก็ดูจะเหมาะสมอยู่ ลิลลา…เธอคือตัวน้อยของเขา แล้วการหมั้นหมายก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนคุณลุงของเธอจะเดินทางกลับประเทศไทยที่ปราสาทเก่าแก่ของตระกูลซูวารอฟ แม้เป็นการภายในแต่ผู้ใหญ่สองฝ่ายร่วมเป็นพยานพร้อมหน้า จะขาดไปก็แต่คุณยายของลิลลาภาที่ไม่สะดวกจะเดินทางไกลสักเท่าไหร่นัก ในบรรดาของหมั้นมากมาย สิ่งที่ดูเหมือนจะมีค่าทางจิตใจผู้มอบให้มากที่สุดคือสายสร้อยร้อยจี้รูปต้นไม้แผ่กิ่งก้านสาขากำกับด้วยชื่อตระกูลซูวารอฟในภาษาโบราณชิ้นนี้

‘มรดกตกทอด…เป็นของขวัญรับสะใภ้จากรุ่นสู่รุ่น เป็นเครื่องรางและพรแห่งความรักจากเชคินาห์…เทพนารีที่งดงามและบรรพบุรุษของเรา แม่ขอมอบให้หนูในนามบรรพบุรุษซูวารอฟทั้งหมด ขอบใจที่รักเชื้อสายของเรา’

มาดามซูวารอฟ มารดาของอเล็กซิสเป็นคนบรรจงสวมสร้อยเส้นนี้ให้เธอกับมือ ถ้อยคำของท่านซึ่งสลักแน่นอยู่ในใจเธอเรียกน้ำตาให้รื้นขึ้นมาได้ทุกครั้งในภายหลังเมื่อต้องยอมรับว่าเธอรักอเล็กซิส แต่กลับไม่มีความกล้าหาญพอจะเป็นหญิงสาวที่ยืนเคียงข้างทายาทคนสำคัญของตระกูลซูวารอฟ

การค้นพบว่าตัวเองไม่อาจเป็นในสิ่งที่ตระกูลซูวารอฟหวังได้ทำให้ลิลลาภาตัดสินใจขอถอนหมั้น อเล็กซิสไม่ยินยอม…ไม่รับฟัง และเกือบจะถึงกับกักขังเธอไว้ที่ปราสาทซูวารอฟที่เนมาห์บ้านเกิดของเขาเอง

‘ไม่! ผมจะไม่ยอมเสียคุณไป!’ น้ำเสียงกร้าวกระด้างของเขาคือส่วนหนึ่งในความฝันหลอกหลอนเธออยู่มิรู้วาย ลิลลาภาเกือบไม่ได้เดินทางกลับประเทศไทยหากมารดาของอเล็กซิสไม่ยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ย

‘ถ้าลูกรักหนูลิล… ลูกต้องให้เธอไป’

ลิลลาภายังจำแววตาเจ็บปวดของอเล็กซิสในวันนั้นได้แม่น สายตาตัดพ้อที่ทำให้เธอหัวใจแทบแหลกสลาย ถึงอย่างนั้นก็ยังแข็งใจจากเขามา ของหมั้นทุกชิ้นถูกมอบคืนกลับไป มีเพียงชิ้นนี้…เครื่องรางและพรแห่งความรักจากเชคินาห์นี้เท่านั้นที่มารดาของอเล็กซิสไม่ยอมรับคืน

‘แลกกับการยอมให้หนูไป…สัญญากับแม่ว่าหนูจะรักษาของชิ้นนี้ไว้ให้แม่ จนกว่าซูวารอฟจะทวงถาม…ขอคืน และแม่ขอร้อง…ขอให้หนูนำกลับมาให้เราด้วยตัวเอง’ลิลลาภาไล้ปลายนิ้วไปบนสิ่งที่เปรียบเสมือนสายใยที่โยงยึดเธอไว้กับความผูกพันในอดีต มายามนี้เมื่อสิ้นผู้มอบให้อาจถึงเวลาแล้วที่จะส่งคืน อเล็กซิสควรได้เก็บรักษาไว้ด้วยตัวเองเพื่อมอบให้หญิงสาวที่คู่ควร ซึ่งไม่ใช่เธอ

คิดอย่างนี้แล้วหัวใจเธอก็เหมือนถูกบีบ อาจเป็นคนหันหลังจากเขามาแต่ลิลลาภาย่อมรู้ใจตัวเองดี เธอรักเขา…จนวันนี้ก็ยังรัก รักทั้งรู้ว่าควรตัดใจ เพราะเธอไม่มีวันเป็นหญิงสาวที่คู่ควรกับเขาได้…ไม่มีวันเลย

น้ำตาหยดหนึ่งของเธอรินหยาดลงมาบนหลังมือ การระลึกถึงอดีตเป็นทั้งความสุขและความเศร้า หัวใจเธอยังคงเจ็บปวดกับสิ่งที่ทำลงไป ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนอยู่ไม่เว้นวาย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความรู้สึกผิดของตัวเอง

สายลมพัดแผ่วมาจากข้างนอก กรายผ่านเข้ามาห้อมล้อมร่างลิลลาภาเอาไว้ราวกับอ้อมกอดที่แสนอ่อนโยน หัวใจที่เจ็บปวดของเธอกำลังได้รับการปลอบประโลมอย่างอบอุ่น เสียงที่เต็มไปด้วยความรักห่วงใยของคุณยายแว่วมากับสายลมบางเบา เห่กล่อมให้เธอยอมผ่อนร่างกายลงนอน ปิดเปลือกตาทั้งที่ยังถือสิ่งที่โยงยึดเธอกับบ้านซูวารอฟไว้ในมือ

หลับเสียลูก…พักผ่อนเสีย…อย่าเป็นทุกข์…อย่าได้เศร้าใจในสิ่งที่ผ่านไปแล้วเลย…

 

Novel

อสุรร่ายรัก บทที่ 1

“หมอคะ หมอ… หมอลิลคะ”

เสียงเรียกตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังๆ หลายครั้งปลุกหญิงสาวที่กรีดร้องกระสับกระส่ายให้ผวาตื่น ลิลลาภาผุดลุกพรวด เหงื่อแตกพราวในหน้า ตามองไปรอบๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกเมื่อพบว่าตัวเองอยู่ในห้องพักแพทย์ประจำวอร์ด ไม่ใช่กำลังวิ่งหนีอะไรกลางป่าทึบในคืนเหน็บหนาวที่ไหนทั้งนั้น

ฝัน…แค่ฝัน…เท่านั้น

“หมอลิลคะ” เสียงเรียกของคนที่อยู่นอกห้องแว่วมาอีก

ลิลลาภาปัดความฝันที่ทำให้หายใจเป็นปกติยากเย็นออกจากหัว นิ้วมือยกสางผมยาวเพียงประบ่าไม่ใช่จรดบั้นเอวเหมือนในฝันอย่างง่ายๆ พร้อมกับเหวี่ยงขาลงจากเตียง ก้าวไปเปิดประตูรับหญิงสาวในเครื่องแบบพยาบาลที่ยืนรอด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“คุณพิม…”

“เออ… หมอเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ฉันได้ยินเสียง…แล้วห้องก็ล็อก”

พิมพลอยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงใจกึ่งเป็นห่วง เสียงกรีดร้องของแพทย์สาวที่ดังอยู่เมื่อครู่ฟังไม่ดีนัก หน้าตาผมเผ้าที่ดูยุ่งอยู่บ้างและรอยบนที่นอนข้างหลังทำให้พอเข้าใจว่าเจ้าตัวคงนอนฝันร้าย

“ขอโทษที ฉันคงเผลอล็อกประตูน่ะ แล้วนี่มาตามฉันเหรอ? หรือว่ามีเคสด่วน…คุณทนงเป็นอะไรไปหรือเปล่า”

ลิลลาภาถามหาคนไข้รายล่าสุดที่เพิ่งผ่านมือ หลังการผ่าตัดใหญ่ของคนไข้ในความดูแลเรียบร้อยเธอสมัครใจนอนพักที่ห้องพักแพทย์ประจำวอร์ดแทนที่จะกลับบ้านเพราะเห็นว่าสะดวก เผื่อดูแลคนไข้ที่เพิ่งออกจากห้องผ่าตัดได้ทันท่วงทีหากมีอาการผิดปกติ ไม่คิดว่าตัวเองจะทำให้ใครตื่นตกใจเพราะละเมอร้องเสียงดังจากการฝันร้ายเสียเอง

“ไม่มีหรอกค่ะ พอดีฉันเดินตรวจวอร์ดแล้วได้ยินเสียงเท่านั้น หมอจะนอนต่อหรือว่ารับอะไรอุ่นๆ ไหมคะ” สายตาเป็นห่วงของพิมพลอยมอง ดร. ลิลลาภา เสมวรรณ์ รองหัวหน้าแผนกศัลยกรรมอายุน้อยที่สุดเท่าที่โรงพยาบาลเสมวรรณ์เคยมีมา

โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นของครอบครัวลิลลาภา เชื้อสายของเธอสืบทอดการเป็นแพทย์มาหลายชั่วรุ่น บรรพบุรุษบางคนเป็นถึงแพทย์หลวง หนึ่งในนั้นเคยได้ตามติดตามขบวนเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาถึงลิลลาภาแม้อายุยังน้อยแต่ก็เป็นแพทย์ที่เก่งกาจสมกับที่สืบเชื้อสายเสมวรรณ์ คนไข้ที่ผ่านมือ ‘หมอลิล’ ต่อให้หนักหนาสาหัสสากรรจ์แค่ไหนก็รอดทุกรายแม้ขั้นตรีทูต นั่นทำให้อัตราการเสียชีวิตของคนไข้แผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลเสมวรรณ์ นับตั้งแต่ลิลลาภาเป็นแพทย์ประจำอยู่ที่เลขศูนย์อย่างน่าอัศจรรย์

ความเป็นแพทย์ที่เก่งกาจของลิลลาภาส่วนหนึ่งพิมพลอยเชื่อว่าเป็นเพราะความพยายามอย่างหนัก มีคนเคยเล่าว่านอกจากเกิดในตระกูลแพทย์แล้ว ที่เธอเป็นหมอเพราะอุบัติเหตุที่พรากชีวิตบุพการีเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ใบหน้าสวยคมดูอ่อนล้า กระนั้นก็ยังน่ามองโดยเฉพาะดวงตาสีเขียวมะกอกที่คนเก่าแก่ว่ากันว่าเจ้าตัวถอดแบบมาจากผู้เป็นมารดา หมอลิลที่ใครๆ รู้จักคือหมอที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อคนไข้โดยไม่คิดถึงตัวเอง ทั้งที่ตัวเธอสมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการดูแล…แต่ใครเล่าจะเป็นคนที่เธอยอมเปิดใจให้

มีคนพูดกันว่าหมอลิลเคยหมั้นสมัยถูกส่งไปอบรมเฉพาะทางที่ยุโรป ทว่าก็พูดกันแค่นั้น ไม่มีใครรู้ว่าคู่หมั้นของเธอเป็นใครมาจากไหน รวมถึงการหมั้นหมายจริงเท็จเพียงใด เสมวรรณ์ไม่เคยพูดถึงและไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม ที่สำคัญบนนิ้วเรียวขาวนวลของลิลลาภาว่างเปล่า ไม่เคยมีใครเห็นเธอสวมแหวนไม่ว่าจะเป็นนิ้วไหนเลยก็ตาม บางคนที่ปักใจเชื่อเรื่องการหมั้นหมายลึกลับนั่นถึงกับพูดกันว่าคู่หมั้นของเธออาจจะตายไปแล้วก็เป็นได้

“ไม่ล่ะ ขอบคุณมาก”

“แน่นะคะ”

แม้ไม่อยากรบกวนมากนักแต่รอยยิ้มเพลียๆ ของคนที่ลงมีดผ่าตัดมากว่าสิบชั่วโมงทำให้พิมพลอยอดถามอีกครั้งไม่ได้ จนได้รับอาการพยักหน้ายืนยันจึงยอมถอยออกไป แต่ครั้นจะปิดประตูกลับไม่แน่ใจ อาการลังเลมองลูกบิดประตูของเธอนั่นเองทำให้ลิลลาภาต้องเอ่ยประโยคต่อมา

“ไม่ต้องล็อกหรอก มีอะไรก็เข้ามาเรียกนะคะ”

สีหน้าลิลลาภาเมื่อได้อยู่ตามลำพังอ่อนล้า เธอเดินกลับไปทิ้งตัวนั่งพิงหมอน สองมือยกลูบใบหน้าแล้วซบนิ่งอยู่อย่างนั้น รู้แก่ใจว่าไม่ใช่การผ่าตัดยาวที่ดึงเอาพลังของเธอไป และไม่ใช่เครื่องปรับอากาศที่ทำให้เหน็บหนาวจนกายสั่นสะท้าน หากแต่เป็นฝัน…ฝันที่บีบคั้นหัวใจจนเจ็บร้าวก่อนกระชากให้หันไปเผชิญหน้ากับความกลัวไม่จบไม่สิ้น

เกือบจะปีหนึ่งมาแล้ว… พอเสียที พอ!

ลิลลาภากดทุกความรู้สึกที่เขย่าหัวใจลงให้ลึกที่สุด กระนั้นก็ยังขลาดกลัวกับการล้มตัวลงนอนแล้วต้องฝัน ตามองไปยังนาฬิกาแบบดิจิตอลบนผนังที่บอกทั้งเวลาและวันที่ สัญลักษณ์รูปพระจันทร์เต็มดวงตรงมุมซ้ายทำให้นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เธอมีนัดสำคัญ จะค้างอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ได้

หญิงสาวมองที่นอนอย่างชั่งใจครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกงานมากกว่าการพัก ลุกเดินไปหยิบเสื้อกาวน์ที่แขวนอยู่มาสวมแล้วก้าวออกจากห้องพักแพทย์ด้วยความตั้งใจที่จะยึดเอางานเป็นหลัก เพื่อให้สมองหรือแม้แต่หัวใจไม่มีโอกาสคิดฟุ้งซ่านจนต้องฝันร้ายใดๆ อีกต่อไป

 

 

 

ลิลลาภาตรงไปยังมุมที่จัดเป็นที่ทำงานของพยาบาลประจำวอร์ด เรียกหาชาร์ทบันทึกการรักษาของคนไข้ล่าสุดที่เพิ่งออกจากห้องผ่าตัด ระหว่างรอสายตาก็สะดุดเข้ากับข้อความกำกับข่าวบนหน้าจอโทรศัพท์ที่แขวนอยู่เหนือเคาน์เตอร์พยาบาลเข้าเสียก่อน

โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของตระกูลซูวารอฟ

“เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเหตุการณ์หิมะถล่มที่กำลังทำให้บางส่วนของยุโรปตอนเหนือเป็นอัมพาตได้คร่าชีวิตนักธุรกิจคนสำคัญ คู่สามีภรรยาผู้นำตระกูลซูวารอฟขณะเดินทางกลับจากการเยือนประเทศรัสเซีย และจนตอนนี้ทางซูวารอฟโดยเฉพาะอเล็กซิส ซูวารอฟ ทายาทเพียงคนเดียวผู้ก้าวขึ้นมากุมบังเหียนกลุ่มธุรกิจพลังงานใหญ่แทนบิดายังปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ”

รายงานข่าวต่อจากนั้นแทบไม่ได้อยู่ในความคิดลิลลาภา ดวงตาเธอนิ่งงันอยู่กับภาพชายหนุ่มท่าทางสง่าซึ่งกำลังเดินไปขึ้นเครื่องบินที่ฉายประกอบ ใบหน้ากว่าครึ่งถูกบดบังด้วยแว่นกันแดด ระยะของการบันทึกภาพทำให้มองไม่เห็นอะไรมากไปกว่านั้น

อเล็กซิส ซูวารอฟ…ซาช่า

แม้แวดล้อมไปด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตัวสูงใหญ่ทว่าความเป็นเขาโดดเด่น ที่เดินเคียงและเขากำลังเอียงหน้าไปฟังใกล้ๆ คือหญิงสาวในชุดเพ้นท์สูทรูปร่างสูงโปร่งที่ดูคล่องแคล่วหนึ่งเดียวในนั้น

ลิลลาภากำลังจะเบือนหน้าจากจอโทรทัศน์อยู่แล้วถ้าภาพจะไม่ตัดสลับไปเป็นภาพขณะยังมีชีวิตของสามีภรรยาซูวารอฟ แววตาหมอสาวสลดวูบขณะมองรอยยิ้มอ่อนโยนที่ฉายชัดถึงอุปนิสัยโอบอ้อมอารีของฝ่ายหญิง และใบหน้าสงบนิ่งที่ดูทรงอำนาจของฝ่ายชาย แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าทั้งสองจะจากโลกนี้ไปแล้วจริงๆ

เสียดาย…หากความตายเท่าเทียมกันเสมอสำหรับทุกคน

 

 

 

“ลิล ยังอยู่หรือนี่”

เสียงเรียกคุ้นหูดังมาแต่ไกล ลิลลาภาถอนสายตาจากจอโทรทัศน์ที่ตัดเปลี่ยนหัวข้อการรายงานข่าวไปมองคนพูด หูได้ยินเสียงบรรดาพยาบาลกระซิบกระซาบบอกกันว่า

“ผ.อ.มา”

ลิลลาภาระบายรอยยิ้มในหน้ารอรับ แม้ฝ่ายที่ก้าวเข้ามาจะนิ่วหน้าพิศมองก็ยังเป็นฝ่ายทักทายกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ปรับให้สดใส

“ผ.อ. ไปราวน์[1]เหรอคะ”

“ไม่ต้องมาเรียกผออง ผอออเลย ทำไมไม่กลับบ้าน ได้นอนหรือยัง เมื่อวานผ่าตัดยาวไม่ใช่เหรอ”

นายแพทย์จักรพัฒน์ เสมวรรณ์มองสีหน้าติดเซียวของหลานสาวอย่างไม่ชอบใจนัก หัวหน้าแผนกศัลยกรรมที่เดินตามมาหน้าเสียขึ้นมาทันตาเห็น แพทย์คนอื่นหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน ลิลลาภาคือทายาทคนเล็กที่แสนสำคัญของเสมวรรณ์ โดยเฉพาะสำหรับนายแพทย์จักรพัฒน์ที่รู้กันว่ารักหลานสาวกำพร้าคนนี้หนักหนา การปล่อยให้เธอต้องตรากตรำอาจกลายเป็นความเดือดร้อนของบางคน

ลิลลาภาส่งยิ้มปลอบใจไปให้ทีมแพทย์ที่ยืนอยู่ข้างหลังผู้เป็นลุง ก่อนเอ่ยตอบท่านด้วยน้ำเสียงที่เกลื่อนแววอ่อนล้าจนมิด

“ได้นอนแล้วค่ะ กะว่าจะไปดูคนไข้หน่อยแล้วจะกลับ ขอไปด้วยเลยแล้วกันนะคะ”

“หน้าตาแบบนี้คนไข้คงจำหมอตัวเองไม่ได้หรอก ดีไม่ดีเป็นได้เลิกเชื่อถือกัน กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ ให้คนขับรถลุงไปส่ง ไม่ต้องขับรถเองหรอก”

ผู้เป็นลุงไม่หลงเชื่อเสียงสดใสของหลานสาวง่ายๆ ดวงตาสีเขียวมะกอกมีแววอ่อนล้าอย่างที่ทำให้นึกห่วง นานๆ จะเห็นสีหน้าหลานสาวอิดโรยขนาดนี้ หน้าที่การงานและความที่เติบโตมาในครอบครัวที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ชายทำให้ดูดุเข้มงวดไปบ้าง แต่คนโง่ก็ยังดูออกว่าท่านรักหลานสาวคนนี้มากแค่ไหน

“ขับเองได้ค่ะ วันนี้ไม่กลับบ้าน…จะไปค้างบ้านคุณยาย”

สีหน้าของลิลลาภายังยิ้มแย้มอย่างที่เจ้าตัวหวังจะช่วยให้ผู้เป็นลุงคลายห่วง ประโยคของเธอทำให้คนฟังเลิกคิ้วน้อยๆ

“วันนี้คืนเพ็ญหรือนี่” นายแพทย์จักรพัฒน์พึมพำพลางคิดถึงคุณมนตราผู้เป็นยายของลิลลาภาด้วยความนับถือ ท่านเป็นหญิงชราที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชานเมืองเงียบสงบชื่อพรปฐพีซึ่งมีความรู้ทางด้านสมุนไพรหาตัวเทียบไม่ได้ ด้วยความพยายามที่จะศึกษาศาสตร์ในการรักษาทุกแขนงทำให้บรรพบุรุษคนหนึ่งของเสมวรรณ์ได้พบท่าน และขนานนามอย่างยกย่องว่า ‘ผู้รักษา’ นับแต่นั้นมาก็หลายสิบปีมาแล้วที่ทายาทของเสมวรรณ์จะถูกส่งไปเรียนรู้เรื่องสมุนไพรจากคุณมนตรา ซึ่งนั่นเองที่ทำให้น้องชายของท่านได้พบรักกับมารดาของลิลลาภา

ความเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งการรักษาโบราณทำให้ท่านได้รับความยำเกรงจากบ้านเสมวรรณ์ แม้เทือกเถาเหล่ากอเป็นใครมาจากไหนแทบไม่มีใครรู้ ดวงตาสีเขียวมะกอกซึ่งถ่ายทอดมาถึงลิลลาภาบอกเชื้อสายว่าไม่น่าจะใช่คนไทยแท้ อุปนิสัยส่วนตัวที่รักสันโดษและพร้อมจะหันหลังให้ใครก็ตามที่ไม่พอใจทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าไปรบกวนนัก ซึ่งนั่นเองที่ทำให้นายแพทย์จักรพัฒน์ไม่อาจตัดใจมอบลิลลาภาให้ไปอยู่ในความดูแลของท่าน หลังน้องชายและน้องสะใภ้เสียชีวิตในอุบัติเหตุไม่ใช่ไม่วางใจ หากแต่กลัวว่าจะไม่อาจเข้าถึงหลานสาวได้อีกเลย

โชคดีที่คุณมนตราไม่ขัดข้อง มีเพียงคำขอร้องเดียวเท่านั้นคือทุกคืนเพ็ญลิลลาภาต้องไปนอนค้างกับท่าน นิสัยเก็บตัว ไม่ชอบไปมาหาสู่ใคร รวมถึงไม่ชอบให้ใครไปมาหาสู่เช่นเดียวกันนั้นทำให้หากไม่ใช่ท่านส่งคนมารับลิลลาภาถึงบ้านเสมวรรณ์ เจ้าตัวก็ต้องไปหาตามลำพัง ดังนั้นวันนี้ลิลลาภาจึงใช้คนขับรถของจักรพัฒน์ไม่ได้

“ขับรถไหวแน่นะ ให้คนขับรถไปส่งหน้าหมู่บ้านพรปฐพีไหม” คนเป็นลุงยังไม่วายห่วง

“ไหวค่ะ ลิลขับรถเองได้จริงๆ สัญญาว่าจะไม่ทำให้เป็นห่วงค่ะ”

“งั้นก็ตามใจ จะแวะไปดูคนไข้กับลุงก่อนก็ได้ ขอชาร์ทคนไข้ของหมอลิลก่อนแล้วกัน”ประโยคหลังคนพูดหันไปหาพยาบาลที่รีบนำส่งชาร์ทรวดเร็ว ทั้งที่ออกปากไล่หลานสาวเองเมื่อครู่แต่ก็อดตามใจไม่ได้อยู่ดี แล้วทั้งคณะก็เดินตรงไปยังห้องพักฟื้นพิเศษของคนไข้ในความรับผิดชอบของลิลลาภา

 

[1] Round Ward หมายถึงการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยประจำวันของแพทย์ มักประกอบด้วยแพทย์เจ้าของไข้ พยาบาลและอาจมีนักศึกษาแพทย์

error: Content is protected !!